ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 724 เคล็ดวิชานี้เจ้าใช้ผิดแล้ว!
บทที่ 724 เคล็ดวิชานี้เจ้าใช้ผิดแล้ว!
ภายใต้สถานะของเม็ดยาเงานั้นมีประโยชน์เพียงอย่างเดียว ก็คือร่างกายดูราวกับเงา สามารถใช้พลังโดยการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย และเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว
แต่ฮั่วเตาหลางที่อยู่อีกด้านหนึ่งไม่ทราบว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อเห็นลู่เฉินปรากฏตัวออกมาและมีเพียงเงา มันทำให้เขาหวาดกลัวจนกระโจนตัวออกไป “นายท่าน! ท่าน!…”
“เมื่อครู่กำลังฝึกฝนอยู่ ยังไม่ได้ทันได้เปลี่ยนกลับไป” ลู่เฉินพูดออกมาสั้น ๆ
เมื่อฮั่วเตาหลางเข้าใจแล้ว จึงไม่เอ่ยถามอะไรให้มากความ
ลู่เฉินเก็บไหมคลุมวิญญาณกลับเข้าไป หลังจากนั้นจึงเดินนำฮั่วเตาหลางออกไปจากหมอกแห่งนี้
แต่ท่าทางการเดินของลู่เฉินนั้น ดูราวกับเดินอยู่บนกลุ่มเมฆเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงดูแล้วเหมือนกับท่าทางของ ‘ยอดฝีมือ’ ที่น่ากลัว
ดังนั้นเมื่อเดินออกไปด้านนอกกลุ่มหมอกแล้ว เซี่ยอีฉานจึงได้เห็นลู่เฉินยืนอยู่บนท้องฟ้า ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวของพลังปราณใด ๆ เซี่ยอีฉานจึงพูดขึ้นมาด้วยความตกใจว่า “นายท่าน ท่านฝึกฝนสิ่งใดกัน? เหตุใดจึง…”
ตอนนี้ลู่เฉินเป็นเพียงเงา และดูไร้น้ำหนัก หากใช้วรยุทธ์ธรรมดาจะดูราวกับทั้งร่างกำลังลอยอยู่ตรงนั้น และยังทำให้คนไม่สามารถสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของพลังปราณใด ๆ
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เซี่ยอีฉานรู้สึกว่าเมื่อเห็นลู่เฉิน จึงรู้สึกราวกับเห็นสิ่งแปลกประหลาดบางอย่าง
ลู่เฉินมองอีกฝ่ายพลางยิ้มออกมา “อย่าสนใจว่าข้าฝึกฝนสิ่งใด”
เซี่ยอีฉานขานรับทันที “ขอรับ”
“ออกเดินทางเถิด”
“ออกเดินทาง?” เซี่ยอีฉานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“ใช่ ภูเขาหิมะทั้งเจ็ด”
เซี่ยอีฉานคิดไม่ถึงว่าลู่เฉินคิดจะไปที่นั่นจริง ๆ จึงพูดขึ้นมา “เช่นนั้นนายท่านเชิญตามข้ามา!”
เซี่ยอีฉานเดินนำทางไป จากนั้นชายหนุ่มและฮั่วเตาหลางจึงเดินตาม
บนเส้นทางที่กำลังออกจากที่นี่ ลู่เฉินพูดกับเฮยหลวนและเจี่ยอันผ่าน ‘ประตูไร้สรรพสิ่ง’ ว่า “หลังจากนี้พวกเจ้าจงอยู่ในนี้ไปก่อน รอให้ข้าหาเวลาที่เหมาะสมได้ แล้วข้าจะให้พวกเจ้าออกมา”
เวลาที่เหมาะสม?
คนทั้งสองไม่รู้ว่าหมายความอย่างไร แต่เมื่อลู่เฉินพูดแล้ว พวกเขาจึงไม่คัดค้านใด ๆ ทำเพียงแค่ขานรับเท่านั้น
ส่วนลู่เฉินนั้น เหตุผลที่ยังไม่ปล่อยคนทั้งสองออกมานั้นเป็นเพราะสถานะในตอนนี้ ค่อนข้างเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายได้ง่าย ดังนั้นหากต้องคุ้มครองพวกเขาจึงนับเป็นเรื่องยาก
ดังนั้นชายหนุ่มจึงให้พวกเขาอยู่ภายใน ‘ประตูไร้สรรพสิ่ง’ ไปก่อน จากนั้นตนจึงเดินทางไปยังภูเขาหิมะทั้งเจ็ด
แต่เมื่อลู่เฉินและคนอื่น ๆ เดินออกไป สายสืบของพันธมิตรกำจัดมารก็รีบนำข่าวไปรายงานต่อฉินอ่าวทันที
หลังจากฉินอ่าวได้รับข่าวแล้ว จึงรู้สึกดีใจขึ้นมา “ยังดีที่ไม่ได้รออย่างสูญเปล่า!”
พูดจบ ฉินอ่าวจึงนำคนออกไป
เวลาผ่านไปประมาณสองชั่วยาม ขณะที่ลู่เฉินและคนอื่น ๆ ผ่านผืนป่าที่เขียวชอุ่มนั้น บริเวณใกล้ ๆ พลันเกิดเงาร่างจำนวนมากปรากฏขึ้นมาทันที และเงาเหล่านี้ก็มีความเร็วสูงมาก
ฮั่วเตาหลางเตรียมพร้อมทันที “นายท่าน พวกเขา…”
“พันธมิตรกำจัดมาร?”
“ใช่!”
ลู่เฉินคิดแล้วจึงพูดออกมา “ทำลายกายเนื้อของพวกเขา เหลือวิญญาณของพวกเขาเอาไว้ ข้าจะใช้ประโยชน์!”
“ขอรับ!” ฮั่วเตาหลางขานรับ จากนั้นจึงนำกระบี่เพลิงทั้งสองเล่มออกมา และเหวี่ยงมันไปรอบ ๆ
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นมาทันที
เซี่ยอีฉานสูดหายใจเข้าลึก
และในขณะนั้นเอง จู่ ๆ ฉินอ่าวก็มาประชิดด้านหลังลู่เฉินพลางหัวเราะเสียงดัง “เคล็ดวิชานี้ของข้า เรียกว่าเสียงบูรพาฝ่าตีประจิม”
เมื่อเซี่ยอีฉานเห็นฉินอ่าวจึงมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที
แต่การตอบสนองนั้นช้าเกินไป ฉินอ่าวปล่อยฝ่ามือหนึ่งออกไปแล้ว
ทว่าลู่เฉินดูราวกับเงา ร่างกายของเขาเพียงสว่างขึ้นมาและหายไปจากตำแหน่งเดิม
ฉินอ่าวพลันสับสนขึ้นมา และยังไม่ทันได้ตอบสนองใด ๆ ลู่เฉินก็ยืนประชิดอยู่ด้านหลังของเขาแล้ว “เจ้ากำลังโจมตีสิ่งใดหรือ?”
ฉินอ่าวหวาดกลัวขึ้นมา จึงรีบหมุนตัวกลับไป ก่อนจะได้เห็นว่าลู่เฉินกำลังจ้องมองตนอยู่พอดี
“เจ้า!… เจ้าเป็นคนหรือวิญญาณกันแน่!?” ฉินอ่าวไม่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดขั้นหลอมแก่นแท้จึงมีความเร็วที่ประหลาดเช่นนี้
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มออกมา เพราะว่าตอนนี้เขาเป็นเงา และยิ่งรวมเข้ากับการก้าวเดิน ทำให้ตนรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
แต่ชายหนุ่มไม่ได้อธิบายออกไป เพียงหัวเราะพลางพูดขึ้นมา “เจ้าเข้าใจเพียงตัวเองทำอะไรผู้อื่นไม่ได้เท่านั้นก็พอ”
ฉินอ่าวหวาดกลัวจึงโจมตีอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม
เซี่ยอีฉานที่อยู่อีกด้านหนึ่งเห็นดังกล่าวจึงรู้สึกสับสน “เร็ว เร็วมาก!”
หลังจากฉินอ่าวโจมตีอยู่ครู่หนึ่ง จึงนำกระดูกหัวหมาป่าอสูรออกมา จากนั้นจึงหันไปพูดกับลู่เฉิน “ข้าจะรอดูว่าความเร็วของเจ้า หรือการโจมตีเคล็ดวิชาวิญญาณของข้าจะเร็วกว่ากัน!”
เมื่อพูดถึงเคล็ดวิชาวิญญาณ ลู่เฉินกลับยิ้มพลางพูดขึ้นมา “ข้าขาดสิ่งนี้พอดี”
ขาดสิ่งนี้?
ฉินอ่าวไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร ลู่เฉินยิ้มพลางมองเขา “มาเถิด ให้ข้าได้ชื่นชมเสียหน่อย ว่าเคล็ดวิชาวิญญาณของเจ้าเก่งกาจเพียงใดกัน!”
ฉินอ่าวรู้สึกว่าลู่เฉินอวดดีมากเกินไป ดังนั้นหลังจากเพิ่มพลังเข้าไปแล้ว ภายในกระดูกอสูรนี้จึงมีเงาหมาป่าพุ่งออกไปโจมตีอีกฝ่ายอย่างบ้าคลั่ง
เม็ด ‘อสูร’ เม็ดยาสีดำเม็ดแรกภายในร่างกายของชายหนุ่มเริ่มหลอมรวมขึ้นมาอย่างช้า ๆ
“ดูเหมือนว่าหลังจากนี้ต้องให้พลังวิญญาณทั้งเก้าชนิดที่แตกต่างกันมาโจมตี จึงจะทำให้เม็ดยาสีดำเหล่านี้ค่อย ๆ หลอมรวมขึ้นมาได้!” เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ลู่เฉินจึงเผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา
ขณะที่ลู่เฉินกำลังพึมพำอยู่นั้น เงาหมาป่าก็ร้อนใจและเริ่มบ้าคลั่งขึ้น
ฉินอ่าวที่อยู่อีกด้านหนึ่งพูดเร่งเร้าขึ้นมา “เร็วเข้า! กัดเขาให้ตาย พุ่งเข้าไปในร่างเขาซะ!”
อสูรวิญญาณก็คิดเช่นกัน แต่ร่างกายของลู่เฉินดูราวกับ ‘ความว่างเปล่า’ อสูรวิญญาณใช้วิญญาณของตนโจมตีออกไป แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรลู่เฉินได้ กลับทะลุผ่านร่างของอีกฝ่ายออกไปแทน
เรื่องนี้ทำให้เงาหมาป่ารู้สึกสับสนยิ่งนัก
ส่วนลู่เฉิน เมื่อได้หลอมรวม ‘เม็ดยาอสูรสีดำ’ อยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงหยุดลง
แต่เขารู้ว่าพลังของอสูรวิญญาณตรงหน้าไม่ส่งผลใด ๆ ต่อการฝึกฝนของตนเอง ดังนั้นจึงเท่ากับว่ามันกำลังใช้อย่างเสียเปล่า ชายหนุ่มจึงยิ้มพลางมองอสูรวิญญาณ “ข้าจะช่วยเจ้าสักครั้ง!”
อสูรวิญญาณยังไม่ทันได้ตอบโต้ใด ๆ ลู่เฉินก็ส่งแผ่นหินฉวิญญาณออกไป อสูรวิญญาณถูกดูดเข้าไปทันที
ฉินอ่าวมีสีหน้าเปลี่ยนไป เขาหวาดกลัวจนตะโกนขึ้นมา “ถอย!”
กลุ่มคนที่กำลังขัดขืนดิ้นรนอยู่นั้นรีบหนีออกไปทีละคนทันที
หลังจากคนเหล่านี้ออกไปแล้ว ฮั่วเตาหลางจึงเดินมาตรงหน้าลู่เฉิน และนำกระบี่เพลิงที่เปล่งแสงอยู่ออกมา บนกระบี่เล่มนี้หลอมรวมวิญญาณไว้กลุ่มหนึ่ง
“นายท่าน เมื่อครู่สังหารไปสามร้อยกว่าคน วิญญาณอยู่ที่นี่ขอรับ” ฮั่วเตาหลางพูดด้วยใบหน้านิ่งเฉย
เซี่ยอีฉานที่อยู่อีกด้านหนึ่งสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะพึมพำออกมา “นับว่าเป็นมือสังหารผู้หนึ่งจริง ๆ”
ลู่เฉินพูดด้วยความพึงพอใจ “พวกเจ้ารอที่นี่ก่อน”
เมื่อชายหนุ่มพูดจบก็ดูดวิญญาณเหล่านี้เข้าไปยังแผ่นหินฉวิญญาณ จากนั้นจึงเข้าไปยังภูเขาซากศพ และปล่อยวิญญาณที่พึ่งดูดซับมาเมื่อครู่ออกมาไว้ในศิลาแห่งนี้
เพราะวิญญาณเหล่านี้พึ่งถูกดูดเข้าไป จิตของพวกเขาจึงยังตื่นตัวอยู่
แต่เมื่อชายเหล่านี้เห็นลู่เฉิน แต่ละคนก็ตัวสั่นเทิ้มขึ้นมา
“ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้า” ลู่เฉินยิ้มพลางมองคนเหล่านี้
คนเหล่านี้ต่างแปลกใจว่าเป็นโอกาสเช่นไรกัน
บางคนจึงเอ่ยถามขึ้น “เจ้าจะปล่อยพวกเราไปหรือ?”
“ปล่อย แต่ก่อนอื่น พวกเจ้าสามารถทำร้ายข้าได้”
“ทำร้ายเจ้า?” มีคนไม่รู้ว่าหมายความว่าเช่นไร
และมีบางคนพูดด้วยความกังวลใจขึ้นมาว่า “เจ้าแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ แล้วพวกข้าจะทำร้ายเจ้าได้อย่างไรกัน?”
“ข้าจะไม่ลงมือ เพียงยืนอยู่ตรงนี้ให้พวกเจ้าใช้เคล็ดวิชาวิญญาณโจมตี” ลู่เฉินยิ้มพลางมองคนเหล่านั้น
เมื่อคนเหล่านี้ได้ยินดังนั้น จึงรู้สึกราวกับสวรรค์กำลังมอบบางอย่างให้ แต่ละคนจึงรวบรวมพลัง
ลู่เฉินแสยะยิ้มพลางมองพวกเขา “โอกาสมีเพียงครั้งเดียว ดังนั้นพวกเจ้าจงพยายามให้สุดความสามารถ เข้าใจหรือไม่?”
คนเหล่านี้ต่างก็คิดเช่นนั้น แต่ยังมีบางคนคิดว่าลู่เฉินกำลังหลอกลวง ดังนั้นจึงเฝ้ามองโดยไม่ขยับกายใด ๆ และไม่ได้ลงมือทันที ส่วนบางคนที่รู้สึกโกรธแค้น จึงอดไม่ได้ที่จะปล่อยเคล็ดวิชาวิญญาณของพวกเขาออกไปทันที และค่อย ๆ ตกลงบนร่างของลู่เฉิน