ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 725 บนภูเขามีเสียงประหลาดของสตรีผู้หนึ่ง
บทที่ 725 บนภูเขามีเสียงประหลาดของสตรีผู้หนึ่ง
คนบางส่วนที่ลงมือก่อน ต่างคิดว่าสามารถทำร้ายวิญญาณของลู่เฉินได้
แต่ ‘เคล็ดวิชาวิญญาณ’ ของคนเหล่านี้ เมื่อกระแทกเข้ากับร่างของลู่เฉินกลับไม่เกิดผลใด ๆ ขึ้นกับเขา ทำให้พวกเขารู้สึกสับสน ดังนั้นจึงเริ่มลองอีกครั้ง
ลู่เฉินได้แต่ยิ้มอยู่ภายในใจ เพราะ ‘เม็ดยามนุษย์สีดำ’ ภายในขั้นหลอมแก่นแท้ของเขานั้น ได้เริ่มหลอมรวมขึ้นอย่างช้า ๆ เหมือนกับ ‘เม็ดยาอสูรสีดำ’ เมื่อครู่นี้
แต่ในตอนนี้ยิ่งมีจำนวนคนมากเท่าไหร่ การหลอมรวมก็จะยิ่งเร็วขึ้นเท่านั้น
ไม่เพียงเท่านั้น ชายหนุ่มยังไม่ให้พวกเขาหยุดมือ แต่เพื่อเอาชีวิตรอด คนเหล่านี้จึงโจมตีออกไปอย่างบ้าคลั่ง และเคล็ดวิชาวิญญาณขอคนเหล่านี้ ยิ่งโจมตีออกไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น การหลอมรวมพลัง ‘เม็ดยาอสูรสีดำ’ ของลู่เฉินก็ยิ่งเร็วขึ้น
แต่พลังของพวกเขานั้นมีขีดจำกัด เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม ‘เม็ดยามนุษย์สีดำ’ ของลู่เฉินจึงหยุดการเปลี่ยนแปลงลง
“พวกเจ้าทำให้ข้าผิดหวังเล็กน้อย!” ลู่เฉินมองกลุ่มคนพลางยิ้มออกมา
จู่ ๆ คนเหล่านี้ก็สัมผัสได้ถึงความน่าหวาดกลัว ลู่เฉินโยนแผ่นหินฉวิญญาณออกมาอีกครั้ง เพื่อดูดวิญญาณเหล่านี้เข้าไป
หลังจากนั้นชายหนุ่มจึงมองไปยัง ‘เม็ดยามนุษย์สีดำ’ “ดูเหมือนจะต้องดูดซับเคล็ดวิชาวิญญาณ หรือเคล็ดวิชาภูตผีที่แข็งแกร่งว่านี้เห็นจะได้”
เมื่อมีแผนการเช่นนี้ลู่เฉินจึงเดินออกจากภูเขาซากศพ จากนั้นเมื่อเก็บภูเขาแล้ว จึงมองไปยังเซี่ยอีฉานที่ยืนตกตะลึงอยู่ “ไป รีบนำทางต่อ”
“ขอรับ นายท่าน” เซี่ยอีฉานได้สติกลับมา จึงรีบนำทางต่อทันที ฮั่วเตาหลางที่ดูราวกับซากศพก็เดินตามไปเงียบ ๆ เช่นกัน
…
ฉินอ่าวหนีกลับไปยังจุดซ่อนแห่งหนึ่งในพันธมิตรกำจัดมาร และเดินวนไปวนมาอยู่ภายในนั้น พลางพูดออกมาด้วยความโกรธแค้น “ตายไปสามร้อยกว่าคน!!”
อสูรเฒ่าจ้าวและอวี่ซานเส้าก็คิดไม่ถึงเช่นกัน ดังนั้นคนทั้งสองจึงมองฉินอ่าวด้วยใบหน้าประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาต่างไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนี้
เมื่อฉินอ่าวเห็นทั้งสองไม่พูดใด ๆ จึงบ้าคลั่งขึ้นมาทันที “พูดสิ รีบพูดมาซะ!”
“ผะ… ผู้อาวุโสฉิน พูด… พูดเรื่องใด” อวี่ซานเส้าเอ่ยถามด้วยความตื่นกลัว
“เป็นเรื่องที่พวกเจ้าก่อเอาไว้ แต่นายท่านกลับให้ข้าไปจัดการ ทว่าตอนนี้กลายเป็นเช่นนี้แล้ว พวกเจ้าจะให้ข้ามีหน้าไปพูดกับนายท่านเช่นไร?” ฉินอ่าวเหมือนคนคลั่งที่พร้อมสังหารผู้ใดก็ได้ เขาจ้องมองไปยังคนทั้งสอง
คนทั้งสองตื่นกลัวขึ้นมาทันที พวกเขาไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี
“ดูพวกเจ้าสิ!” มวลพลังบนร่างของฉินอ่าวแผ่กระจายออกมา และอดไม่ไหวที่จะฆ่าทั้งสองให้ตาย
อสูรเฒ่าเจ้าจึงรีบพูดขึ้นมา “ผะ… ผู้อาวุโสฉิน ความจริงแล้วสามารถหาคนมาช่วยได้”
“หาคนมาช่วย? ผู้ใด? เจ้าหรือ?” ฉินอ่าวพูดด้วยแววตาโกรธแค้น
“ก่อนหน้านี้พวกเราใช้ชื่อเสียงของพันธมิตรกำจัดมาร ทำให้สำนักเหมันต์ออกหน้าช่วยเหลือ และตอนนี้พวกเราก็สามารถทำเช่นนั้นต่อไปได้ โดยยืมชื่อกองกำลังที่แข็งแกร่งไปจัดการเขา” อสูรเฒ่าจ้าวคิดแผนการบางอย่างออกมา
อวี่ซานเส้ากลัวว่าฉินอ่าวจะจัดการพวกตน ดังนั้นจึงรีบพูดขึ้นมา “ใช่ พี่จ้าวพูดได้ถูกต้อง”
ฉินอ่าวมองคนทั้งสอง หลังจากนั้นครุ่นคิดขึ้นมา จนกระทั่งคิดบางอย่างออก “ดูเหมือนข้าต้องมีค่าหัวเสียแล้ว!”
“ค่าหัว?” คนทั้งสองไม่เข้าใจว่าหมายความว่าอย่างไร
ฉินอ่าวจึงอธิบายออกมา “ในพื้นที่ที่เจ็ด สิ่งที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือคำสั่งล่าค่าหัว เพียงประกาศออกไปก็จะมีผู้คนจำนวนมากไปไล่ฆ่าคนที่เราต้องการสังหาร แต่คำสั่งสังหารนี้ต้องไปยังยอดเขาสังหารเหมันต์ เพื่อให้พวกเขาประกาศออกไป ทว่าการประกาศหนึ่งครั้งมีราคาที่ต้องจ่ายสูงมาก!”
“เท่าใดกัน?” อสูรเฒ่าจ้าวแปลกใจ
อวี่ซานเส้าเองก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน
“พันล้านศิลาวิญญาณระดับต่ำ ยอดเขาสังหารเหมันต์จะส่งยอดฝีมือนักฆ่าไป แต่หากเป็นหมื่นล้านศิลาวิญญาณระดับต่ำ พวกเขาก็จะส่งมือสังหารระดับศักดิ์สิทธิ์ไป” ฉินอ่าวอธิบาย
เมื่อได้ยินถึงหมื่นล้าน อวี่ซานเส้าและอสูรเฒ่าจ้าวก็ถึงกับสูดหายใจเข้าลึก
ฉินอ่าวมีสีหน้าจริงจังขึ้นมา “ไป ไปยังยอดเขาสังหารเหมันต์เสียก่อน เวลานั้นหากต้องจ่ายหมื่นล้านออกไปจริง ๆ เช่นนั้นพวกเจ้าทั้งสองก็ออกให้มากกว่าข้าหน่อย เข้าใจหรือไม่?”
“ว่าอย่างไรนะ?” คนทั้งสองตกตะลึงจนหน้าเปลี่ยนสี
“เรื่องที่พวกเจ้าก่อเอาไว้ ข้าต้องจ่ายมากกว่าอย่างนั้นหรือ?” ฉินอ่าวตะคอกถาม
ทั้งสองคนไม่กล้าคัดค้านใด ๆ จึงทำเพียงพยักหน้ารับอย่างเงียบ ๆ ฉินอ่าวจึงตะโกนขึ้นมา และนำพวกเขาออกไปจากที่นี่ทันที
…
ลู่เฉินไม่รู้ว่าคนเหล่านี้เริ่มมีกลอุบายอีกครั้ง เซี่ยอีฉานเองก็ไม่รู้เช่นกัน ดังนั้นจึงนำทางต่อไป แต่ขณะเดินได้เอ่ยเตือนชายหนุ่มขึ้นมาว่า “นายท่าน เมื่อไปถึงภูเขาหิมะทั้งเจ็ด ท่านห้ามเดินนอกเส้นทางเด็ดขาด เพราะเมื่อก่อนที่นั่นเคยเป็นภูเขาที่วุ่นวาย”
“ภูเขาที่วุ่นวาย?”
“ขอรับ บริเวณรอบ ๆ ของที่นั่นเคยเต็มไปด้วยลมกรรโชกและรอยแตกร้าว ทว่าก็เต็มไปด้วยพลังปราณที่สมบูรณ์ ดังนั้นผู้คนจำนวนมากจึงต่อสู้กันที่นั่น ทำให้มีผู้คนน่ากลัวปรากฏตัวขึ้นที่นั่นมากมาย กระทั่งคนบางส่วนได้สร้างภูเขาหิมะทั้งเจ็ดขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนได้ฝึกฝนร่วมกันและกลายเป็นส่วนหนึ่ง หลังจากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปนานวัน ที่นั่นจึงเริ่มมีลำดับขั้นตอนออกมา”
เมื่อลู่เฉินได้ฟังจึงพูดออกมา “โอ้? ต่อสู้กันก่อน จากนั้นจึงรวมตัวสร้างขึ้น?”
“ประมาณนั้นขอรับ หลังจากต่อสู้กันแล้ว หลาย ๆ สถานที่ไม่สามารถไปได้ เพราะว่ามีค่ายกลหรือสมบัติวิญญาณของผู้แข็งแกร่งหลงเหลืออยู่บางส่วน รวมถึงรอยร้าวที่ไม่มั่นคง ดังนั้นภายในนั้นต้องทำตามกฎอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้นอาจจะถูกสมบัติวิญญาณบางอย่างโจมตีสังหารเอาได้ หรืออาจจะถูกวิญญาณที่แข็งแกร่งนำตัวไป”
ลู่เฉินได้ฟังแล้วรู้สึกว่าสถานที่นี้ช่างเหมาะกับตน จึงพูดขึ้นมา “น่าสนใจ”
“น่าสนใจ?”
ชายหนุ่มอยากพูดถึงเรื่องการ ‘ฝึกฝน’ แต่เขาไม่สามารถพูดอย่างชัดเจนได้ จึงยิ้มพลางมองเขา “เจ้านำทางไปก็พอ”
“ขอรับ” เซี่ยอีฉานไม่กล้าถามให้มากความ
ดังนั้นในวันที่สาม คนทั้งสามจึงมาถึงสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังปราณที่อุดมสมบูรณ์ด้านนอกภูเขา แต่ที่นี่มีพลังการรับรู้ค่อนข้างอ่อนแอ สามารถมองเห็นสถานการณ์ได้เพียงในระยะสิบกว่าก้าวเท่านั้น
ไม่เพียงเท่านั้น ด้านหน้ารอบด้านยังเต็มไปด้วยค่ายกล และมีเพียงทางเข้าเดียว
เมื่อเซี่ยอีฉานนำลู่เฉินและคืนอื่น ๆ มาถึงเชิงเขา ที่นั่นก็ยังมีกลุ่มผู้พิทักษ์เดินลาดตระเวนอยู่เลย
เซี่ยอีฉานจึงนำแผ่นป้ายออกมาพลางพูด “ข้าเป็นเจ้าสำนักแห่งสำนักเหมันต์!”
คนเหล่านี้จำหลวงจีนเซี่ยอีฉานได้ และยังมีแผ่นป้าย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ขัดขวางเซี่ยอีฉาน พร้อมให้เขาขึ้นไปบนภูเขา
ตอนแรกภูเขานี้ดูสงบสุขราวกับไม่มีสิ่งใด
แต่เมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่ง บริเวณรอบ ๆ กลับเกิดลมประหลาดขึ้น อีกทั้งยังสามารถได้ยินเสียงลมโชยมาจากที่มืด ในขณะเดียวกันยังได้ยินเสียงร้องไห้ของสตรี
ฮั่วเตาหลางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นขึ้น
ลู่เฉินมองไปยังด้านข้างของทางเดินนี้ ซึ่งเป็นที่มาของเสียงร้องไห้ที่ดังขึ้น
“นายท่าน อย่ามองขอรับ ภายในนั้นไม่สามารถไปได้”
“เพราะเหตุใด?” ลู่เฉินเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“ว่ากันว่าภายในนั้นมีวิญญาณของหญิงสาวอยู่ นางแข็งแกร่งมาก ดังนั้นจึงถูกจัดให้เป็นสิ่งประหลาดสวรรค์ระดับเก้าของภูเขาหิมะทั้งเจ็ด”
“สิ่งประหลาดสวรรค์ระดับเก้า?” ลู่เฉินไม่เข้าใจ
“พวกเราแบ่งสิ่งที่ไม่รู้จักและน่ากลัวเป็นระดับขอรับ โดยมีระดับสวรรค์และระดับศักดิ์สิทธิ์ และหากแบ่งอย่างละเอียดก็จะมีตั้งแต่ระดับหนึ่งถึงเก้า ยิ่งระดับสูงก็ยิ่งอันตราย”
ลู่เฉินกลับรู้สึกน่าสนใจ จึงแสยะยิ้มออกมา “ไป ไปดูกันเถิด”
“นายท่าน ข้าไม่ได้พูดเรื่องตลกนะขอรับ สิ่งประหลาดสวรรค์ระดับเก้านี้น่ากลัวมากจริง ๆ”
“ขอเพียงเป็นวิญญาณ ข้าก็จะไปดู” ชายหนุ่มยิ้มพลางมองเซี่ยอีฉาน
เซี่ยอีฉานหวาดกลัว จึงหันไปพูดกับลู่เฉิน “นายท่าน ตั้งแต่เมื่อก่อนจนถึงตอนนี้ วิญญาณหญิงสาวนี้อยู่มานานถึงหมื่นปีแล้ว ไม่มีผู้ใดเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของนางมาก่อน เพราะผู้ที่เข้าไปต่างล้มตายทั้งสิ้น หรือกลับออกมาแล้วเกิดอาการเสียสติฟั่นเฟือน”
“เช่นนั้นยิ่งน่าสนใจไม่ใช่หรือ?” ลู่เฉินแสยะยิ้ม