ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 749 โยน ‘ศาสตราวุธเซียน’ ออกมา แต่กลับเสียเปล่า!
บทที่ 749 โยน ‘ศาสตราวุธเซียน’ ออกมา แต่กลับเสียเปล่า!
เหล่าปิงหวาดกลัวขึ้นมา “ข้า… ข้าไม่ได้โกหกจริง ๆ”
แต่ลู่เฉินไม่เชื่อและยังคงใช้หมอกสีม่วง กระทั่งมีความหนาแน่นในระดับหนึ่ง เหล่าปิงจึงค่อย ๆ ‘นอนหลับ’ ลง
ลู่เฉินเข้าไปภายในห้วงความฝันของอีกฝ่าย จ้องมองเขาพลางพูดขึ้นมา “มา ตอบคำถามข้ามาเสียดี ๆ เถิด”
“เจ้า!” เหล่าปิงโมโหขึ้นมา เพราะเขาพบว่าตนไม่สามารถขยับกายได้
ชายหนุ่มแสยะยิ้มพลางมองเหล่าปิง “พูดมาเถิด ประมุขแห่งวังน้ำแข็งคือผู้ใดกัน?”
“ข้าไม่รู้จริง ๆ” เหล่าปิงโมโหขึ้นมา
“เช่นนั้นสองคนที่มาในวันนี้ ตอนนี้อยู่ที่ใดกัน?”
“ประตูแห่งชีวิต” เหล่าปิงตอบไปตรง ๆ
ลู่เฉินพึมพำอยู่ภายในใจ ‘หรือเขาจะไม่ได้โกหก’
“เจ้าก็เห็น สิ่งที่ควรพูดข้าพูดออกมาหมดแล้ว!” เหล่าปิงระเบิดอารมณ์ออกมา
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปยังเหล่าปิง “เช่นนั้น ภายในประตูแห่งชีวิตนี้มีสิ่งใดอยู่กัน?”
เหล่าปิงพลันตื่นตระหนกขึ้นมา แต่ร่างกายของเขากลับพูดออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ “ที่นั่นมีกับดัก นายท่านเตรียมไว้สำหรับเจ้า”
“โอ้? เตรียมไว้สำหรับข้า? เขารู้ว่าข้าจะไป?”
“นะ… นายท่านบอกว่ามีขั้นหลอมแก่นแท้ไม่ธรรมดาผู้หนึ่งเข้ามา ให้พวกเราทุกคนระวังตัว และยังกำชับว่าหากพวกเราถูกจับหรือเป็นอะไรไป ก็ให้บอกขั้นหลอมแก่นแท้ผู้นั้นว่าพวกเขาอยู่ในประตูแห่งชีวิต” เหล่าปิงพูดออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา “เจ้ามีเรื่องปิดบังข้าจริง ๆ”
เหล่าปิงสับสนขึ้นมา เขาคิดไม่ถึงว่าลู่เฉินจะมีเคล็ดวิชาเช่นนี้ ดังนั้นจึงพูดด้วยความหวาดกลัว “นะ… นายท่านให้ข้าทำเช่นนั้น จะ… เจ้าอย่าฆ่าข้าเลย”
“วางใจเถิด ข้ายังไม่ฆ่าเจ้าตอนนี้หรอก”
เมื่อพูดจบ ลู่เฉินก็ถอยออกมาจากห้วงความฝันของอีกฝ่าย และเพิ่มตราประทับวิญญาณลงไป จากนั้นจึงปลุกให้เขาตื่นขึ้นมาและนำเข้าไปยังกู่ฉิน
ราชันเม็ดยาจำต้องทำตามที่ลู่เฉินบอก เขาเข้าไปยังกู่ฉิน และขณะเก็บกู่ฉินเข้ามา ชายหนุ่มก็เก็บร่างของราชันเม็ดยาขึ้นมาด้วย แล้วออกไปจากค่ายกลแห่งนี้
เมื่อชายหนุ่มปรากฏตัวอีกครั้ง ก็มาถึงยังด้านหน้าของประตูแห่ง ‘ชีวิต’ แล้ว
มองประตูแห่ง ‘ชีวิต’ บานนี้ ลู่เฉินก็สัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาที่อยู่ด้านหลังประตู เพราะรอบ ๆ ประตูหินมีพลังปราณหนาแน่นทะลุผ่านออกมา
แต่เขาก็ไม่ใช่ผู้ที่หวาดกลัวต่ออะไรง่าย ๆ จึงผลักประตูแห่ง ‘ชีวิต’ ให้เปิดออก
เห็นเพียงอุโมงค์ทางเดินที่ดูลึกเส้นหนึ่ง และมีกลิ่นอายของคนทั้งสอง
ทั้งสองคนนี้ก็คือเซี่ยอีฉานและหั่วเตาหลาง
เมื่อลู่เฉินแน่ใจแล้วว่าพวกเขาอยู่ที่นี่ จึงก้าวเข้าไปทีละก้าว และในขณะเดียวกันก็ใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ เพื่อสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงบริเวณรอบ ๆ
ไม่นานลู่เฉินก็เห็นแสงด้านหน้า และภายในแสงนี้ชายหนุ่มก็ได้พบกับเซี่ยอีฉานและหั่วเตาหลาง
แต่ทั้งสองยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่ขยับกาย ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิทราวกับกำลังนอนหลับอยู่
เมื่อชายหนุ่มเห็นดังนั้นจึงเดินเข้าไป
และในขณะนั้นเอง จู่ ๆ ก็เกิดเสียงที่ดูน่าเกรงขามขึ้นมารอบ ๆ “เจ้าหนุ่ม หันหลังกลับไปตอนนี้ยังทัน มิเช่นนั้นจะตายเช่นไรก็ไม่อาจรู้ได้”
เมื่อลู่เฉินได้ยินเสียงดังกล่าว และสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของอีกฝ่าย จึงยิ้มพลางพูดออกมา “เจ้าก็คือสิ่งประหลาดลึกลับนั่น”
“สิ่งประหลาดลึกลับ เป็นเพียงสมญานามที่ทุกคนเรียกข้าเท่านั้น” น้ำเสียงเย็นชานั้นตอบกลับ
“ข้ามีบางอย่างไม่เข้าใจ”
“รู้ให้น้อย จะเป็นเรื่องดีสำหรับเจ้ามากกว่า!” น้ำเสียงนั้นราวกับกำลังเอ่ยเตือนชายหนุ่มอยู่
แต่ชายหนุ่มกลับยิ้มออกมา “แต่พวกเขาเป็นคนของข้า”
“ข้าปล่อยพวกเขาไปได้ แต่เจ้าต้องรับปากว่าจะไม่เข้ามาที่นี่อีก มิเช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าเป็นเหมือนพวกเขา กลายเป็นคนมีชีวิตที่ราวกับคนตาย” น้ำเสียงนั้นพูดข่มขู่
ลู่เฉินฉีกยิ้ม “มีชีวิตราวกับคนตาย?”
“ข้าไม่ชอบฆ่าผู้ใด แต่ถ้ามายุ่งกับข้า ล้วนมีจุดจบไม่ดีทั้งสิ้น” อีกฝ่ายยังข่มขู่ลู่เฉิน
“เช่นนั้นการที่เจ้าฆ่าผู้คนและอสูรด้านนอกมากมาย แล้วปิดผนึกวิญญาณของพวกเข้า นั่นเป็นเพราะเหตุใดกัน?” ลู่เฉินราวกับคิดถึงอะไรบางอย่าง จึงถือโอกาสเอ่ยถามขึ้นมา
แต่อีกฝ่ายกลับพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าหนุ่ม อย่าได้คืบจะเอาศอก!”
“ข้าต้องขออภัย ข้าผู้นี้มีข้อสงสัยมากนัก!” ลู่เฉินพูดขึ้นมา
“เช่นนั้นเจ้าก็ควรอยู่ที่นี่ อย่าไปไหนตลอดกาล!” เมื่ออีกฝ่ายพูดจบ ค่ายกลรอบ ๆ ก็เริ่มเคลื่อนไหว
เห็นเพียงชั่วพริบตาถัดมา รอบ ๆ พลันมืดลง เซี่ยอีฉานและหั่วเตาหลางหายตัวไปอีกครั้ง
แต่เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ลู่เฉินรู้สึกหวาดกลัว กลับพูดเย้ยหยันขึ้นมาว่า “เจ้าคิดว่าสร้างค่ายกลมืดขึ้นมาแล้ว จะทำให้ข้าหวาดกลัวได้หรือ?”
“เจ้าคิดว่านี่เป็นเพียงค่ายกลมืดธรรม ๆ อย่างนั้นหรือ?”
“มีสิ่งใดพิเศษกัน?”
“ค่ายกลนี้เรียกว่าค่ายกลชิงวิญญาณ เมื่อข้าสั่งให้ค่ายกลทำงาน วิญญาณของเจ้าก็จะถูกดึงออกมาจากร่าง จากนั้นก็จะถูกข้าปิดผนึก ส่วนกายเนื้อของเจ้าจะไม่มีประโยชน์อีกต่อไป” อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ลู่เฉินพลันหัวเราะขึ้นมา
“เจ้ายังกล้าหัวเราะงั้นหรือ?”
“หรือข้าจะต้องร้องไห้กัน?” เขาย้อนถาม
“ไม่นานวิญญาณของเจ้าจะถูกลากออกไป และเมื่อถึงเวลานั้น ข้าอยากจัดการกับเจ้าเช่นไรก็ได้ทั้งสิ้น!” อีกฝ่ายพูดด้วยความมั่นใจ
แต่ลู่เฉินกลับยิ้มพลางพูดขึ้น “เช่นนั้นเจ้าลองดูก็รู้แล้วมิใช่หรือ?”
“ข้าจะไม่เกรงใจแล้ว!”
ไม่นาน ค่ายกลก็เกิดการเคลื่อนไหว แสงสีขาวและสีดำมากมายสว่างขึ้นรอบกายของลู่เฉิน ราวกับจะทำให้วิญญาณของเขาเหี่ยวเฉาไป แต่ลู่เฉินกลับนิ่งสงบ พร้อมปล่อยให้ค่ายกลโจมตีตนอย่างอิสระ
หลังคนที่อยู่ในมุมมืดเห็นดังกล่าว จึงพบว่ามีบางอย่างผิดปกติ และเริ่มรู้สึกสงสัยขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม เหตุใดวิญญาณของเจ้าจึงไม่ถูกลากออกมากัน?”
“ไม่ใช่ถูกลากออกมา แต่ค่ายกลของเจ้า สำหรับข้าแล้วอ่อนแอเกินไป” ลู่เฉินยิ้มอย่างมั่นใจ
“เจ้าช่างอวดดีเสียจริง!”
เมื่ออีกฝ่ายพูดจบ จู่ ๆ ก็มีทวนลอยออกมาจากท้องฟ้า อีกทั้งทวนเล่มนี้ยังมีกลิ่นอายประหลาดจาง ๆ อย่างบางส่วน
ลู่เฉินมองตามไป และเมื่อแน่ใจว่าเป็นปราณเซียนจึงยิ้มออกมา “สมบัติวิญญาณนี้ของเจ้าเป็นศาสตราวุธเซียน เพียงแต่เจ้าไม่สามารถควบคุมมันได้!”
“ข้าไม่สามารถควบคุมมันได้ แต่สามารถฆ่าเจ้าได้” เขาคิดจะใช้ทักษะการควบคุมสิ่งของที่แข็งแกร่งของตนควบคุมทวนนั่น แต่เมื่อทวนสีเงินที่มีปราณเซียนสว่างขึ้นมาจาง ๆ และมาถึงตรงหน้าลู่เฉิน มันก็ลอยเคว้งอยู่ตรงนั้น
คนผู้นั้นรู้สึกสงสัย ดังนั้นจึงลองต่อไป แต่ผลลัพธ์ยังคงเป็นเช่นเดิม ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถควบคุมให้ทวนนี้ไปทำร้ายลู่เฉินได้
“อย่าลองต่อไปเลย เมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าก็ไม่สามารถทำอะไรข้าได้”
พูดจบ ลู่เฉินจึงโบกมือขึ้นมา จากนั้นทวนนี้ก็ตกลงบนฝ่ามือของเขา
แต่ทวนนี้เป็นศาสตราวุธเซียนที่ไม่สมบูรณ์ และไม่ได้ดีนัก
ไม่นานลู่เฉินก็สามารถดูดซับพลังของทวนนี้ได้ จากนั้นทำให้ทวนนี้ไร้ประโยชน์ในทันที
เมื่อเห็นดังกล่าว คนในมุมมืดจึงตกตะลึงขึ้นมา “นั่นเป็นศาสตราวุธเซียนนะ!”
“ไม่สมบูรณ์และไม่มีศาสตราวิญญาณ ไม่นับว่าเป็นศาสตราวุธเซียน” ลู่เฉินพูดออกมา
“เจ้า!” อีกฝ่ายตกตะลึงขึ้นมาเล็กน้อย ไม่คิดว่าลู่เฉินจะรู้มากเช่นนี้
“หากยังมีวิธีใดอีกก็รีบใช้ออกมาซะ มิเช่นนั้นข้าจะลงมือแล้ว!”
“ดูเหมือนข้าต้องให้เจ้าได้ลองอีกเคล็ดวิชาเสียแล้ว!”
เมื่ออีกฝ่ายพูดจบ รอบกายก็ปรากฏวิญญาณเร่ร่อนขึ้นมามากมาย อีกทั้งวิญญาณเร่ร่อนเหล่านี้ยังมีแสงสีแดงเปล่งออกมาทีละดวง เหมือนกับในพื้นที่ลึกลับนั้น แต่ละด้วยไม่มีจิตตระหนักรู้ และรู้เพียงแค่การโจมตีผู้อื่น
และเมื่อเห็นลู่เฉิน พวกมันก็ราวกับมองเห็นเหยื่อ จึงเริ่มพุ่งตัวมาหาเขาทันที
ทว่าชายหนุ่มกลับยิ้มออกมา “มาเถิด เข้ามาให้มากกว่านี้”
“ดูสิว่าเจ้าจะตายอย่างไร!” เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายเพียงแสร้งทำเป็นกล้าหาญเท่านั้น