ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 763 ประสบการณ์ครั้งแรกที่ทุกคนไม่มีวันลืม!
บทที่ 763 ประสบการณ์ครั้งแรกที่ทุกคนไม่มีวันลืม!
วิญญาณมารตัวอื่น ๆ เองก็รู้สึกเช่นกัน และลู่เฉินก็ชอบที่อีกฝ่ายคิดเช่นนี้ ดังนั้นจึงยิ้มออกมา “ได้ มาเถิด”
การยั่วยุของลู่เฉิน ทำให้เหล่าวิญญาณมารรู้สึกโมโหขึ้นมา
เหล่าวิญญาณมารพลันแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเมื่อครู่ และการโจมตีที่ปล่อยออกมาก็แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ดังนั้นเซี่ยอีฉานและหั่วเตาหลาง จึงถูกลู่เฉินส่งเข้าไปยังประตูไร้สิ่งสรรพ เพื่อป้องการไม่ให้เกิดเรื่องใด ๆ ขึ้น
ส่วนหวังฝูทำได้เพียงมองด้วยความตกตะลึงอยู่อีกด้านหนึ่ง
แต่เมื่อการโจมตีของคนเหล่านี้ ตกลงสู่ร่างของลู่เฉิน กลับไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อชายหนุ่มเลย จึงทำให้หวังฝูรู้สึกสงสัย วิญญาณมารเหล่านั้นเองก็รู้สึกสับสนขึ้นมา พวกเขาคิดไม่ถึงว่าลู่เฉินจะแข็งแกร่งถึงขนาดนี้
ลู่เฉินฉีกยิ้มพลางมองไปยังวิญญาณมารเหล่านั้น “ลงมือต่อเถิด”
เหล่าวิญญาณมารพลันหวาดกลัวขึ้นมา จึงค่อย ๆ หยุดโจมตีลง และหลบถอยออกไปไกล ๆ เพราะพวกเขากลัวว่าลู่เฉินจะลงมือจัดการพวกเขา
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ลู่เฉินต้องการ เขาจึงยิ้มพลางมองอีกฝ่าย “อย่างไรกัน? ไม่ลงมือแล้วหรือ?”
“หะ… หากมีเรื่องใดก็มาเจรจากันเถิด” วิญญาณมารคิดอยากประนีประนอม
และยังมีวิญญาณมารอีกตนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “ใช่ นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งสิ้น!”
“เจ้าหนู คือว่า… พวกเราไม่โจมตีเจ้าแล้ว”
ทุกคนคิดว่าเมื่อทำเช่นนี้แล้วลู่เฉินจะปล่อยพวกตนไป แต่ชายหนุ่มกลับพูดขึ้นมาโดยไม่คาดคิดว่า “ผู้ใดไม่โจมตีข้า ข้าจะจัดการคนผู้นั้น!”
“ว่าอย่างไรนะ!?” ทุกคนพลันสับสนขึ้นมา และเริ่มกระซิบกระซาบกัน
“เจ้าหนูคนนี้คิดจะทำสิ่งใดกันแน่?”
“ใครจะรู้กัน?”
“ช่างเถิด ข้าทำไม่ได้ ข้าจะซ่อนอยู่เช่นนี้!” มีคนต้องการที่จะหลบซ่อน แต่เมื่อคนผู้นั้นหมุนตัวกลับมา ก็ถูกคาถาสยบภูตผีของลู่เฉินพันรัดไว้ทันที
วิญญาณมารตนนั้นหวาดกลัวขึ้นมา “ข้า ข้าซ่อนตัวไม่ได้หรือ?”
“ข้าบอกแล้วผู้ที่ไม่โจมตีข้า ล้วนต้องตายทั้งสิน!” เมื่อลู่เฉินพูดจบ วิญญาณของอีกฝ่ายจึงแตกออกไปเสี่ยง ๆ และหายไป และกลายเป็นร่างวิญญาณที่แท้จริง
เรื่องนี้ทำให้ทุกคนรู้ว่าลู่เฉินไม่ได้เพียงพูดตลกเท่านั้น ดังนั้นวิญญาณมารเหล่านั้นจึงยอมออกมารวมตัวกัน และโจมตีชายหนุ่มต่อไป แต่ในขณะเดียวกันกลับเอ่ยถามขึ้นมาว่า “พวกเราต้องโจมตีไปถึงเมื่อใดกัน?”
“บอกให้พวกเจ้าหยุดเมื่อไหร่ก็คือเมื่อนั้น” ลู่เฉินพูดด้วยท่าทางนิ่งสงบ
“ว่าอย่างไรนะ!?” ทุกคนต่างมองหน้ากัน ราวกับกำลังกลืนกินของขมลงไป และมีสีหน้าไม่ดีนัก
แต่ลู่เฉินไม่ได้รู้สึกเห็นใจ จึงให้พวกเขาโจมตีต่อไป และวิญญาณเหล่านี้ก็ไม่กล้าหนีไป เพราะพวกเขาไม่อยากเป็นเหมือนวิญญาณเมื่อครู่ ที่แตกสลายไปโดยทันที
ดังนั้นวิญญาณหล่านี้จึงทำได้เพียง ‘พยายาม’ โจมตีต่อไป
หวังฝูที่อยู่อีกด้านหนึ่งพลันพูดออกมาว่า “ไม่ธรรมดาจริง ๆ”
ส่วนวิญญาณมารเหล่านั้น หลังจากโจมตีต่อไปอีกครึ่งชั่วยาม พลังวิญญาณของพวกเขาก็หมดลง จึงพยายามที่จะใช้เคล็ดวิชาวิญญาณที่แข็งแกร่งออกมา แต่เพราะไม่มีกายเนื้อ จึงทำได้เพียงใช้วิญญาณปล่อยพลังออกมาเท่านั้น
ดังนั้นไม่นานวิญญาณมารเหล่านี้ก็ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป ทำให้พวกเขาค่อย ๆ หมดสติ จนในที่สุดก็มีวิญญาณพูดขึ้นมาว่า “ข้า… ข้าทนไม่ไหวแล้ว”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” ลู่เฉินพันรัดวิญญาณมารตนนั้นเอาไว้ทันที
วิญญาณมารคนนั้นพลันตะโกนขึ้นมา “เจ้า… เจ้าไปบอกให้ท่านประมุขโจมตีเจ้าเถิด ไม่ต้องมาหาข้า!”
“ประมุข”
“ใช่ ราชันจอมมารของที่นี่”
คนอื่น ๆ เองก็พากันส่งเสียงขึ้นมาเช่นกัน “ใช่ ด้านหลังประตูนี้ผนึกวิญญาณของราชันจอมมารเอาไว้ เขาแข็งแกร่งมาก”
“ใช่” ทุกคนต่างชี้นิ้วไปยังประตูหินบานสีดำที่อยู่ไกลออกไป และบริเวณรอบ ๆ ประตูนั้นก็สามารถมองเห็นไอมาร ที่แผ่กระจายออกมาหนาแน่นได้
ลู่เฉินสนใจที่นั่นมานานแล้ว แต่เขาไม่ได้ลงมือทันที เพราะเขาต้องการรอให้วิญญาณเหล่านี้ ใช้พลังโจมตีมาในระดับหนึ่งก่อน แล้วจากนั้นค่อยเข้าไป
แต่ไม่คาดว่าวิญญาณเหล่านี้จะ ‘อ่อนแอ’ ถึงเพียงนี้
ดังนั้นชายหนุ่มจึงปล่อยพวกเขา และนำแผ่นหินฉวิญญาณออกมา
ทุกคนยังไม่เข้าใจว่าคือสิ่งใด ทว่ากลับค่อย ๆ ถูกดูดเข้าไป วิญญาณมารเหล่านั้นต่างร้องเสียงดังขึ้นมา บางคนยังกร่นด่าลู่เฉิน แต่ไม่ว่าวิญญาณเหล่านี้จะส่งเสียงอย่างไร สุดท้ายก็ถูกลู่เฉินจัดการอยู่ดี
ทำให้ภายในตำหนักที่ถูกปิดผนึกนี้ เหลือเพียงหวังฝูเท่านั้น
หวังฝูพลันกำลังหวาดกลัวจนตัวสั่น “นะ… นายท่าน ท่านเก่งกาจยิ่งนัก”
“ราชันจอมมารอยู่ด้านในใช่หรือไม่?”
“ขอรับ เขาเป็นประมุขของที่นี่ และยังห้ามมิให้ผู้ใดเข้าใกล้เขา มิเช่นนั้นจะถูกเขาทำลาย” หวังฝูอธิบายออกมา
ลู่เฉินพลันแสยะยิ้มออกมาและเอ่ย “เช่นนั้นต้องดูว่าเขาสามารถช่วยข้าได้หรือไม่”
ช่วย?
หวังฝูไม่รู้ว่าลู่เฉินหมายความว่าอย่างไร ส่วนลู่เฉินเดินไปยังประตูบานนั้นแล้ว และเมื่อตรวจสอบดูด้านข้างของประตูอยู่ครู่หนึ่งแล้ว จึงเตรียมที่จะเปิดเข้าไป
แต่ทันใดนั้นก็มีสียงตะวาดดังขึ้นมาจากด้านใน “ไสหัวไป!”
เมื่อลู่เฉินเห็นมวลพลังเช่นนั้นก็รู้สึกดีใจขึ้นมา “ไม่เลว นับว่ามีความสามารถไม่น้อย”
หวังฝูรู้สึกว่าลู่เฉินเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดบางอย่าง และผู้ที่อยู่ด้านหลังประตูก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย “เจ้าอยากตายจริง ๆ หรือ?”
ลู่เฉินไม่สนใจคำเตือนของอีกฝ่าย และเตรียมจะผลักประตูเปิดเข้าไป ทว่าก็มีเสียงตะวาดดังออกมาทันที
น้ำเสียงนั้นราวกับเสียงสิงโตคำรามออกมา
หวังฝูที่ยืนอยู่ด้านหลังลู่เฉินกรีดร้องขึ้นมาทันที จากนั้นก็กระเด็นออกไป
ลู่เฉินกลับไม่เป็นอะไร และยังแสยะยิ้มออกมา “น่าสนใจไม่น้อย”
ผู้ที่อยู่ด้านหลังประตูเงียบเสียงลง พร้อมเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “เจ้าไม่เป็นอะไรหรือ?”
“ไม่เป็นไร หากเป็นไปได้ เจ้าสามารถปล่อยผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งกว่านี้ออกมาได้” ลู่เฉินหัวเราะขึ้นมา
เมื่อได้ยินดังกล่าว คนในประตูนั้นจึงร้อนใจขึ้นมาทันที “ดูเหมือนเจ้าจะไม่ใช่ขั้นหลอมแก่นแท้ธรรมดาสินะ”
“ลองดูก็ได้รู้แล้ว!”
พูดจบ ประตูหินจึงถูกเปิดออก และเห็นเพียงด้านในประตูหินที่มืดสลัว
แต่กลับมีไอมารจำนวนมาก และยังมีบางสถานที่แผ่กระจายแสงสีม่วงออกมา จากนั้นก็มืดลง
เมื่อลู่เฉินเห็นดังนั้น กลับรู้สึกแปลกใจขึ้นมา “หรือไอมารจะออกมาจากด้านใน?”
และในขณะนั้นเอง พลังจำนวนมหาศาลดูดลู่เฉินเข้าไป จากนั้นประตูหินก็ปิดลง ส่วนหวังฝูที่อยู่ด้านนอกหวาดกลัวขึ้นมา “ควรทำเช่นไรต่อดี?”
ภายในประตูหินนี้ ลู่เฉินยืนอยู่ท่ามกลางความมืดพลางยิ้มออกมา “ออกมาเถิด”
และในขณะนั้นเอง ชายร่างกำยำที่มีแสงสีม่วงสว่างรอบตัวก็ออกมา อีกทั้งทั่วร่างยังถูกโซ่ตรวนสีดำสนิทพันรัดไว้
ชายร่างใหญ่เบิกตากว้างและมองไปยังลู่เฉิน “อย่าคิดว่ามีโซ่ตรวนวิญญาณนี้ แล้วข้าจะฆาเจ้าไม่ได้”
“ข้าสามารถปลดตรวนของเจ้าออกได้ แต่เจ้าต้องรับปากข้าว่าหลังจากปลดออกแล้ว เจ้าต้องใช้พลังออกมาทั้งหมด” ลู่เฉินพูดในสิ่งที่ตนคิดออกมา
เมื่อชายร่างใหญ่ได้ยินคำพูดของลู่เฉิน จึงมีสีหน้าสับสนขึ้นมา “เจ้าหนู เจ้าเสียสติ หรือคิดว่าข้าโง่กันแน่?”
“มีปัญหาหรือ?”
“เจ้ากำลังจะตาย แต่กลับกล้าอวดดีเพียงนี้เชียวหรือ?” ชายร่างใหญ่รู้สึกว่าลู่เฉินมาเพื่อสบประมาทตน ดังนั้นจึงรู้สึกโมโหขึ้นมา
ชายหนุ่มยิ้มพลางมองคนตรวหน้า “สิ่งที่ข้าพูดหมายถึงเช่นนั้นจริง ๆ”
“รนหาที่ตาย!” เมื่อชายร่างใหญ่พูดจบ จึงส่งเสียงประหลาดออกมาอีกครั้ง
บริเวณรอบ ๆ สามารถมองเห็นแสงสีม่วงที่กระพริบถี่ยิ่งขึ้น ราวกับกำลังจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว
และเสียงนั้นก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น
โดยเฉพาะเสียงนี้ มันยังดังสะท้อนไปรอบ ๆ ดูแล้วน่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าลู่เฉินที่อยู่ตรงนั้นกลับรู้สึกพอใจ และยังคงพูดจายั่วยุเขาต่อไป “พูดต่อเถิด!”
“เจ้า!” ชายร่างใหญ่รู้สึกสับสนเล็กน้อย
ลู่เฉินกลับยิ้มออกมา “อย่างไรกัน? พลังไม่พอหรือ?”
“ถ้าไม่เป็นเพราะข้าถูกโซ่ตรวจประหลาดนี้พันรัดไว้ ข้าคงฉีกวิญญาณของเจ้าออกเป็นชิ้น ๆ นานแล้ว” ชายร่างใหญ่พูดด้วยความอวดดี
“ไม่เป็นไร เพราะข้าจะปล่อยเจ้าออกมาเอง” เมื่อลู่เฉินพูดจบก็เดินออกไป
ชายร่างใหญ่พลันมองชายหนุ่มด้วยความสับสน