ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 768 พลังที่ถูกส่งมา เหตุใดจึงไม่ต้องการ?
บทที่ 768 พลังที่ถูกส่งมา เหตุใดจึงไม่ต้องการ?
หลังจากคนเหล่านี้สวมเกราะมารโลหิตแล้ว เมื่อหั่วเตาหลางโจมตีลงบนร่างของพวกเขา จึงไม่เกิดผลใด ๆ
หั่วเตาหลางสับสนขึ้นมาทันที จากนั้นจึงลองดูอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ยังเป็นเช่นเดิม
เซี่ยอีฉานที่อยู่อีกด้านหนึ่งจึงอธิบายขึ้นมา “อย่าลองเลย ไม่มีประโยชน์หรอก เกราะมารโลหิตสามารถต้านทานเคล็ดวิชาของผู้ฝึกฝนวิถีเซียนได้ และด้านบนยังมีอักขระยันต์พิเศษบางอย่าง ดังนั้นหากต้องการทำลายการป้องกันของเกราะ จึงนับเป็นเรื่องยาก”
หั่วเตาหลางคิดไม่ถึงว่าเกราะมารโลหิตเหล่านี้ ยังมีประสิทธิภาพเช่นนี้ด้วย
และในขณะนั้นเอง มีคนผู้หนึ่งเดิมออกมาท่ามกลางกลุ่มคน คนผู้นี้ผมกระเซอะกระเซิง ขาข้างหนึ่งสั้นกว่าอีกข้าง ทำให้เขาเดินกะเผลก และเมื่อคนเหล่านั้นเห็นเขา ต่างก็พูดด้วยความเคารพว่า “ศิษย์พี่ต้วน”
เซี่ยอีฉานตกตะลึงขึ้นมา “ต้วนเสี่ย”
ต้วนเสี่ยเดินออกมาด้านหน้ากลุ่มคน พร้อมจ้องมองเซี่ยอีฉานพลางยิ้มอย่างเย็นชา “ข้าก็หลงคิดว่าผู้ใดมาสร้างความวุ่นวายกัน ที่แท้ก็หลวงจีนอัปลักษณ์แห่งสำนักเหมันต์นี่เอง”
สีหน้าของเซี่ยอีฉานพลันเปลี่ยนไป จากนั้นจึงกระซิบเบา ๆ กับลู่เฉิน “นายท่าน เขาคือรองผู้นำผู้พิทักษ์โลหิต มีนามว่าต้วนเสี่ย และพลังนับว่าไม่ธรรมดา”
“ไม่ธรรมดา แต่ก็เป็นเพียงชายตัวเล็ก ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก” คำพูดของลู่เฉิน ทำให้ผู้พิทักษ์โลหิตที่อยู่ตรงนั้นรู้สึกโมโหขึ้นมาทันที
ผู้พิทักษ์บางคนยังตะคอกเสียงดังขึ้นมา “เจ้าหนู เจ้าพูดได้หรือ!?”
“เจ้าหนู เจ้าอยากตายหรือไง?”
“เจ้าหนู รู้หรือไม่ที่นี่คือสถานที่แบบไหน?”
คนเหล่านี้ดูโมโหเป็นอย่างมาก แต่ละคนร้องจะเอาชีวิตลู่เฉิน ต้วนเสี่ยจึงมองชายหนุ่มอย่างพิจารณาพลางยิ้ม “หลวงจีนอัปลักษณ์ เจ้าไปนำขั้นหลอมแก่นแท้ผู้นี้มาจากที่ใดกัน เหตุใดจึงอวดดีเพียงนี้?”
“เขา… เขาคือผู้อาวุโสสูงสุดของเทือกเขาเจ็ดหิมะ” เซี่ยอีฉานคิดแล้วจึงเปลี่ยนสถานะของลู่เฉิน
เมื่อได้ยินดังกล่าว ทุกคนก็หัวเราะเสียงดังออกมา
ต้วนเสี่ยจึงยิ่งฝืนยิ้มออกมา “หลวงจีนอัปลักษณ์ เจ้าคิดว่าพวกเราหลอกง่ายอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าไม่ได้โกหกเจ้า หากไม่เชื่อก็ไปสอบถามเทือกเขาเจ็ดหิมะได้”
ต้วนเสี่ยคร้านจะเสียเวลาในการพูดเรื่องนี้ “ทุกคนตามข้ามา กำจัดเจ้าหนูวุ่นวายผู้นี้ออกไป!”
“ขอรับ!”
คนเหล่านี้ขานรับ จากนั้นพวกเขาก็เตรียมที่จะลงมือ เพราะการโจมตีของหั่วเตาหลางไม่ได้ผลกับพวกเขา ทำให้หั่วเตาหลางไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร ส่วนเซี่ยอีฉานยิ่งรู้สึกกังวลขึ้นมา
ลู่เฉินกลับจ้องมองไปยังต้วนเสี่ย พลางพูดขึ้นมาว่า “หากเจ้าไม่อยากให้พวกเขาตาย ทางที่ดีก็ให้พวกเขาหยุดซะ จากนั้นรีบออกไปจากที่นี่ มิเช่นนั้น…”
“ไอ้หยา กล้าข่มขู่ข้างั้นหรือ?” ต้วนเสี่ยอดระเบิดเสียงหัวเราะออกมาไม่ได้
ผู้คนในบริเวณนั้นต่างรู้สึกขำขันขึ้นมา
เซี่ยอีฉานรู้สึกแปลกใจ ลู่เฉินวางแผนจะใช้วิธีใดเพื่อจัดการคนเหล่านี้กัน
และในขณะนั้นเอง ชายหนุ่มพลันปล่อยราชสีห์มารออกมาอีกครั้ง
ในตอนนั้นเอง เซี่ยอีฉานจึงตระหนักได้ว่าราชสีห์มารเป็นมาร และคนที่สวมเกราะมารโลหิตเหล่านี้ ย่อมไม่สามารถต้านทานการโจมตีนี้ได้
อย่างไรก็ตาม ขณะเซี่ยอีฉานพึ่งตระหนักได้ถึงเรื่องนี้ ราชสีห์มารก็ส่งเสียงคำรามดังขึ้นมา และแม้คนเหล่านั้นจะมีเสื้อเกราะ แต่เสียคำรามที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ก็ทำให้ผู้ที่มีขั้นพลังอ่อนแอส่งเสียงกรีดร้องขึ้นมา บางส่วนก็กลายเป็นกองเลือดและหายไป
ต้วนเสี่ยยังคงอดทน แต่หลังจากทนไม่ได้ครู่หนึ่ง ก็รีบถอยกลับเข้าไปภายในค่ายกล และยืนอยู่ด้านข้างของค่ายกลพลางจ้องมองราชสีห์มารด้วยแววตาโกรธเคือง “สมควรตายนัก!”
ลู่เฉินมองไปยังต้วนเสี่ย “ยังจะเข้ามาอีกหรือไม่?”
ต้วนเสี่ยยืนอยู่ภายในค่ายกล และพูดด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง “เจ้าหนูู มีค่ายกลอยู่ แม้เขาจะร้องอีกเท่าไหร่ก็ไม่สามารถทำให้พวกเราบาดเจ็บได้”
“เจ้าคงไม่คิดว่าเพียงค่ายกลเล็ก ๆ นี้ จะสามารถขัดขวางข้าได้หรอกนะ?” ลู่เฉินยิ้มพลางมองต้วนเสี่ย
ทว่าต้วนเสี่ยกลับพูดด้วยความมั่นใจ “อีกไม่นานเจ้าก็จะได้รู้”
เมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว ลู่เฉินจึงนำกลุ่มคนเดินไปยังค่ายกลพร้อมกัน และยังสามารถสร้างทางเข้าบนค่ายกลได้อย่างง่ายดาย เพื่อให้ทุกคนเดินเข้าไป
ต้วนเสี่ยมองลู่เฉินราวกับสิ่งประหลาด “เป็นไปไม่ได้! เจ้า… เจ้าเข้ามาได้อย่างไร!?”
“คำถามนี้ไม่จำเป็นต้องอธิบายแก่เจ้าให้มากความ”
คำพูดของลู่เฉินทำให้ต้วนเสี่ยโมโหขึ้นมา จากนั้นเขาก็ตะคอกออกมา “ดูเหมือนว่าหากไม่แสดงพลังให้เจ้าเห็น เจ้าก็จะคิดว่าพวกเราอ่อนแอจริง ๆ!”
พูดจบ บนร่างของต้วนเสี่ยจึงมีแสงเลือดสว่างขึ้นมา จากนั้นริมฝีปากก็ท่องคาถา ด้วยภาษาแปลกประหลาดบางอย่าง จากนั้นผู้พิทักษ์โลหิตรอบ ๆ ก็ค่อย ๆ รวมตัวกันขึ้นมาทันที ดูราวกับเงาที่ทับซ้อนต้วนเสี่ยอยู่
ทำให้บนร่างของต้วนเสี่ย ปรากฎเกราะสีแดงเลือดขึ้นมาทันที
เกราะนี้มีการป้องกันที่แข็งแกร่ง แม้ราชสีห์มารจะส่งเสียงประหลาดมายังเขาเพียงใด เขาก็ไม่เป็นอะไรเลย ราชสีห์มารพลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาและมองไปยังลู่เฉิน “นายท่าน ข้าจะเข้าไปเล่นภายในร่างเขาสักหน่อย”
“อืม” ลู่เฉินเชื่อในความสามารถของราชสีห์มาร ดังนั้นจึงตอบรับ
ราชสีห์มารกลายเป็นเงาพุ่งเข้าสู่ ภายในร่างของต้วนเสี่ยผู้นี้ทันที
เซี่ยอีฉานรู้สึกแปลกใจ “นายท่าน เช่นนี้จะไม่เป็นอะไรหรือขอรับ?”
“วางใจเถิด ราชสีห์มารสามารถรับมือได้” ลู่เฉินทราบว่าราชสีห์มารไม่ธรรมดา ดังนั้นจึงไม่รู้สึกกังวลเกี่ยวกับเขาแม้แต่น้อย
เซี่ยอีฉานจึงไม่พูดใด ๆ
ทันใดนั้นเอง ภายในร่างของต้วนเสี่ยก็เกิดอีกภาพหนึ่งขึ้นมา เพราะภายในร่างของต้วนเสี่ยล้วนเป็น วิญญาณของผู้พิทักษ์โลหิตคนอื่น ๆ พวกเขาเพิ่มพลังให้แก่ต้วนเสี่ย แต่พลังของราชสีห์มารกลับแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นชายหนุ่มเหล่านี้ จึงไม่สามารถต้านทานต่อไปได้ไหว
วิญญาณของต้วนเสี่ยจ้องมอง ราชสีห์มารด้วยความประหลาดใจ “เจ้าคือใครกันแน่?”
ราชสีห์มารไม่ได้พูดใด ๆ และยังคงโจมตีต้วนเสี่ยต่อไป จนกระทั่งต้วนเสี่ยพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เป็นเจ้าบีบบังคับข้าให้ลงมือเอง”
เมื่อพูดจบ วิญญาณของผู้พิทักษ์โลหิตรอบ ๆ เหล่านั้นจึงหลอมรวมเข้าด้วยกัน จากนั้นจึงกลายเป็นก้อนพลังโลหิตขนาดใหญ่ พร้อมโจมตีราชสีห์มารจนกระเด็นออกไป
แต่วิญญาณของผู้พิทักษ์โลหิตเหล่านั้น พลันไร้ประโยชน์ไปทีละร่าง
ราชสีห์มารเดินออกมาด้วยอาการบาดเจ็บเล็กน้อย พลางพูดด้วยความละอายใจ “นายท่าน เขาใช้วิญญาณของหลายคนในการระเบิดพลัง”
ลู่เฉินคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมีจิตใจโหดเหี้ยมเพียงนี้ จึงยิ้มออกมา “เช่นนั้นเจ้าพักผ่อนก่อนเถิด”
ชายหนุ่มเก็บราชสีห์มารกลับเข้ามา และเมื่อต้วนเสี่ยได้สติกลับมา จึงเบิกตากว้างและมองมายังลู่เฉิน พลางพูดด้วยใบหน้าดุร้าย “เจ้าหนู เห็นแล้วหรือไม่ ชายหนุ่มผู้นั้นได้รับบาดเจ็บไปเสียแล้ว”
“พวกเจ้าเองก็ไม่ได้ดีนัก” ลู่เฉินยิ้มพลางมองต้วนเสี่ย
ต้วนเสี่ยตะคอกขึ้นมา “เพียงแค่เจ้าหนูผู้นั้นไม่อยู่ที่นี่ การจัดการเจ้าก็ง่ายเป็นอย่างยิ่ง!”
เมื่ออีกฝ่ายพูดจบก็โบกมือขวา จากนั้นลูกดอกแสงเลือดจึงลอยออกไป ลู่เฉินหลบเลี่ยงทันที และเมื่อลูกดอกนั้นพุ่งไปบนอากาศก็ระเบิดทันที
ตูม!
พลังอันแข็งแกร่งระเบิดออกมา
เซี่ยอีฉานพลันหวาดกลัวขึ้นมา “แข็งแกร่งจริง ๆ”
ลู่เฉินกลับยืนอยู่บนก้อนหินก้อนหนึ่ง และมองไปยังต้วนเสี่ย “พลังของเจ้ามีเพียงเท่านี้หรือ?”
ต้วนเสี่ยตะคอกขึ้นมา “ข้าจะทำให้เจ้ารับรู้ถึงความน่ากลัวของข้า”
ต้วนเสี่ยเรียกผู้พิทักษ์โลหิตคนอื่น ๆ ออกมาอีกครั้งทันที จากนั้นผู้พิทักษ์โลหิตเหล่านี้ก็รวมเข้ากับเขา ต่อมาเงาร่างของต้วนเสี่ยพลันเลือนลาง เซี่ยอีฉานจึงตกตะลึงขึ้นมา “นายท่าน เขาใช้เคล็ดวิชาวิญญาณมารโลหิต!”
ชั่วพริบตาถัดมา ต้วนเสี่ยกลายเป็นเงาวิญญาณ และบนวิญญาณนั้นยังมีแสงเลือดสว่างขึ้นมา
ลู่เฉินจึงฝืนยิ้มออกมา “กลายเป็นวิญญาณ?”
“เช่นนี้ข้าก็สามารถใช้เคล็ดวิชาวิญญาณมารที่แข็งแกร่งได้แล้ว และเคล็ดวิชาวิญญาณมารนี้ สามารถทะลุผ่านกายเนื้อของเจ้าได้ ก่อนจะทำให้เจ้าตายทั้งเป็น” ต้วนเสี่ยข่มขู่
เมื่อลู่เฉินได้ยินก็แสยะยิ้มออกมา “ดี ลองดูหน่อยว่าพลังของเจ้าเป็นเช่นไร”
“ลอง? เจ้าไม่กลัวหรือ?” ต้วนเสี่ยเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
ลู่เฉินพูดอย่างไม่สนใจ “แล้วมีสิ่งใดน่ากลัวกัน?”