ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 769 คนที่ต้องการหนีควรจะเป็นเขา!
บทที่ 769 คนที่ต้องการหนีควรจะเป็นเขา!
เมื่อต้วนเสี่ยเห็นลู่เฉินพูดจาอวดดี เงาโซ่แสงโลหิตมากมาย จึงหลอมรวมขึ้นมาบนร่างของเขาทันที
โซ่ตรวนเหล่านี้ทะลุผ่าน ‘กายเนื้อ’ ของลู่เฉินได้โดยตรง และพันรัดบนวิญญาณของชายหนุ่มไว้ ราวกับต้องการจะทำให้วิญญาณของเขาถูกบดขยี้
เซี่ยอีฉานที่มองอยู่อีกด้านหนึ่งรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
หั่วเตาหลางขมวดคิ้วมุ่น และเมื่อคิดจะลงมือ ลู่เฉินกลับพูดกับคนทั้งสองว่า “อย่ารีบร้อน ข้ากำลังเล่นกับพวกเขา”
“เล่น?” ทั้งสองสงสัย
แต่ต้วนเสี่ยกลับเผยรอยยิ้มเย็นชา “เจ้าหนู เจ้ารู้สึกว่ากำลังสนุกหรือ?”
“ใช่ สนุกเป็นอย่างยิ่ง!” ลู่เฉินฉีกยิ้มพลางมองต้วนเสี่ย
ต้วนเสี่ยฉีกยิ้มออกมา “วิญญาณของเจ้าถูกข้าพันรัดเอาไว้แล้ว และเพียงความคิดเดียวของข้า ก็สามารถลากวิญญาณเจ้าออกมาได้”
“เจ้าลองลากออกไปดูสิ” ลู่เฉินยิ้มพลางมองต้วนเสี่ย
ต้วนเสี่ยรู้สึกโมโหขึ้นมาเล็กน้อย เขาเบิกตากว้างพลางมองไปยังลู่เฉิน “เจ้าหนู เจ้าคงไม่คิดจริง ๆ หรอกนะว่า ข้าจะไม่กล้าลงมือทำอะไรเจ้า?”
“ข้าพูดไปแล้ว รีบลองซะ” ลู่เฉินยิ้มอย่างมีเลศนัย
ต้วนเสี่ยบันดาลโทสะขึ้นมา จึงรีบดึง ‘โซ่ตรวนแดงชาด’ ทันที เขาคิดจะให้โซ่ตรวนแดงชาดนี้ลากวิญญาณของอีกฝ่ายออกมา แต่โซ่ตรวนนี้ราวกับถูกบางอย่างยึดแน่นเอาไว้ และไม่ว่าจะลองอย่างไรก็ไม่สามารถลากออกมาได้
“แปลกนัก” ต้วนเสี่ยพึมพำออกมา
ลู่เฉินกลับมองไปยังเขา “เพิ่มพลังขึ้นอีกเล็กน้อย มิเช่นนั้นหากดึงต่อไปเช่นนี้ พลังจะอ่อนแอเกินไป”
ต้วนเสี่ยพูดขึ้นมาด้วยความโมโห “ข้าจะเข้าไปภายในร่างของเจ้า แล้วดูว่าเจ้าคือสิ่งประหลาดใดกันแน่!”
ต้วนเสี่ยพุ่งตัวเข้าไปยังภายในพื้นที่จิตของลู่เฉินทันที จากนั้นจึงได้เห็นว่าโซ่ตรวนของตน ได้พันรัดวิญญาณของลู่เฉินไว้ แต่กลับไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อชายหนุ่ม
“เป็นไปไม่ได้!” ต้วนเสี่ยแทบจะไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น
เมื่อลู่เฉินเห็นเขาเข้ามาแล้วจึงแสยะยิ้ม “ในเมื่อมาแล้วก็จงนำทักษะที่แท้จริงของเข้าออกมา มิเช่นนั้นข้าคงต้องทำให้เจ้าอยู่ที่นี่”
ต้วนเสี่ยโมโหจนปล่อยฝ่ามือแดงชาดออกมาอย่างบ้าคลั่ง แต่เมื่อฝ่ามือเหล่านี้ตกลงสู่บนร่างของลู่เฉิน กลับไม่ส่งผลใด ๆ ต่อชายหนุ่ม และเขากลับพูดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ว่า “ดูเหมือนว่าหากเจ้าไม่มีพลังของผู้พิทักษ์โลหิตเหล่านั้น ก็ดูจะอ่อนแอเกินไป”
“เจ้ากล้าหัวเราะเยาะข้างั้นหรือ!?”
“แล้วให้ทำเช่นไรกัน?”
“ข้า… ข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของข้า!” ต้วนเสี่ยเริ่มเผาไหม้วิญญาณของตน จากนั้นจึงระเบิดพลังที่แข็งแกร่งออกมา
จากนั้นฝ่ามือขนาดใหญ่ก็ลอยออกมา ฝ่ามือนี้มีพลังมากพอ วิญญาณของลู่เฉินตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้มีการตอบสนองที่รุนแรงเกินไป
ต้วนเสี่ยรู้สึกสับสน พร้อมยังมองลู่เฉินอย่างพิจารณา “เจ้า… ไม่เป็นอะไรหรือ?”
“ข้าบอกแล้วว่าอ่อนแอเกินไป”
ต้วนเสี่ยตกตะลึงขึ้นมา “เจ้าคือผู้ใดกันแน่!?”
“ไม่สำคัญหรอก” ลู่เฉินส่ายศีรษะพลางพูดออกมา
ต้วนเสี่ยจึงหมุนตัวคิดจะหนีออกไป แต่กลับชนเข้ากับปราการวิญญาณ ทว่าต้วนเสี่ยไม่ลดละและลองอีกหลายครั้ง จนหวาดกลัวขึ้นมาในที่สุด “เจ้ามาทำสิ่งใดยังลัทธิมารเหมันต์แห่งนี้?”
ต้วนเสี่ยทำได้เพียงคิดอยู่ในใจ ว่าคนประหลาดเช่นนี้ไม่น่าจะมายังลัทธิมารเหมันต์ได้
ลู่เฉินแสยะยิ้มพลางมองเขา “อย่างไรกัน? เริ่มถามข้าถึงการมาที่นี่อย่างนั้นหรือ?”
“ข้าเพียงอยากรู้” ต้วนเสี่ยถอนหายใจพลางพูดออกมา
“ได้ เช่นนั้นข้าจะบอกเจ้า แต่ก่อนที่จะบอกเจ้านั้น ข้าต้องจับเจ้าเสียก่อน” ลู่เฉินฉีกยิ้มพลางมองต้วนเสี่ย
ต้วนเสี่ยหวาดกลัว และจ้องมองลู่เฉินราวกับอีกฝ่ายเป็นสิ่งประหลาด “จับข้า?”
ลู่เฉินแสยะยิ้มและแสดงคาถาสยบภูตผี หลังจากต้วนเสี่ยถูกพันรัดไว้ จึงไม่สามารถหลบหนีไปได้
เรื่องนี้ทำให้ต้วนเสี่ยหวาดกลัวขึ้นมา “ไม่ถูกต้อง วิญญาณของเจ้าไม่ใช่ขั้นหลอมแก่นแท้!”
“สำคัญด้วยหรือ?” ลู่เฉินยิ้มพลางมองต้วนเสี่ย
“เจ้า!” ต้วนเสี่ยร้อนใจ แต่ลู่เฉินไม่ได้สนใจเขา กลับเพิ่มตราประทับวิญญาณลงไป
เมื่อต้วนเสี่ยเห็นตราประทับวิญญาณ บนวิญญาณของตน เขาจึงสับสนขึ้นมา “เป็นไปไม่ได้ เป็นไม่ได้เด็ดขาด!”
ลู่เฉินมองไปยังต้วนเสี่ย “เอาละ เริ่มตอบคำถามของข้า”
“คำ… คำถามใดกัน” วิญญาณของต้วนเสี่ยพูดอย่างหดหู่
“รู้จักผู้เฒ่าชิงรากวิญญาณหรือไม่?”
“เคยได้ยินชื่อผู้เฒ่าชิงรากวิญญาณ แต่มันเกี่ยวกับการที่เจ้ามาที่นี่อย่างไร?” ต้วนเสี่ยค่อย ๆ ได้สติกลับมา พร้อมเอ่ยถามลู่เฉินด้วยความสงสัย
“เขาอยู่ในลัทธิมารเหมันค์ของพวกเจ้า”
“เป็นไปไม่ได้!” ต้วนเสี่ยตอบด้วยความมั่นใจ
ลู่เฉินยิ้มพลางมองเขา “เช่นนั้นหลังจากนี้ข้าจะให้เจ้าดูภาพ ๆ หนึ่ง เจ้าจงดูให้ดี”
พูดจบ ชายหนุ่มก็ทำให้อีกฝ่ายได้เห็นว่า ผู้เฒ่าชิงรากวิญญาณได้สวมหัวกระดูกอสูร และสวมเสื้อคลุมสีดำไว้
แต่เมื่อต้วนเสี่ยได้ดูแล้วกลับส่ายศีรษะ “ไม่รู้จัก”
“ไม่รู้จัก?” ลู่เฉินสงสัยและพึมพำกับตัวเองออกมา “หรือองค์หญิงไป๋ฮวาจะโกหกข้า?”
“ไม่รู้จักจริง ๆ!” ต้วนเสี่ยตอบด้วยความมั่นใจ
สุดท้ายลู่เฉินจึงทำได้เพียงนำเงาวิหคสีดำออกมา ขาทั้งสองข้างและดวงตาของวิหคตัวนี้เป็นสีแดงเลือด และยังมีหางเห็ดอยู่
เพราะในตอนแรก มันช่วยผู้เฒ่าชิงรากวิญญาณออกไป
เมื่อต้วนเสี่ยเห็นดังกล่าว จึงตกตะลึงขึ้นมา “อสูรปีศาจและเป็ดมารของลัทธิมารเหมันต์ของเรานั้น มีความเร็วในการกระโดดที่แข็งแกร่งนัก”
“โอ้? ผู้ใดเลี้ยงมันเอาไว้กัน?”
“มันเป็นของลัทธิมารเหมันต์ โดยปกติมีเพียงประมุขลัทธิ รวมถึงเหล่าผู้อาวุโสบางส่วนของลัทธิมารเหมันต์ ที่สามารถเรียกมันออกมาได้ ส่วนผู้อื่นนั้นไม่สามารถเรียกมันออกมาได้”
“แล้วตอนนี้มันอยู่ที่ใด?” ลู่เฉินอยากพบมัน เพราะหากเป็นเช่นนี้จึงจะรู้ว่า ผู้เฒ่าชิงรากวิญญาณนั้นอยู่ที่ให้
“มันอยู่ภายในถ้ำอสูรมารเหมันต์ แต่ที่นั่นไม่ต้องพูดถึงเจ้า แม้แต่พวกเราก็ไม่สามารถเข้าไปได้” ต้วนเสี่ยพูดด้วยสีหน้าหดหู่ใจ
“โอ้? พวกเจ้าไม่สามารถเข้าไปได้ด้วยหรือ?” ลู่เฉินเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“ใช่ ที่นั่นมีค่ายกลและยังมีผู้แข็งแกร่ง คอยคุ้มกันอยู่มากมาย” ต้วนเสี่ยอธิบาย
ลู่เฉินจึงเอ่ยถามขึ้นมา “เช่นนั้นถ้าข้าใช้ตำแหน่งของ ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเทือกเขาเจ็ดหิมะล่ะ?”
ต้วนเสี่ยพูดด้วยความแปลกใจ “ผู้อาวุโสสูงสุด?”
“อืม”
ต้วนเสี่ยพูดอย่างลำบากใจ “ไม่ใช่ว่าข้าจะโจมตีเจ้า แม้พวกเราจะเป็นกองกำลังของเทือกเขาเจ็ดหิมะ และต้องการไปยังพื้นที่ลับนั่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเราต้องทำตาม คำสั่งของเทือกเขาเจ็ดหิมะจริง ๆ”
“หมายความว่าไม่ว่าผู้ใดของเทือกเขาเจ็ดหิมะ รวมถึงพวกเจ้าที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์?” ลู่เฉินย้อนถาม
“เป็นเช่นนั้น” ต้วนเสี่ยยืนยัน
ลู่เฉินแสยะยิ้มพลางพูดขึ้นมา “เช่นนั้นเจ้านำทางข้าไปยังถ้ำอสูรมารเหมันต์ ส่วนเรื่องอื่นข้าจัดการเอง”
“เจ้าเข้าไปไม่ได้” ต้วนเสี่ยตอบกลับ
“โอ้? เพราะเหตุใดกัน”
“ถ้ำอสูรมารเหมันต์นี้อยู่บนยอดเขาสูงสุด และหากต้องการขึ้นไปบนยอดเขา ก็ต้องผ่านด่านผู้อาวุโสมากมาย และหนึ่งในนั้นก็มีปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต ที่เก่งกาจคอยคุ้มกันอยู่ที่นั่น”
เมื่อได้ยินถึงปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต ลู่เฉินจึงแสยะยิ้มออกมา “เขาหรือ เช่นนั้นนำทางข้าไปพบเขา”
“ว่าอย่างไรนะ?” ต้วนเสี่ยรู้ดีถึงความน่ากลัวของปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต ดังนั้นเขาจึงขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมา
“นำทางไปก็พอ ส่วนที่เหลือเจ้าไม่ต้องสนใจ”
ต้วนเสี่ยอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เพียงคำสั่งเดียวของลู่เฉิน เขาจึงถอยออกมาจากพื้นที่จิตของชายหนุ่ม และหลอมรวมเข้าไปยังกายเนื้อ
เซี่ยอีฉานที่อยู่อีกด้านหนึ่งยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น ดังนั้นจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “นายท่าน นี่คือ…”
“จัดการแล้ว” เมื่อลู่เฉินพูดจบ ต้วยเสี่ยจึงเดินนำทางไปด้านหน้า
เซี่ยอีฉานเอ่ยถามด้วยความตกใจ “จัดการเรียบร้อยแล้วหรือ?”
ไม่เพียงเซี่ยอีฉาน ทว่าบรรดาผู้พิทักษ์โลหิตที่ยังมีชีวิตอยู่บริเวณรอบ ๆ นั้น ต่างก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
ต้วนเสี่ยไร้ยางอาย ะรอมหมุนเท้าเดินนำลู่เฉินไปยังบันได
จนกระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง จึงมาถึงเชิงเขาของภูเขาสูงลูกหนึ่ง ภูเขาสูงนี้มีบันไดอยู่มากมาย และเพียงมองขึ้นไปก็สามารถเห็นเมฆหมอกได้
“คือที่นี่” ต้วนเสี่ยรู้สึกหดหู่ใจพลางชี้นิ้วไปด้านหน้า
ขณะนั้นเอง เสียงดังโกนดังขึ้นมา “ต้วนเสี่ย เจ้ามาผู้ใดมาที่นี่?”
เมื่อได้ยินเสียงดังกล่าว ต้วนเสี่ยจึงตกตะลึงขึ้นมา “ปะ… ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต!”
ชื่อเสียงของปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต ทำให้เซี่ยอีฉานหวาดกลัวขึ้นมาเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงหันไปพูดกับลู่เฉิน “นายท่าน พวกเรารีบไปเถิด ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง และยังเชี่ยวชาญในการดูดโลหิตของยอดฝีมือด้วย!”
ลู่เฉินกลับเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา “คนที่ต้องไปก็คือเขา”
เขา?
ทุกคนไม่รู้ว่าหมายความเช่นไร แต่เจ้าของน้ำเสียงนั้นค่อย ๆ เดินออกมา จากบันไดท่ามกลางกลุ่มหมอก จนกระทั่งปรากฎกายต่อหน้าทุกคน