ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 770 หลอกล่อมารกลุ่มหนึ่งออกมา
บทที่ 770 หลอกล่อมารกลุ่มหนึ่งออกมา
ผู้ที่ปรากฏตัวออกมานั้น คือปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต แต่ตอนนี้ใบหน้าของเขาดูซีดเซียวไร้สีเลือด เห็นได้ชัดว่าสาเหตุมาจากการได้รับบาดเจ็บ
แต่เมื่อปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตเห็นลู่เฉิน จู่ ๆ เขาก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป “เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?”
รู้จัก?
ต้วนเสี่ยและเซี่ยอีฉาน รวมถึงคนอื่น ๆ ต่างแปลกใจ
แต่ลู่เฉินกลับแสยะยิ้มพลางมองเขา “อย่างไรกัน? ซุ่มโจมตีข้าแล้วคิดจะหนีหรือ?”
สีหน้าของปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตเปลี่ยนไป พร้อมรีบหมุนตัวและพุ่งไปยังบันได ท่ามกลางกลุ่มหมอกทันที จากนั้นก็ตะโกนขึ้นมา “เจ้าหนู เจ้าอย่าคิดที่จะขึ้นมา!”
ต้วนเสี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง เขาคิดไม่ถึงว่าปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต จะหนีออกไปเร็วเช่นนี้
เซี่ยอีฉานมองไปยังลู่เฉินด้วยความประหลาดใจ “นายท่าน เขา?”
“เห็นแล้วหรือไม่? เขาหวาดกลัวข้าจนหนีไปแล้ว” ลู่เฉินยิ้มพลางมองเซี่ยอีฉาน
“พวกท่านเคยพบกันมาก่อนหรือ?” เซี่ยอีฉานอดถามขึ้นมาไม่ได้
ชายหนุ่มเดินขึ้นบันไดพลางพูดออกมา “ตอนที่ข้าเข้ามายังเทือกเขาเจ็ดหิมะ และทำการทดสอบเพื่อรับแผ่นป้ายสืบทอดนั้น เขาก็อยู่ภายในถ้ำและยังคิดซุ่มโจมตีข้า เพียงแต่ถูกข้าโจมตีจนหนีไปซะก่อน”
“หนี?” เซี่ยอีฉานถึงกับสูดหายใจเข้าลึก
ไม่เพียงเซี่ยอีฉาน แม้แต่ต้วนเสี่ยก็ยังรู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อเกินไป ทว่าลู่เฉินเพียงนำทางพวกเขาเดินหน้าต่อไปเท่านั้น
เมื่อเดินทางไปได้ครู่หนึ่ง จึงเข้าสู่ท่ามกลางกลุ่มหมอก และหมอกเหล่านี้ก็ค่อย ๆ กลายเป็นสีแดงเลือด
เซี่ยอีฉานไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นเช่นไร เพราะเขารู้สึกกระวนกระวายอยู่เล็กน้อย แต่ฮั่วเตาหลางได้เตรียมพร้อม และต้วนเสี่ยมีสีหน้าเปลี่ยนไป “ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตใช้ค่ายกลวิญญาณโลหิตที่นี่”
“ว่าอย่างไรนะ!? ค่ายกลวิญญาณโลหิต?” เซี่ยอีฉานเบิกตากว้าง เห็นได้ชัดว่าเขารู้ดีว่านี่คือค่ายกลใด
แม้ลู่เฉินจะไม่รู้ว่าคือค่ายกลใด แต่เขากลับมองไปรอบ ๆ และยังพูดเย้ยหยันปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตที่อยู่ในมุมมืดว่า “อย่างไรกัน? คิดจะอาศัยค่ายกลที่ไม่สมบูรณ์ทำให้ข้าบาดเจ็บหรือ?”
“ค่ายกลที่ไม่สมบูรณ์? เจ้าหนู เจ้าน่าจะรู้ว่าค่ายกลนี้น่ากลัวมากเพียงใด?” ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตคิดว่าตนมีค่ายกลนี้อยู่ จึงกล้าที่จะอาละวาดขึ้นมาอีกครั้ง
“น่ากลัวเพียงใดกัน ลองว่ามาหน่อยสิ” ลู่เฉินหัวเราะพลางพูดขึ้นมา
ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตยิ้มเย็นชา “ภายในค่ายกลนี้จะมีกลุ่มวิญญาณขนาดใหญ่โจมตีเจ้า”
“มีวิญญาณอยู่มากมาย และพวกเขาก็แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง หากเจ้าถูกพวกมันพันรัดเอาไว้ ก็อย่าคิดที่จะหนีออกมาได้เลย” หลังปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตพูดจบ บริเวณรอบ ๆ ก็ปรากฏเงาวิญญาณออกมา และโจมตีลู่เฉินอย่างบ้าคลั่ง
ต้วนเสี่ยและเซี่ยอีฉานที่เฝ้ามองอยู่ด้านหลัง พลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา แต่ฮั่วเตาหลางกลับนิ่งเฉย เพราะเขาคิดว่านี่ไม่เป็นปัญหาใด
ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตคิดว่า ลู่เฉินคงจะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ดังนั้นจึงหัวเราะเสียงดังขึ้นมา
แต่ชายหนุ่มกลับยืนอยู่ตรงนั้น พร้อมปล่อยให้วิญญาณโลหิตเหล่านี้โจมตีอย่างอิสระ ทว่ากลับไม่สามารถทำอะไรวิญญาณของลู่เฉินได้เลย
เรื่องนี้ทำให้ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตรู้สึกสงสัย พร้อมจ้องมองลู่เฉิน “เหตุใดเจ้าจึงไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย?”
“วิญญาณเหล่านี้อ่อนแอเกินไป เจ้าควรจะหาให้เก่งกาจกว่านี้หน่อย หากไม่ได้ล่ะก็ข้าคงทำได้เพียงจับเจ้าซะ” คำพูดของลู่เฉินทำให้ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต รู้สึกโมโหจนก่นด่าออกมา
ต้วนเสี่ยและเซี่ยอีฉานตกตะลึงขึ้นมาทันที เพราะพวกเขาไม่คิดว่าปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต จะไม่สามารถทำอะไรลู่เฉินได้
ชายหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “ช่างเถิด ควรจะจบได้เสียที”
“จบ?” และในขณะนั้นเอง ลู่เฉินจึงนำศิลาวิญญาณออกมา และสลักบางอย่างด้านบนพร้อมโยนไปรอบ ๆ และขณะที่โยนออกไปนั้น หลอกโลหิตรอบ ๆ ก็กระจายตัวออก ค่ายกลจึงค่อย ๆ หายไป
ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตยืนอยู่แห่งหนึ่ง พร้อมโบกสะบัดธงสีแดงอันเล็กในมือ ราวกับกำลังควบคุมค่ายกลอยู่
แต่เมื่อค่ายกลหายไป เขาจึงไม่ได้ควบคุมสิ่งใด
ดังนั้นปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต จึงจ้องมองลู่เฉินด้วยแววตาน่ากลัว “เจ้า… เหตุใดเจ้าจึงเปิดค่ายกลนี้ได้?”
ลู่เฉินแสยะยิ้มพลางมองปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต “เจ้าคิดว่าอย่างไรกัน?”
ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตเห็นลู่เฉินไม่พูดใด ๆ จึงทำเพียงหมุนตัวและคิดจะหนีออกไป แต่เงาสายฟ้าได้เตรียมตัวเอาไว้ก่อนแล้ว จึงปล่อยพายุฟ้าคะนองออกมา
ตูม!
ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตได้รับบาดเจ็บ
ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตที่เดิมได้รับบาดเจ็บอยู่แล้ว หลังถูกโจมตีอีกครั้งจนบาดเจ็บไปทั่วร่าง ก็ทำให้เขาพูดออกมาด้วยความโมโหว่า “เจ้าหนู เจ้ารอก่อนเถิด!”
พูดจบ ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตจึงนำ แผ่นไม้สีแดงเลือดออกมา
และเมื่อแผ่นไม้แสงเลือดสว่างขึ้นมา ทันใดนั้นก็มีกลิ่นอายแข็งแกร่งลอยมาจากกลางภูเขาทันที
หลังเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ผู้ฝึกฝนวิถีภูตกลุ่มหนึ่งจึงปรากฏตัวออกมา และภายในกลุ่มคนเหล่านี้ แต่ละคนแข็งแกร่งมาก อีกทั้งบางคนยังมีพลังแข็งแกร่ง กว่าปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตซะอีก
เมื่อเห็นคนเหล่านี้ ต้วนเสี่ยจึงตื่นกลัวขึ้นมา “แย่แล้ว ผู้อาวุโสใหญ่มา!”
เซี่ยอีฉานทราบดีว่าผู้อาวุโส ของลัทธิมารเหมันต์นั้นจัดการได้ยากยิ่ง ดังนั้นเขาจึงมีสีหน้าเปลี่ยนไป และในขณะนั้นเอง ชายชราตัวเล็กที่บนตัวมีก้อนหินสีดำมากมาย ก็เดินออกมาด้านหน้า
ชายชราผู้นี้มีคิ้วสีม่วง ใบหน้ากลม แต่มีรอยแผลไหม้อยู่เป็นจำนวนมาก
“อย่างไรกัน?” ชายชราเอ่ยถามปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต
ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตพูดด้วยความเคารพ “ผู้อาวุโสใหญ่ เจ้าหนูผู้นี้เข้ามาสร้างความวุ่นวายขอรับ”
ทุกคนมองไปยังปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต ที่ชี้นิ้วไปยังลู่เฉิน แต่ละคนแสดงสีหน้าแปลกใจออกมา กระทั่งบางคนเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ “เขา… เป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้มิใช่หรือ?”
ส่วนต้วนเสี่ยที่อยู่อีกด้านหนึ่ง ได้ส่งเสียงไปยังลู่เฉิน ‘นายท่าน ผู้อาวุโสใหญ่นี้มีนามว่าม่อเหริน ขั้นพลังของเขานั้นไม่สามารถอธิบายได้ และแม้จะรวมผู้อาวุโสคนอื่น ๆ เข้าด้วยกัน ทว่าก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย’
ลู่เฉินคิดไม่ถึงว่าผู้อาวุโสใหญ่ ที่ดูไม่โดดเด่นจะเก่งกาจเพียงนี้ แต่เขากลับรู้สึกสนใจพลางยิ้มออกมา
ทว่าผู้อาวุโสเหล่านี้กลับรู้สึกไม่พอใจนัก กระทั่งบางคนจ้องมองลู่เฉินและเอ่ย “เจ้าหนู เจ้ายิ้มทำไมกัน?”
“เจ้าหนู เจ้าไม่อยากมีชีวิตต่อไปหรือ?”
“เจ้าหนู เจ้ายังไม่รู้จักเป็นรู้จักตายจริง ๆ!”
ผู้คนในบริเวณนั้นต่างส่งเสียงสถบอออกมามากมาย
ม่อเหรินเอามือทั้งสองข้างไพล่หลัง แต่เพราะเขาตัวเล็ก จึงดูราวกับกับคนแคระที่กำลังจ้องมองลู่เฉินอยู่ “เจ้าหนู เจ้ากล้ามายุ่งกับลัทธิมารเหมันต์ของข้าหรือ?”
“มีสิ่งใดให้ไม่กล้ายุ่งกันเล่า?” ชายหนุ่มพูดอย่างไม่ใส่ใจ
ม่อเหรินเบิกตากว้างพลางพูดขึ้นมา “ในเมื่ออยากตาย เช่นนั้นข้าก็จะช่วยเจ้าเอง”
ม่อเหรินหันไปพูดกับผู้อาวุโสอีกสองสามคน “ตั้งค่ายกล จับเจ้าหนูผู้ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำนี่ซะ!”
ลู่เฉินไม่เพียงไม่กลัว แต่กลับเดินออกไปข้างหน้า และเป็นฝ่ายให้คนเหล่านี้โจมตี
คนเหล่านั้นรู้สึกว่าชายหนุ่มอวดดีเกินไป ดังนั้นจึงกระโจนออกมาล้อมรอบเขาเอาไว้ จากนั้นบนร่างของทุกคนก็แผ่กระจายแสงเลือดออกมา ทำให้มีตาข่ายสีแดงเลือดขนาดใหญ่กักขังลู่เฉินเอาไว้
ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตรู้สึกพอใจ พลันจ้องมองไปยังลู่เฉิน “เจ้าหนู เจ้าคงไม่สามรถทำลายค่ายกลนี้ได้แล้วใช่หรือไม่?”
ลู่เฉินกลับยิ้มพลางพูดขึ้นมา “มีสิ่งใดไม่ได้กัน?”
“ค่ายกลที่ผู้อาวุโสของพวกเราสร้างขึ้นมานั้น สามารถทำให้กายเนื้อของเจ้าลีบแห้งได้ตลอดเวลา” ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตข่มขู่ออกมา
เมื่อได้ยินดังกล่าว ชายหนุ่มจึงพูดเพียงสั้น ๆ ว่า “โอ้? อย่างนั้นหรือ?”
หลังปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตเห็นว่า ลู่เฉินมีท่าทางไม่สนใจตน เขาจึงเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา “รอก่อนเถิด เจ้าจะได้รู้ว่าสิ่งใดที่เรียกว่าความน่ากลัว”
พูดจบ ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตจึงมองไปยังม่อเหริน “ผู้อาวุโสใหญ่ สังหารเขาเถิดขอรับ”
ม่อเหรินยังไม่คิดที่จะสังหารลู่เฉิน แต่กลับเอ่ยถามชายหนุ่ม “เจ้าหนู หากไม่อยากตาย จงตอบคำถามของข้ามาซะ เจ้าคือผู้ใดกัน แล้วเหตุใดจึงมาสร้างความวุ่นวายยังลัทธิมารเหมันต์?”
ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตกลัวว่าลู่เฉินจะพูดว่า มาสร้างความเดือดร้อนให้ตน ดังนั้นเขาจึงพูดกับม่อเหริน “ผู้อาวุโสใหญ่ ข้าคิดว่าสิ่งที่เขาพูดมานั้นเชื่อไม่ได้”
ม่อเหรินคิดแล้วจึงพูดออกมา “เช่นนั้นทำลายขั้นพลังของเขาก่อน”
“ขอรับ!” ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตเห็นด้วย
ม่อเหรินมองไปยังผู้อาวุโสเหล่านั้น “ทำลายเขาซะ!”
“ขอรับ!”