ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 771 เขายั่วโมโหข้า ข้าจึงจะทำลายสำนักของพวกเจ้า!
บทที่ 771 เขายั่วโมโหข้า ข้าจึงจะทำลายสำนักของพวกเจ้า!
หลังจากพวกเขาลงมือ แสงสีเลือดก็สว่างวาบขึ้นรอบ ๆ ‘ร่าง’ ของลู่เฉิน ราวกับจะกลืนกินเขาเข้าไป
ต้วนเสี่ยที่อยู่ด้านหลังลู่เฉิน มองไปทางเซี่ยอีฉาน แล้วถามว่า “ท่านคิดว่านายท่านจะสามารถ ต้านทานได้หรือไม่?”
เซี่ยอีฉานขมวดคิ้วพลางเอ่ย “นายท่านไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
“ทว่าผู้อาวุโสเหล่านี้ต่างบำเพ็ญ ถึงขั้นแปลงเซียนระดับสมบูรณ์พร้อม ยิ่งไปกว่านั้นยังมีข่าวลือว่า อีกก้าวเดียวพวกเขาก็จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตนั้นแล้ว” ต้วนเสี่ยคิดถึงขอบเขตนั้นแล้วก็สั่นสะท้าน
“ขอบเขตนั้นช่างน่ากลัวจริง ๆ ในพื้นที่ที่เจ็ดมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เคยไปถึง และหลังจากนั้นก็ไม่เคยเห็นอีกเลย” เซี่ยอีฉานอธิบาย
ต้วนเสี่ยพยักหน้า แต่ตอนนี้ลู่เฉินกลับขยับตัวอย่างกะทันหัน
เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มใช้เคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณ เข้าไปในร่างของคนคนหนึ่งทันที และคนผู้นั้นยังไม่ทันได้ตอบสนอง ก็ร้องโหยหวนขึ้นมาทันที และล้มลงกับพื้น ราวกับ ‘ตาย’ ไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น
สีหน้าของผู้อาวุโสคนอื่น ๆ เปลี่ยนไปทันที พวกเขาต่างถอยห่างออกไป ส่วนม่อเหรินขมวดคิ้ว “เจ้านั่นเข้าไปในร่างของเขา”
ตอนนี้ลู่เฉินออกมาอีกครั้ง เขายิ้มพลางมองม่อเหรินและผู้อาวุโสคนอื่น ๆ “ยังจะเข้ามาอีกหรือไม่?”
ผู้อาวุโสเหล่านั้นมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก กระทั่งบางคนพึมพำขึ้นมาว่า “เหตุใดเจ้าหนูนั่นถึงแข็งแกร่งขนาดนี้”
“ใช่แล้ว การโจมตีของพวกเรา ดูเหมือนจะไม่มีผลต่อเขาเลย”
“ไม่ใช่แค่ไม่มีผล แต่เขาไม่กลัวเคล็ดวิชาเมื่อครู่ของพวกเราเลยต่างหาก”
ขณะที่ผู้อาวุโสเหล่านี้กำลังพูดคุยกันอยู่ ม่อเหรินก็มีความคิดหนึ่ง จากนั้นสายลมสีโลหิตพุ่งขึ้นมาล้อมรอบลู่เฉิน พร้อมก่อตัวเป็นค่ายกลปิดล้อมกักขังเขาเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยเย็นชา “คราวนี้… ขอดูหน่อยว่าเจ้าจะออกมาได้อย่างไร!”
ต้วนเสวี่ยตะลึง “นี่มัน… เคล็ดวิชาวายุโลหิตของผู้อาวุโสใหญ่!”
เซี่ยอีฉานสงสัย “มันร้ายกาจมากเลยหรือ?”
ต้วนเสวี่ยรีบอธิบาย “เคล็ดวิชาวายุโลหิตไม่เพียงกักขังคนได้ ทว่ายังขังวิญญาณได้ด้วย การจะหลบหนีจึงแทบเป็นไปไม่ได้”
เซี่ยอีฉานได้ฟังก็หน้าเปลี่ยนสี “เช่นนั้นนายท่านคงตกอยู่ในอันตรายแล้ว”
ด้านปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตกลับตื่นเต้น พร้อมพูดชมม่อเหรินว่า
“ผู้อาวุโสใหญ่ ท่านช่างเก่งกาจยิ่งนัก!”
ม่อเหรินตอบอย่างไม่ใส่ใจ “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว”
เหล่าผู้อาวุโสต่างก็พากันประจบ แต่ลู่เฉินกลับหัวเราะเบา ๆ “พลังไม่น้อย… แต่หากต้องการจะสังหารข้า นับว่ายังห่างไกลนัก”
ม่อเหรินกล่าวเย็นชา “ข้าเพียงต้องการขังเจ้าไว้ จากนั้นก็จะค่อย ๆ ทรมานเจ้า”
เขาพูดพลางสั่งให้เหล่าผู้อาวุโสรวมพลังโจมตี
ทันใดนั้นพวกเขาต่างปลดปล่อยเคล็ดวิชา และพุ่งโจมตีใส่ลู่เฉินจากภายนอกเข้าไปในค่ายกล
เซี่ยอีฉานประหลาดใจ “การโจมตีของพวกเขา… เข้าไปได้อย่างนั้นหรือ?”
ต้วนเสวี่ยอธิบายอย่างสั่นกลัว “เคล็ดวิชาวายุโลหิตนี้อนุญาตให้การโจมตีจากภายนอก โดยเฉพาะคาถาต่าง ๆ พวกมันล้วนผ่านเข้าไปได้”
เซี่ยอีฉานฟังแล้วสีหน้าเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก
ขณะนั้นลู่เฉินใช้เคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณอีกครั้ง เขาเปลี่ยนสภาพเป็นไร้ร่างกาย การโจมตีทั้งหลายจึงทำได้เพียง ทะลุผ่านเงาวิญญาณของเขา โดยไม่อาจสร้างความเสียหายใด ๆ
ทุกคนตกตะลึง ส่วยม่อเหรินพลันคำราม “ใช้วิชาวิญญาณ!”
เมื่อทุกคนได้ยินก็รีบเปลี่ยนไปใช้วิชาวิญญาณ
แต่ลู่เฉินกลับหัวเราะ “อย่างนี้สิถึงจะถูกต้อง!”
ทุกคนงุนงงและไม่เข้าใจ ทว่าแท้จริงแล้วลู่เฉินต้องการบีบให้พวกเขาใช้วิชาวิญญาณ เพื่อเก็บเกี่ยวพลังบำรุงเม็ดยามารสีดำของตน
แต่คนเหล่านั้นไม่รู้เรื่องนี้ จึงยังคงโจมตีอย่างบ้าคลั่ง
ต้วนเสวี่ยที่เดิมคิดว่าลู่เฉินจะบาดเจ็บ แต่เมื่อเห็นเขาไม่เป็นอะไรเลย ก็หันไปถามเซี่ยอีฉานอย่างสงสัย “ท่าน… แท้จริงแล้วเขาเป็นใครกันแน่?”
เซี่ยอีฉานรีบปราม “อย่าถามมาก”
ต้วนเสวี่ยจึงไม่กล้าเอ่ยอีก
ทว่าเหล่าผู้อาวุโสกลับยิ่งงุนงง พลังวิญญาณของพวกเขาถูกใช้จนเกือบหมดสิ้น แต่ลู่เฉินกลับไร้รอยขีดข่วน ทำให้บางคนร้อนใจตะโกนไปยังม่อเหริน
“ผู้อาวุโสใหญ่ เขาไม่เป็นอะไรเลย!”
ม่อเหรินไม่ยอมเชื่อ “เป็นไปไม่ได้! โจมตีต่อไป!”
ทุกคนจึงจำใจกัดฟันบุกต่อ
ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตที่อยู่ข้าง ๆ เริ่มมีเหงื่อท่วม หน้าตาเผยความไม่มั่นใจ พลางบ่นพึมพำ
“เหตุใดหมอนี่… ถึงน่ากลัวเพียงนี้”
ม่อเหรินยิ่งรู้สึกว่าลู่เฉินไม่ธรรมดา จึงถามปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิต “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเขามีภูมิหลังอย่างไร?”
ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตส่ายหัวรัว ๆ “มะ ไม่รู้…”
ม่อเหรินจ้องเขม็ง “จริงหรือ?”
“แน่นอน” ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตตอบเสียงสั่น
ม่อเหรินเห็นท่าทางแปลก ๆ ของอีกฝ่าย จึงพูดเสียงเย็นว่า “รีบบอกความจริงมาซะ!”
ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตเผยใบหน้าซีดเผือด และรีบสารภาพว่าเคยลอบทำร้ายลู่เฉิน ระหว่างการทดสอบสืบทอดตำแหน่ง
ม่อเหรินจึงประหลาดใจ “อย่างนั้นแปลว่า… เขาผ่านการทดสอบสืบทอด และกลายเป็นว่าที่ประมุขงั้นหรือ?”
ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตพยักหน้า “น่าจะใช่…”
ม่อเหรินโกรธจัด “แล้วทำไมเจ้าไม่บอกก่อนหน้านี้!?”
“ข้า… ข้าไม่คิดว่าเขาจะมาตามล้างแค้นถึงที่นี่”
ม่อเหรินจ้องไปทางลู่เฉิน แล้วเอ่ย “เจ้าหนุ่ม หากเจ้าเลิกก่อเรื่องต่อ ข้าจะส่งตัวปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตให้เจ้า”
ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตตกใจ “ผู้อาวุโสใหญ่ ห้ามทำแบบนั้นนะ!”
ต้วนเสวี่ยและเซี่ยอีฉานถึงกับอึ้ง พวกเขาไม่คิดว่าม่อเหรินจะยอมประนีประนอม แต่ลู่เฉินกลับทำเพียงยิ้มบาง ๆ “ข้าไม่สนใจเขาแล้ว”
ม่อเหรินงง “ไม่สนใจ? เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
เหล่าผู้อาวุโสต่างก็สงสัยเช่นกัน
ชายหนุ่มยิ้มพลางมองทุกคน “เขาไร้ค่าแล้ว… แต่เจ้าและเหล่าผู้อาวุโส… ยังมีค่าอยู่”
เหล่าผู้อาวุโสโกรธจัดทันที พร้อมด่ากลับ “เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดจะให้ลัทธิมารเหมันต์ของพวกเรา ตายไปพร้อมกับเจ้าหรือ!?”
“เจ้าโอหังเกินไปแล้ว!”
…
ม่อเหรินตวาด “เจ้าหนุ่ม อย่าล้ำเส้นเกินไปนัก!”
ลู่เฉินกล่าวเสียงเย็น “พูดตามจริงแล้ว… ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตผู้นั้นทำให้ข้าโกรธ ดังนั้นวันนี้ที่ข้ามา… ย่อมจะล้างผลาญลัทธิมารเหมันต์ของพวกเจ้าให้สิ้น!”
คำพูดนี้ทำให้เหล่าผู้อาวุโสโกรธจัด บางคนด่าทอ บางคนเร่งโจมตีหนักขึ้น
ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตหวาดกลัว และรีบเอ่ยกับม่อเหรินว่า “ผู้อาวุโสใหญ่ อย่าไปเชื่อเขานะ!”
ม่อเหรินโกรธจนแทบระเบิด เขาจ้องมองลู่เฉินแล้วตะโกน “เจ้าอยากตายจริง ๆ ใช่หรือไม่!?”
ลู่เฉินหัวเราะเสียงเย็น “เอาเถอะ… ใช้ทุกพลังที่ลัทธิมารเหมันต์มีออกมาเถอะ ไม่เช่นนั้นอีกไม่นาน… ข้าจะเป็นคนทำลายพวกเจ้าด้วยมือข้าเอง”
ม่อเหรินตะโกนตอบ “เจ้าหนุ่ม เจ้ารู้หรือไม่ว่าลัทธิมารเหมันต์ของเรา ในพื้นที่ที่เจ็ดถือเป็นหนึ่งในลัทธิมาร ที่ทรงพลังที่สุด!”
ลู่เฉินยิ้มเยาะ “แล้วอย่างไร?”
ม่อเหรินตาแข็งกร้าว “เจ้าไม่อยากเจรจาดี ๆ เช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่า ‘ความน่ากลัว’ แท้จริงเป็นเช่นไร!”
ทันใดนั้นหินสีดำบนร่างม่อเหรินพลันส่องแสงสลัว แสงสีดำสาดลงบนร่างของเหล่าผู้อาวุโส ทำให้พลังวิญญาณของพวกเขาพุ่งสูงขึ้น
บรรดาผู้อาวุโสต่างดีใจและตื่นเต้นสุดขีด
ปรมาจารย์เคล็ดวิชาโลหิตเองก็เช่นกัน เขาเข้าร่วมการโจมตีลู่เฉินด้วยความกระหาย