ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 784 ปรมาจารย์ค่ายกลสาวปรากฏตัว
บทที่ 784 ปรมาจารย์ค่ายกลสาวปรากฏตัว
ลู่เฉินมองเฮยฉีเทียนพร้อมรอยยิ้ม “เจ้านับว่าแข็งแกร่งอยู่”
เฮยฉีเทียนคิดว่าชายหนุ่มจะยอมอ่อนข้อ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เขากลับยิ้มพลางกล่าวว่า “แต่ข้าคิดวิธีใหม่ในการรับมือกับเจ้าได้แล้ว”
“เจ้ายังจะมีวิธีอะไรอีกงั้นหรือ!?” เฮยฉีเทียนไม่เชื่อว่าลู่เฉินจะมีวิธีอื่น จึงกล่าวด้วยความโกรธ
ในตอนนั้นเอง ลู่เฉินก็ปลดปล่อยเงาสายฟ้าออกมา
เงาสายฟ้าปล่อยสายฟ้าฟาดออกมานับไม่ถ้วน สายฟ้าเหล่านั้นฟาดเข้าใส่วิญญาณ ขององครักษ์เสื้อคลุมดำมากมาย
วิญญาณบางส่วนทนไม่ไหวทันที ส่วนเฮยฉีเทียนรู้สึกทรมานอย่างยิ่ง และในตอนนั้นเอง ลู่เฉินก็ใช้ฝ่ามือแปดวิญญาณ
ฝ่ามือแปดวิญญาณฟาดเข้าใส่ วิญญาณของเฮยฉีเทียน ทำให้เขารู้สึกราวกับวิญญาณถูกพันธนาการไว้ จนต้องร้องด้วยความตกใจ “ไอ้หนู เจ้า… เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
“ยอมสงบแล้วหรือ?” ลู่เฉินมองเฮยฉีเทียนพร้อมรอยยิ้ม
เฮยฉีเทียนหวาดกลัว พร้อมจ้องมองลู่เฉินแล้วถามว่า “เจ้า… เจ้าจะทำอะไร?”
องครักษ์เสื้อคลุมดำคนอื่น ๆ เองก็ตกใจ จนต้องหดตัวมารวมกัน ส่วนเจี้ยนว่านอันไม่คิดว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นนี้ จึงซ่อนตัวอยู่ในที่มืด แต่ลู่เฉินกลับมองเขาพร้อมรอยยิ้ม “ข้าปิดผนึกจิตสำนึกแห่งนี้เอาไว้แล้ว”
เจี้ยนว่านอันไม่กล้าส่งเสียง พร้อมทำได้เพียงซ่อนตัวต่อไป ส่วนองครักษ์เสื้อคลุมดำเหล่านั้นก็อยากจะหนี แต่มีเงาสายฟ้าอยู่ตรงนั้น อีกทั้งยังมีกุ่ยเจี๋ยคอยจับตาอยู่ ทำให้พวกมันไม่อาจหนีไปได้
ยิ่งไปกว่านั้น จิตสำนึกนี้ก็ถูกปิดผนึกแล้ว ทำให้คนเหล่านี้ไม่รู้ว่าควรจะไปที่ใด
เฮยฉีเทียนยิ่งตกใจกว่า หลังจากโดนฝ่ามือแปดวิญญาณจู่โจม เขาก็ไม่สามารถหนีไปได้ ทำได้เพียงมองลู่เฉินด้วยความหวาดกลัว “อย่าทำร้ายข้า!”
“วางใจเถอะ ข้าจะยังไม่ทำร้ายเจ้าเร็วขนาดนั้นหรอก!”
ลู่เฉินพูดจบก็ปล่อยตราประทับภูต ใส่วิญญาณของเฮยฉีเทียนทันที
ใครจะรู้ว่าวิญญาณของเฮยฉีเทียนกลับเลือนรางขึ้นมา และดูเหมือนจะหนีไป ลู่เฉินจึงรีบปล่อยพลังเพลิงวิญญาณออกมา แต่ความเข้มข้นของพลังเพลิงวิญญาณก็ยังไม่มากพอ
ด้วยเหตุนี้ เฮยฉีเทียนจึงหายตัวไปในที่สุด
ทว่าวิญญาณของคนอื่น ๆ ไม่ได้หายไป พวกเขาจ้องมองลู่เฉิน ด้วยความหวาดกลัว และบางคนก็พูดว่า “เขา… เขาคือหัวหน้าของพวกเรา มีการปกป้องด้านวิญญาณ”
“การปกป้องด้านวิญญาณ?” ลู่เฉินสงสัย
“ใช่ หากใครพยายามควบคุมเขา เขาจะถูกกลไกของวังทะเลภูเขาดึงดูด และถูกส่งตัวไปที่นั่นทันที” คนหนึ่งพูดด้วยความตื่นตระหนก
คนอื่น ๆ ต่างแสดงสีหน้าหวาดกลัว และพูดเหมือนกับที่คนก่อนหน้าพูด
ลู่เฉินเข้าใจแล้ว จึงหยิบแผ่นหินฉวิญญาณขึ้นมา
วิญญาณเหล่านั้นถูกดูดเข้าไปทั้งหมดในคราวเดียว ส่วนเจี้ยนว่านอันที่ซ่อนตัวอยู่ในที่มืดตกใจ และรีบพูดอย่างร้อนรนว่า “ไอ้หนู เจ้าหาข้าไม่เจอหรอก”
“แม้จิตสำนึกของเจ้าจะพิเศษ แต่ข้าผนึกมันเอาไว้แล้ว ตอนนี้มีแต่ข้าเท่านั้น ที่เข้าออกได้อย่างอิสระ ส่วนเจ้า ถ้าอยากอยู่แบบนี้ต่อก็อยู่ไปเถอะ ทว่าคำสั่งสังหารล่าค่าหัวของเจ้า ข้าจะทำลายมันซะ”
“เจ้า… เจ้า ช่างไร้ยางอายเหลือเกิน!” เจี้ยนว่านอันร้อนใจ พลางด่าทออย่างโกรธเกรี้ยว
ลู่เฉินไม่สนใจอีกฝ่าย และเดินออกมาจากจิตสำนึก
ส่วนผู้คนภายนอกที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น กระทั่งลู่เฉินเดินออกมา ผู้คนจากวังทะเลภูเขาต่างตกใจ และผู้คนที่ยืนดูอยู่ก็อุทานออกมาว่า “ดูสิ ไอ้หนูคนนั้นเดินออกมาได้อย่างมีชีวิต”
“ไม่จริงกระมัง ยอดฝีมือมากมายขนาดนั้น กลับยังไม่สามารถจัดการเขาได้หรือ?”
อินซานตกตะลึง ส่วนถังอิงตื่นเต้นจนร้องออกมา “ดีจังเลย!”
ไม่เพียงเท่านั้น ลู่เฉินยังโบกมือทั้งสองข้าง ทำให้คนในองครักษ์เสื้อคลุมดำ ที่ไร้วิญญาณทั้งหมด พลันล้มลงกลายเป็นศพนอนเกลื่อนกลาด
ส่วนเจี้ยนว่านอัน ลู่เฉินก็เก็บเขาไปด้วย
ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตะลึงงัน และพากันสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งลู่เฉินเดินมาหยุดตรงหน้าอินซาน “นำทางเถอะ”
“จัดการเสร็จแล้วหรือ?” อินซานถามอย่างไม่อยากเชื่อ
“อืม จัดการเสร็จแล้ว” หลังจากลู่เฉินพูดจบ ถังอิงก็เข้ามาตื๊อให้เล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น
แต่ลู่เฉินไม่พูดอะไร และเดินต่อไปตามทางของตน
เหล่าคนจากวังทะเลภูเขาและผู้ฝึกตนอิสระที่อยู่แถวนั้น กลับพากันติดตามต่อไป เพราะอยากจะดูว่าสุดท้ายลู่เฉินจะจบลงเช่นไร
ประมาณหนึ่งเค่อหลังจากนั้น ชายหนุ่มเดินมาถึงเชิงเขาลูกหนึ่ง บนยอดเขามีวังลอยอยู่กลางอากาศ
“นี่คือวังทะเลภูเขาใช่หรือไม่?” ลู่เฉินเห็นบริเวณรอบ ๆ วัง มีเงาคลื่นทะเลกระพริบวูบไหว อีกทั้งยังมีภาพของภูเขาผสานอยู่ในเงาทะเลด้วย ราวกับว่ามีทะเลอยู่ในภูเขา และมีภูเขาอยู่ในทะเล ดูแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
แม้ทั้งหมดจะดูเหมือนเป็นเพียงเงา ทว่าลู่เฉินก็อดถามออกไปไม่ได้
“ใช่แล้ว” อินซานตอบ
ลู่เฉินยิ้มพลางกล่าว “ค่ายกลรอบวังทะเลภูเขาของพวกเจ้า ช่างไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ”
อินซานอธิบาย “ตามตำนานเล่าว่า มันถูกสร้างขึ้นโดยปรมาจารย์ค่ายกลหลายท่าน อีกทั้งภายในวังทะเลภูเขา ทุกพื้นที่ล้วนมีค่ายกล หากไม่คุ้นเคยกับที่นี่ อย่าได้เดินสะเปะสะปะเป็นอันขาด มิเช่นนั้นเมื่อติดอยู่ข้างใน ก็จะไม่มีทางออกมาได้อีก”
“ไปกันเถอะ” หลังจากฟังจบลู่เฉินก็หัวเราะเบา ๆ แล้วยืนอยู่ที่เชิงเขา ก่อนจะค่อย ๆ เดินขึ้นไป
ครู่ต่อมา ตรงหน้าลู่เฉินและคณะปรากฏ ทางแยกบันไดมากมาย ราวกับมีหลายเส้นทาง อินซานสงสัย “แปลกจริง ปกติข้าขึ้นเขามาก็มีทางเดียว เหตุใดตอนนี้กลับกลายเป็นหลายเส้นทางไปได้”
ถังอิงกล่าวอย่างมั่นใจ “ต้องเป็นฝีมือของวิญญาณปรมาจารย์ค่ายกลพวกนั้นแน่ ๆ”
อินซานเผยสีหน้าเคร่งเครียด “ถ้าวิญญาณปรมาจารย์ค่ายกล แห่งวังทะเลภูเขาลงมือ เรื่องก็จะยุ่งยากแล้ว”
ไม่เพียงอินซาน ผู้คนที่อยู่แถว ๆ วังทะเลภูเขาและผู้ที่มามุงดู ต่างก็ซุบซิบนินทากัน
ทันใดนั้นเสียงหัวเราะประหลาด ของหญิงสาวคนหนึ่งดังมาจากด้านหน้า “จอมมารหญิง เจ้ายังกล้ามาอีกหรือ?”
“ข้าก็นึกว่าใครซะอีก ที่แท้ก็คือหัวหน้าปรมาจารย์ ค่ายกลหญิงแห่งวังทะเลภูเขา เยี่ยหั่วนี่เอง”
“ในเมื่อเจ้ารู้จักข้า ก็ควรรู้ถึงความสามารถของข้าด้วย” หญิงสาวที่ชื่อเยี่ยหั่วเอ่ยเย้ยหยันจากที่มืด
แต่ถังอิงกลับหัวเราะพลางกล่าว “เจ้าจะมีความสามารถอะไรกัน?”
“คราวที่แล้วหากเจ้าไม่หนีเร็ว ข้าก็จับกุมเจ้าได้แล้ว”
“คราวที่แล้วพวกเจ้ามีคนมาก แต่คราวนี้ข้ามีบุรุษของตนเองแล้ว อีกทั้งเขายังเก่งกาจ ถึงกับสามารถจัดการพวกองครักษ์เสื้อคลุมดำ ของพวกเจ้าได้หมดเลย” ถังอิงชี้ไปทางลู่เฉินพลางกล่าวอย่างภาคภูมิ
“บุรุษของเจ้าหรือ? จอมมารหญิง เจ้ากำลังล้อเล่นหรือ” เยี่ยหั่วเยาะหยัน
“เจ้าคิดว่าข้าดูเหมือนกำลังล้อเล่นหรือ?”
“เพียงแค่ขั้นหลอมแก่นแท้ เจ้าเห็นอะไรดีในตัวเขากัน?” เยี่ยหั่วแค่นหัวเราะเย็นชา
“เขาเก่งไง” ถังอิงพูดเล่น
เยี่ยหั่วหัวเราะเสียงประหลาดและเอ่ย “ข้าไม่เชื่อ!”
“คนของพวกเจ้าถูกเขาจัดการหมดแล้ว เจ้ายังมีอะไรไม่เชื่ออีก?” ถังอิงย้อนถาม
เยี่ยหั่วจำต้องกล่าว “นั่นเป็นเพราะพวกเราประมาทเท่านั้น แต่เมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ที่นี่คือดินแดนของข้า”
ถังอิงหันไปมองลู่เฉินพลางเตือนว่า “ระวังให้ดี ปรมาจารย์ค่ายกลผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย”
“ก็แค่ค่ายกลไร้สาระ ไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจเลย” คำพูดของลู่เฉินทำให้เยี่ยหั่วรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง
ไม่เพียงเยี่ยหั่วเท่านั้น แม้แต่ผู้คนจากวังทะเลภูเขาที่ยืนดูอยู่ ก็รู้สึกว่าลู่เฉินช่างหยิ่งผยองเหลือเกิน ส่วนพวกผู้ฝึกตนอิสระ กลับดูเหมือนกำลังชมละครสนุก และพากันวิพากษ์วิจารณ์
“พวกเจ้าคิดว่าไอ้หนุ่มคนนี้จะทำได้หรือไม่”
“เขากล้ามาที่นี่ แสดงว่าต้องมีวิธีการอยู่แน่ ๆ”
“ถ้าอย่างนั้นก็คงได้ดูอะไรสนุก ๆ แล้ว!”
แต่เยี่ยหั่วกลับเอ่ยเสียงเย็นชา “ไอ้หนู อีกเดี๋ยวเจ้าคงไม่กล้าหยิ่งผยองเช่นนี้แล้ว!”
พูดจบ ค่ายกลโดยรอบก็เปลี่ยนแปลงราวกับฟ้าพลิก และเมื่อผู้คนที่ยืนดูอยู่เห็นเช่นนั้น ต่างก็พากันอุทานด้วยความตกใจ