ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 798 กรรมตามสนอง
บทที่ 798 กรรมตามสนอง
เมื่อได้ยินคำพูดของลู่เฉิน ถังอิงก็รู้สึกว่าชายหนุ่มช่างหยิ่งผยองเกินไป อย่างไรฝ่ายตรงข้ามมีจำนวนมากและดูแข็งแกร่ง โดยเฉพาะคนแก่เหล่านั้น เพียงแค่กระแสพลังก็แตกต่างจากคนทั่วไปแล้ว
ดังนั้นหญิงสาวจึงกระซิบบอกลู่เฉินว่า “เจ้าหนู ข้าว่าพวกเราอ้อมไปดีหรือไม่”
“อ้อม? จำเป็นด้วยหรือ?” ลู่เฉินหัวเราะอย่างประหลาด
ขณะที่ถังอิงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง อวิ๋นเมิ่งหนิงก็เอ่ยขึ้นว่า “จอมมารหญิง หากเจ้าไม่อยากตายเหมือนเขา ก็รีบออกไปจากวังทะเลภูเขาซะ มิเช่นนั้นเจ้าจะต้องตายพร้อมกับเขาแน่”
หลังถังอิงได้ยินก็รู้สึกขัดใจ “อะไรกัน? เจ้าคิดว่าข้ากลัวพวกเจ้าหรือ?”
“โอ้? อย่างไรกัน? เจ้าก็หยิ่งผยองเช่นกันหรือ?”
“ข้าผู้เป็นจอมมารหญิงเคยกลัวใครที่ไหนกัน?” ถังอิงไม่ยอมถอย และยังคงพูดจาหยิ่งผยองกับอวิ๋นเมิ่งหนิง
อวิ๋นเมิ่งหนิงมองด้วยสายตาเย็นชา “ในเมื่อเจ้าอยากตายพร้อมกับเขา ก็จะช่วยทำให้สมปรารถนา”
ถังอิงตะโกนว่า “มาก็มาสิ! ข้าจะดูว่าใครจะสามารถฆ่าข้าได้!”
อวิ๋นเมิ่งหนิงจำต้องหันไปถามเจ้าสำนัก “ท่านเจ้าสำนัก พวกเราจะลงมือหรือไม่เจ้าคะ?”
“หญิงคนนั้นให้ข้าจัดการเอง ส่วนพวกเจ้าจัดการไอ้หนูนั่นก่อน”
“ขอรับ” ทุกคนรับคำพร้อมกัน แต่ละคนรวบรวมพลังทันที ส่วนเจ้าสำนักปลดปล่อยกระแสพลังสีดำออกมา จากนั้นกระแสพลังสีดำนั้นก็ตกลงบนพื้นและหายไป
และเมื่อกระแสลมนั้นปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันได้ผุดขึ้นจากใต้เท้าของถังอิง พร้อมพันรัดร่างของนางเอาไว้
ถังอิงตกใจทันที เพราะกลิ่นอายซากศพนี้ทำให้วิญญาณของนาง ถูกผูกมัดไว้ราวกับติดกับดัก นางจึงร้องบอกลู่เฉิน”ไอ้หนู ข้าขยับตัวไม่ได้แล้ว!”
“ช่างเป็นตัวถ่วงจริง ๆ” ลู่เฉินส่ายหน้าอย่างจนใจ
“เจ้าว่าอะไรนะ เป็นตัวถ่วงงั้นหรือ?” ถังอิงไม่ยอมรับ
“อะไรกัน? ยังไม่ยอมรับอีกหรือ?” เขาย้อนถาม
แน่นอนว่าถังอิงไม่ยอมรับ กระทั่งถึงขั้นเถียงขึ้นมา ส่วนคนของวังทะเลภูเขาทนดูสองคนนี้ไม่ไหว จึงเริ่มโจมตีลู่เฉินอย่างบ้าคลั่ง
ใครจะรู้ว่าลู่เฉินเคลื่อนไหวราวกับเงาที่หลงเหลือ พร้อมเคลื่อนที่ไปทั่วทุกทิศทาง
ทุกคนเริ่มร้อนรน โดยเฉพาะพวกคนแก่ที่คิดว่าตนแข็งแกร่ง แม้จะไม่สามารถฆ่าลู่เฉินได้ แต่การทำให้เขาบาดเจ็บก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ทว่าดูจากสถานการณ์ตอนนี้ พวกเขาไม่สามารถทำอะไรลู่เฉินได้เลย
อวิ๋นเมิ่งหนิงทนไม่ไหว จึงหันไปมองเจ้าสำนักที่อยู่ด้านข้าง “ท่านเจ้าสำนัก พวกเราต้องหาวิธีกักขังเขาให้ได้นะเจ้าคะ”
เจ้าสำนักใช้ทุกวิธีที่ทำได้ไปหมดแล้ว จึงขมวดคิ้วพลางกล่าว “ทำได้เพียงพึ่งพาทุกคนแล้ว หากพึ่งข้าเพียงคนเดียว หรือใครคนใดคนหนึ่ง ก็ไม่มีทางกักขังเขาได้”
“หรือว่าท่านเจ้าสำนักก็ไม่มีวิธีเช่นกัน?” อวิ๋นเมิ่งหนิงถามด้วยความกังวล
เจ้าสำนักส่งเสียงรับ “ใช่”
อวิ๋นเมิ่งหนิงเยสีหน้าเคร่งขรึม “ตอนนี้นอกจากจะใช้ค่ายกลลึกลับของวังทะเลภูเขาแล้ว ก็ไม่มีทางอื่นที่จะจัดการเขาได้”
“ค่ายกลลึกลับ?” เจ้าสำนักขมวดคิ้ว
“มีข่าวลือว่าวังทะเลภูเขามีค่ายกลลึกลับอยู่ แต่มีแค่เจ้าสำนักเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าถึงเจ้าค่ะ” อวิ๋นเมิ่งหนิงจ้องมองเจ้าสำนัก เห็นได้ชัดว่าต้องการให้เจ้าสำนักเปิดใช้ค่ายกลนี้
เจ้าสำนักขมวดคิ้ว “ค่ายกลนี้ไม่ธรรมดา เมื่อเปิดใช้แล้วจะหยุดได้ยาก”
“แล้วจะทำอย่างไรดีเล่าเจ้าคะ?” อวิ๋นเมิ่งหนิงร้อนใจ
เจ้าสำนักครุ่นคิดก่อนพูดว่า “แต่ตอนนี้ถ้าไม่เปิดใช้ก็ไม่มีทางจัดการเขาได้ และเมื่อถึงตอนนั้นการรักษาวังทะเลภูเขาไว้ก็ไร้ประโยชน์”
“เจ้าสำนัก ท่านหมายความว่า?”
“เปิดใช้ค่ายกล แม้ว่าจะไม่สามารถหยุดได้ ทว่าพวกเราก็ถอนกำลังออกจากที่นี่ได้ อย่างน้อยพวกเราก็ปลอดภัย” เจ้าสำนักตัดสินใจ
อวิ๋นเมิ่งหนิงเข้าใจแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นขึ้นอยู่กับเจ้าสำนักแล้ว”
เจ้าสำนักสูดหายใจลึก และหยิบหินสีดำแปดเหลี่ยมก้อนเล็กออกมาจากโครงกระดูก จากนั้นเมื่อป้อนพลังเข้าไปในหินก้อนเล็กนั้น ก็ดูเหมือนมีพลังบางอย่างถูกปลดปล่อยออกมาจากรอบ ๆ
จากนั้นเจ้าสำนักก็ตะโกนบอกเหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ในที่นั้น “ถอยไป!”
ทุกคนรีบถอยหลังทันที รอบตัวลู่เฉินปรากฏสิ่งประหลาดลึกลับสีดำขนาดมหึมา จากนั้นบนสิ่งประหลาดลึกลับสีดำนั้น ก็มีวิญญาณหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะวิญญาณสัตว์ร้าย ดูเหมือนพวกมันพร้อมจะพุ่งออกมาได้ทุกเมื่อ
“ไอ้หนู ข้าจะบอกให้รู้ก่อนตาย” เจ้าสำนักหัวเราะเยาะใส่ลู่เฉินที่ยืนอยู่ในกลางค่ายกล
“หรือว่าค่ายกลนี้มีความพิเศษอะไรหรือ?”
เจ้าสำนักหัวเราะเยาะ “ค่ายกลนี้เป็นค่ายกลลึกลับของวังทะเลภูเขา เมื่อเปิดใช้งานแล้วจะมีพลังมหาศาล แม้แต่จะหยุดมันก็ยังยากเย็น”
ลู่เฉินหัวเราะ “เพียงแค่นี้จะมาขู่ข้าหรือ?”
“ขู่เจ้าหรือ? เจ้าคิดว่าข้าล้อเล่นกับเจ้าหรือ?” เจ้าสำนักเยาะเย้ยชายหนุ่ม
“แล้วไม่ใช่หรือ?”
เจ้าสำนักหัวเราะเยาะ “ข้าจะบอกความจริงให้ ค่ายกลนี้ไม่มีใครต้านทานได้”
ลู่เฉินไม่พูดอะไร แต่หันไปศึกษาค่ายกลแทน ส่วนถังอิงที่อยู่หลังค่ายกลเริ่มร้อนใจ จึงตะโกนใส่ลู่เฉิน “ไอ้หนู เจ้าทำได้หรือไม่?”
“แค่เล็กน้อย” เขาไม่สนใจ พร้อมวางมือลงบนสิ่งประหลาดลึกลับของค่ายกล และเริ่มทำลายพลังของค่ายกล
เจ้าสำนักได้ยินคำพูดของลู่เฉินก็หัวเราะเยาะ “แค่เล็กน้อยหรือ?”
อวิ๋นเมิ่งหนิงเองก็รู้สึกว่าลู่เฉินหยิ่งผยองเกินไป จึงพูดว่า “ไอ้หนู ค่ายกลนี้ไม่ธรรมดานะ”
ลู่เฉินกลับยิ้ม “ไม่ธรรมดาหรือ? แต่ทำไมข้าไม่รู้สึกเช่นนั้นเลยเล่า?”
“ไม่รู้สึกหรือ? เจ้าคิดว่าค่ายกลนี้เป็นแค่ของประดับหรือ?” อวิ๋นเมิ่งหนิงโมโหพูด
“เป็นแค่ของประดับจริง ๆ นั่นแหละ” หลังจากพูดจบ พลังของค่ายกลที่อยู่รอบตัวชายหนุ่มก็เริ่มอ่อนแรงลง และยังมีท่าทีคล้ายกำลังถูกขับไล่
เมื่อเห็นเช่นนั้นทุกคนต่างตกตะลึง บางคนถึงกับสงสัย “ค่ายกลมีปัญหาอะไรหรือไม่?”
อวิ๋นเมิ่งหนิงหันไปมองเจ้าสำนัก “ท่านเจ้าสำนัก เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?”
“อย่าตื่นตระหนก ข้าจะดู” เจ้าสำนักยังคงป้อนพลังเข้าไปในหินประหลาดนั้น และวิญญาณในค่ายกลก็ยังคงทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับต้องการกลืนกินลู่เฉิน
แต่ลู่เฉินกลับหัวเราะออกมา แม้แต่แผ่นหินฉวิญญาณยังกลืนกินวิญญาณ ที่ไร้ประโยชน์ต่อลู่เฉินไปทีละตน จนสุดท้ายค่ายกลเหลือเพียง ‘เปลือกว่างเปล่า’
ทุกคนที่เห็นภาพนั้นถึงกับตะลึงงัน
อวิ๋นเมิ่งหนิงอุทานด้วยความตกใจ “เจ้าหนุ่มผู้นี้ทำได้อย่างไรกัน!?”
“ไม่ต้องสนใจว่าเขาทำได้อย่างไร ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องถอยก่อน” เจ้าสำนักรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงตัดสินใจให้ทุกคนถอยไปพร้อมกัน
แต่ใครจะรู้ว่าลู่เฉินเพียงโบกมือ ค่ายกลที่เคยขังเขาไว้ก็แตกกระจาย พร้อมกลายเป็นขังอวิ๋นเมิ่งหนิงและคนอื่น ๆ เอาไว้ข้างในแทน
ทุกคนตกใจจนสีหน้าซีดเผือด และพากันโจมตีค่ายกลนี้ แต่กลับพบว่าค่ายกลนี้แข็งแกร่งมาก พวกเขาจึงไม่สามารถบุกออกไปได้
“ไอ้หนู รีบปล่อยพวกเราเดี๋ยวนี้!”
“เจ้าหนู เจ้าต้องการทำอะไรกันแน่?”
สีหน้าของอวิ๋นเมิ่งหนิงดูไม่ดีเลย “เขาถึงกับเปลี่ยนแปลงกลไกของค่ายกลไปแล้ว”
เจ้าสำนักเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน “ช่างเป็นปีศาจร้าย เป็นปีศาจร้ายตัวใหญ่จริง ๆ!”
ถังอิงที่ยืนมองอยู่ถึงกับตะลึงงัน “นี่… ขังพวกเขาไว้ได้หมดแล้วหรือ?”
ลู่เฉินยิ้มอย่างมั่นใจ แล้วจ้องมองคนพวกนั้น “พวกเจ้ายังจะขวางทางพวกข้าอีกหรือไม่?”
ผู้อาวุโสเหล่านั้นต่างรีบบอกว่าจะไม่ขวางแล้ว แต่อวิ๋นเมิ่งหนิงกับเจ้าสำนักยังไม่ได้แสดงท่าทีใด ๆ อีกทั้งยังพยายามดิ้นรนต่อต้านเป็นครั้งสุดท้าย ชายหนุ่มมองพวกเขาพลางยิ้ม “อย่างไร? มีแค่นี้เองหรือ?”
คนทั้งสองไม่อยากเสียเวลาพูดจาไร้สาระกับลู่เฉิน และยังคงต่อสู้กับค่ายกลใหญ่นี้ต่อไป
ลู่เฉินรู้สึกแปลกใจ “การส่งมอบคนมันยากเย็นถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”