ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 799 ในที่สุดก็มาถึง
บทที่ 799 ในที่สุดก็มาถึง
อวิ๋นเมิ่งหนิงจ้องมองลู่เฉินด้วยสายตาดุดัน “ถึงตายข้าก็ไม่มอบให้เจ้า!”
ลู่เฉินยกยิ้มขมขื่น “ถึงตายก็ไม่มอบ? เจ้าพูดเร็วเกินไปหรือไม่”
“ข้าพูดไว้เช่นนี้แล้ว!” อวิ๋นเมิ่งหนิงพูดเสียงเย็นชา
“พวกเจ้าถูกขังอยู่ที่นี่ แล้วจะหยุดข้าไม่ให้ไปหาพวกเขาได้อย่างไร?” เขาพูดถึงความจริงที่ชัดเจนที่สุด
อวิ๋นเมิ่งหนิงได้ยินดังนั้นก็โกรธจัด “ไอ้หนู ศาลารับภารกิจไม่ใช่สถานที่ ที่คนนอกอย่างเจ้าจะเข้าไปได้!”
ชายหนุ่มพูดเพียงว่า “รอข้าจัดการพวกเจ้าทีละคนก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
พูดจบ ลู่เฉินก็เดินเข้าไปในค่ายกล
อวิ๋นเมิ่งหนิงคิดว่านี่เป็นโอกาส จึงรีบตะโกนบอกทุกคน “ทุกท่าน ถ้าไม่อยากตายก็สู้กับมันให้ถึงที่สุด!”
สู้ถึงที่สุด? หลายคนไม่อยากทำ
โดยเฉพาะเมื่อลู่เฉินพูดว่า “ใครไม่อยากติดอยู่ที่นี่ตลอดไปก็มายืนข้างข้า”
เมื่อพูดเช่นนี้ คนมากกว่าครึ่งก็เดินมา และไม่นานก็มีคนมาเพิ่มอีก มีจุดประสงค์เดียวคือไม่อยากตาย
อวิ๋นเมิ่งหนิงเห็นแล้วโกรธจนพูดไม่ออก “พวก… พวกเจ้า!”
เจ้าสำนักกล่าวเสียงเย็นชา “พอเถอะ ไม่ต้องพูดกับพวกมันแล้ว พวกมันเป็นคนทรยศ”
ไม่มีใครพูดอะไร และทำได้เพียงมองดูอย่างเงียบ ๆ
ลู่เฉินมองไปทางอวิ๋นเมิ่งหนิงกับเจ้าสำนัก พลางยิ้มและพูดว่า “เหลือแค่พวกเจ้าสองคนแล้ว”
“เหลือแล้วจะเป็นไร ไม่เหลือแล้วจะเป็นไร?” อวิ๋นเมิ่งหนิงยังคงดื้อดึงตอบ
เจ้าสำนักจ้องมองลู่เฉิน “ไอ้หนู เจ้ามีความสามารถอยู่บ้าง แต่จะทำให้พวกข้าบาดเจ็บได้ เจ้ายังต้องฝึกฝนอีกไกล”
“อ้อ? จริงหรือ?” ชายหนุ่มหยิบธนูเงามารออกมาอีกครั้ง
เมื่อเห็นธนูนี้อวิ๋นเมิ่งหนิงก็รู้สึกหวาดกลัว นางรีบพูดกับเจ้าสำนักว่า “เจ้าสำนักระวังด้วย ธนูของไอ้หนูคนนี้มีปัญหา”
“แค่ธนูพัง ๆ อันเดียวเท่านั้น” เจ้าสำนักพูดจบก็หยิบโล่สีดำออกมาอันหนึ่ง ก่อเกิดเป็นสิ่งประหลาดลึกลับ ที่มีเงาโล่สีดำนับไม่ถ้วนปกป้องพวกเขา
หลังเห็นเช่นนั้น อวิ๋นเมิ่งหนิงถึงได้ถอนหายใจ แต่ผู้อาวุโสเหล่านั้นกลับตกตะลึง
“โล่หมื่นวิญญาณ!” มีคนร้องออกมา
“เจ้าสำนักถึงกับนำโล่หมื่นวิญญาณออกมาใช้แล้ว”
“ว่ากันว่าการใช้โล่หมื่นวิญญาณ จะส่งผลกระทบต่อดวงวิญญาณอย่างร้ายแรง” มีคนพูดถึงข้อเสียของการใช้โล่นี้
สำหรับข้อเสียนี้ ดูเหมือนทุกคนในสถานที่แห่งนี้จะรู้กันดี สีหน้าของพวกเขาต่างเปลี่ยนไป
เจ้าสำนักยังจ้องมองไปทางลู่เฉินเขม็ง “ไอ้หนู ดูสิ ข้าจะดูว่าธนูของเจ้าร้ายกาจ หรือโล่ของข้าร้ายกาจกว่ากัน”
ลู่เฉินยิ้มบาง ๆ แล้วให้แมวมายามารส่งพลังอสูรให้ตนต่อ จากนั้นก็รวบรวมพลังธนูอันทรงพลัง
แต่ก่อนที่ลูกธนูจะพุ่งออกไป ลู่เฉินพลันนึกขึ้นได้ จึงควบคุมโล่หมื่นวิญญาณ โล่นั้นสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง ราวกับจะหลุดพ้นจากการควบคุม
เจ้าสำนักตกใจทันที ส่วนอวิ๋นเมิ่งหนิงเห็นโล่สั่นอย่างบ้าคลั่งจึงถาม “ท่านเจ้าสำนัก เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?”
“โล่ โล่นี่ ดูเหมือนจะหลุดพ้นจากการควบคุมของข้า”
“อะไรนะ!?” อวิ๋นเมิ่งหนิงเบิกตากว้าง
เหล่าผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ต่างรู้สึกสงสัย ขณะที่ลู่เฉินฉวยจังหวะที่โล่กำลังดิ้นรนยิงธนูออกไป ลูกธนูพุ่งผ่านช่องว่างระหว่างเงาโล่ที่กำลังวูบไหว
เจ้าสำนักพยายามหลบ แต่ลูกธนูนี้ก็ไล่ตามเขาทัน อีกทั้งเมื่อเขาไม่มีที่ให้หลบ ลูกธนูนี้จึงพุ่งเข้าปะทะโครงกระดูกของเขา ทำให้กระดูกบางส่วนแตกหัก
เจ้าสำนักโกรธจัดจึงตะโกน “ไอ้หนู เจ้า!”
“เจ้าไม่ได้บอกหรือว่าไม่เป็นไร?” ลู่เฉินพูดจบก็รวบรวมพลังธนูอีกครั้ง
เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้น ต่างรู้สึกโชคดีที่ไม่ได้ยั่วโมโหลู่เฉิน ไม่อย่างนั้นคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะตายอย่างไร
ส่วนอวิ๋นเมิ่งหนิงตกใจ จึงถามเจ้าสำนัก “ท่านเจ้าสำนัก ท่าน… เป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ?”
เจ้าสำนักพยายามกลั้นความเจ็บปวด “ไม่… ไม่เป็นไร”
แต่ลู่เฉินก็ยิงธนูดอกที่สองมาอีก
เจ้าสำนักโกรธจนหายใจหอบ “ยังจะมาอีกงั้นหรือ?”
ชายหนุ่มไม่สนใจ เขามองลูกธนูที่พุ่งเข้าชนโครงกระดูกของเจ้าสำนัก ทำให้กระดูกแตกกระจายอีกครั้ง ผู้คนที่มองดูถึงกับตัวสั่น
อวิ๋นเมิ่งหนิงเตือนลู่เฉินว่า “ไอ้หนู เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้”
“อยากให้ข้าหยุดหรือ? เป็นไปได้หรือ?” ลู่เฉินยกยิ้มเล็กน้อย แล้วเตรียมจะยิงต่อ
อวิ๋นเมิ่งหนิงหยิบเม็ดยาสองเม็ดออกมา นางกลืนหนึ่งเม็ด และให้อีกเม็ดกับเจ้าสำนัก เมื่อร่างโครงกระดูกของเจ้าสำนักกลืนเม็ดยาลงไป ร่างก็เริ่มจางหายไปในชั่วพริบตา
ไม่เพียงเจ้าสำนัก แม้แต่อวิ๋นเมิ่งหนิงก็หายตัวไปเช่นกัน
ทุกคนตกตะลึง ส่วนลู่เฉินหันไปมองผู้คนพลางถามด้วยรอยยิ้ม “บอกข้าหน่อย พวกเขากลืนอะไรลงไป”
“ยาลูกกลอนเร้นทะเลภูเขา” มีคนรีบตอบทันที ราวกับกลัวว่าคนอื่นจะแย่งพูดก่อน
ลู่เฉินสงสัย “ยาลูกกลอนเร้นทะเลภูเขา?”
“ถูกต้อง เป็นยาลูกกลอนที่สตรีศักดิ์สิทธิ์เข้าใจ จากตำราวิชายา” มีคนอธิบาย
ลู่เฉินสงสัยยิ่งขึ้น “เม็ดยานี้มีอะไรพิเศษหรือ?”
“มี เม็ดยานี้หลังจากกลืนลงไปแล้ว อันดับแรกจะทำให้ร่างกายและวิญญาณหายไปพร้อมกัน จากนั้นจะปรากฏตัวในที่อื่น คล้ายกับยาลูกกลอนลี้ธรณี แต่มีระดับสูงกว่ายาลูกกลอนลี้ธรณี”
หลังจากลู่เฉินเข้าใจแล้วจึงถามพวกเขา “คนของศาลารับภารกิจอยู่ที่ใด”
ทุกคนรีบบอกสถานที่ของศาลารับภารกิจออกมาทันที และลู่เฉินก็ประทับตราประทับภูตให้พวกเขาทีละคน จากนั้นก็ให้พวกเขานำทาง
ถังอิงรีบเข้ามาอยู่ข้างลู่เฉิน แล้วพูดอย่างตกตะลึง “เจ้าช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน”
“หากน่ากลัว แล้วยังกล้าเข้ามาใกล้อีกหรือ?” ลู่เฉินหัวเราะเสียงแปลก
“ข้าบอกแล้วว่าเจ้าคือบุรุษของข้า ไม่ว่าเจ้าจะน่ากลัวเพียงใด ข้าก็ต้องติดตามท่านไปไม่ใช่หรือ?” ถังอิงพูดอย่างภาคภูมิ
เมื่อเห็นนางเริ่มเหลิงอีกครั้ง ลู่เฉินจึงไม่พูดอะไรอีก แต่อีกฝ่ายก็ยังพูดจาเจื้อยแจ้วไม่หยุด
หลังจากผ่านไปหนึ่งเค่อ ลู่เฉินก็มาถึงตำหนักหลังหนึ่ง
ตำหนักหลังนี้มองจากภายนอกเป็นสีดำ และประตูใหญ่ก็ปิดสนิท
“ที่นี่แหละ” มีคนชี้ไปทางตำหนักประหลาดหลังนี้แล้วพูด
“ภารกิจทั้งหมดถูกส่งออกมาจากที่นี่หรือ?”
“ใช่” ทุกคนตอบพร้อมกัน
ลู่เฉินจำต้องขึ้นไป แต่ประตูใหญ่ยังคงปิดสนิท เขาจึงตั้งใจจะทำลายประตู ทว่าเมื่อโจมตีไปกลับเห็นเพียงลวดลายบางอย่างสว่างวาบขึ้นบนประตูหิน จากนั้นก็ไม่พบอะไรอีก
คนอื่น ๆ คิดว่าลู่เฉินไม่รู้เรื่องอะไร จึงก้าวมาข้างหน้าและกล่าวอย่างนอบน้อม “นายท่าน ตำหนักนี้มีมาตั้งแต่โบราณ จึงไม่สามารถเปิดได้ นอกจากคนที่อยู่ข้างในจะเป็นผู้เปิดเท่านั้น”
“มีมาแต่โบราณหรือ?” ลู่เฉินถามอย่างสงสัย
“ถูกต้อง มีมาแต่โบราณ”
เมื่อลู่เฉินเข้าใจแล้ว จึงเริ่มถอดอักขระยันต์ แต่คนอื่น ๆไม่รู้ จึงต่างสงสัยว่าลู่เฉินจะเปิดประตูหินนี้ได้อย่างไร
ทว่าในชั่วขณะถัดมา ชายหนุ่มขยับมือทั้งสองบนประตู แล้วประตูหินก็เปิดออก
ทุกคนที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้นต่างตะลึง ส่วนถังอิงยิ่งตื่นเต้นและพูดว่า “เจ้าถอดอักขระยันต์ได้ง่ายดายถึงเพียงนี้เลยหรือ?”
“ยากมากหรือ?” คำพูดของลู่เฉินทำให้ถังอิงพูดไม่ออก
เขามองไปยังผู้อาวุโสเหล่านั้น “เข้าไปข้างใน จับคนในโถงรับภารกิจทั้งหมดไว้”
“ขอรับ”
ผู้อาวุโสเหล่านั้นทยอยพุ่งเข้าไปในโถง และทุกคนในโถงก็ถูกควบคุมตัวไว้ แต่พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงต่างถามไถ่ว่าเกิดอะไรขึ้น
ลู่เฉินไม่ได้ตอบทันที แต่ดัดแปลงโถงใหญ่นี้ก่อน และเมื่อแน่ใจว่าประตูโถงไม่สามารถเข้าออกได้แล้ว จึงไปยืนต่อหน้าผู้คนที่ถูกกักตัวเหล่านั้น
คนเหล่านั้นยืนอยู่ พร้อมพากันถามลู่เฉิน
ลู่เฉินมองผู้คนรอบกายพร้อมรอยยิ้ม “พวกเจ้าคือคนที่ออกภารกิจ จากศาลาภารกิจใช่หรือไม่”