ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 800 หอทะเลภูเขา
บทที่ 800 หอทะเลภูเขา
ทุกคนพยักหน้าตามธรรมชาติ แต่มีคนหนึ่งไม่เข้าใจจึงถามขึ้นมา “เจ้าเป็นใครกัน?”
ทันทีที่เสียงพูดจบลง ผู้อาวุโสที่ถูกลู่เฉินปราบไว้ก็ก้าวขึ้นมาข้างหน้า แล้วตบฝ่ามือใส่คนผู้นั้นจนกระเด็นไป พร้อมตะโกนว่า “นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเขาถามอะไรพวกเจ้าก็ต้องตอบไป!”
ทุกคนไม่เข้าใจ ส่วนคนที่ถูกตบจนกระเด็นไปนั้นตกใจ จนทำได้เพียงพยักหน้า
ลู่เฉินมองพวกเขาพลางยิ้ม “พวกเจ้ามีบันทึกการประกาศภารกิจหรือไม่?”
ทุกคนพยักหน้า จากนั้นชายหนุ่มก็ให้พวกเขานำบันทึก การประกาศภารกิจออกมา
พวกเขานำสมุดเล่มหนามาส่งให้ลู่เฉิน และเขาก็เปิดอ่าน จนกระทั่งหยุดที่บันทึกการช่วยเหลือผู้เฒ่าชิงรากวิญญาณ
แต่ผู้เฒ่าชิงรากวิญญาณในสถานที่แห่งนี้ ไม่ได้ใช้ชื่อผู้เฒ่าชิงรากวิญญาณ แต่ใช้ชื่อว่าอู่กู่
นอกจากนี้ยังมีสถานที่และเวลาที่ช่วยเหลือระบุไว้อย่างชัดเจน รวมถึงบันทึกการทำภารกิจสำเร็จด้วย แต่เมื่อลู่เฉินเห็นผู้ที่ประกาศภารกิจนี้ เขาก็ขมวดคิ้ว “ยายเฒ่าหัวเราะ”
ถังอิงคิดว่าตนได้ยินผิด จึงรีบวิ่งเข้าไปดู และเมื่อเห็นผู้ประกาศภารกิจ นางก็รู้สึกสงสัย “นางไม่ใช่สตรีศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นเมิ่งหนิงหรือ?”
“เป็นนาง” ลู่เฉินขมวดคิ้ว และรู้สึกเหมือนถูกหลอกเข้าให้แล้ว
ถังอิงยิ่งโกรธแค้น “หากรู้ตั้งแต่แรกว่าเป็นนาง ข้าน่าจะจับตัวนางไว้ตั้งนานแล้ว”
“นางไม่ใช่คนที่จะจับได้ง่าย ๆ” ลู่เฉินครุ่นคิด ก่อนจะหันไปถามพวกผู้อาวุโส “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าสตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้อาจซ่อนตัวอยู่ที่ใด?”
ทุกคนมองหน้ากันไปมา จากนั้นก็มีคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “นายท่าน โดยปกติแล้วสตรีศักดิ์สิทธิ์และเจ้าสำนัก จะอยู่ในเขตลับของวังทะเลภูเขา แต่สถานที่นั้นมีเพียงเจ้าสำนัก และสตรีศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าไป ดังนั้นจึงจไม่มีใครรู้ว่าข้างในเป็นอย่างไร”
“เขตลับ?”
“ใช่ หอทะเลภูเขา” คนผู้นั้นตอบ
ลู่เฉินสีหน้าเย็นชา “ข้าจะไปดูว่าหอทะเลภูเขานี้เป็นที่เช่นไร”
พูดจบ ชายหนุ่มก็ให้พวกเขานำทาง
หลังจากผู้อาวุโสเหล่านั้นพาลู่เฉินและคณะจากไป ผู้คนในศาลาประกาศภารกิจก็พากันวิพากษ์วิจารณ์
“คนผู้นั้นเป็นใครกัน? ทำไมผู้อาวุโสเหล่านั้น ถึงต้องสุภาพกับเขาขนาดนั้น?”
“ใครจะไปรู้เล่า!”
“อย่างไรก็อย่าไปยุ่งกับเขาเข้าก็แล้วกัน”
ทุกคนพากันวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนลู่เฉินและคณะใช้เวลาเดินทางสักพัก ก็มาถึงภายในวังทะเลภูเขา พร้อมเห็นหอที่แผ่รัศมีดำออกมา และบนหอมีป้ายแขวนอยู่ ซึ่งเขียนว่า ‘หอทะเลภูเขา’
หอทะเลภูเขานี้ดูเหมือนศาลาสามชั้นขนาดเล็ก นอกจากแผ่รัศมีดำออกมาแล้ว ก็ไม่เห็นมีความผิดปกติอื่นใด เพราะทุกด้านล้วนปิดสนิท
“นายท่าน ที่นี่แหละขอรับ” มีคนชี้ไปข้างหน้า พลางกล่าวกับลู่เฉินอย่างนอบน้อม
ลู่เฉินให้ทุกคนรออยู่ด้านนอก ส่วนตนเองตั้งใจจะเข้าไปเพียงลำพัง แต่ถังอิงก็ติดตามมาด้วย และยังพาเป็ดมารมาด้วยกัน พวกเขาเดินไปยังหน้าประตู
“เมื่อครู่ข้าได้สอบถามมาแล้ว พวกเขาบอกว่าหอทะเลภูเขาแห่งนี้ เข้าใกล้ได้ยากยิ่งนัก” ถังอิงยังคงต้องการเตือนลู่เฉิน เพราะว่าหอทะเลภูเขาดูแปลกประหลาดเกินไป
ลู่เฉินได้ยินแล้วยิ้มพลางกล่าว “อย่างไร? เจ้าคิดว่าสถานที่แห่งนี้อันตรายมากหรือ?”
“แน่นอนว่าอันตราย!”
“แล้วเหตุใดเจ้ายังตามมา?”
“ข้ารู้ว่ามันอันตราย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข้าจะมาไม่ได้ไม่ใช่หรือ” ถังอิงแย้งขึ้นมา
ลู่เฉินยิ้มบาง ๆ แล้วใช้มือข้างหนึ่งผลักประตูเปิดออก
ชั่วขณะหนึ่ง สายลมดำสายหนึ่งพัดมาตรงหน้า มันดูดร่างพวกลู่เฉินสองคนและสัตว์หนึ่งตัวเข้าไปข้างใน ทำให้ผู้คนที่มองอยู่ด้านนอกตกใจ
มีคนกังวลถามขึ้นว่า “นายท่านจะเป็นอะไรหรือไม่?”
“น่าจะไม่เป็นไรกระมัง”
“น่าขนลุกจริง”
…
ภายในห้อง ถังอิงเพิ่งเข้ามาก็ร้องเสียงดัง “เกิดอะไรขึ้น?”
รอบข้างมืดสนิท หญิงสาวตกใจและรีบรวบรวม พลังวิญญาณสีม่วงออกมาเป็นดวง แต่แสงสว่างส่องได้ไม่ไกลนัก แต่ยังดีที่ลู่เฉินอยู่ข้า งๆ นางจึงถอนหายใจโล่งอก “นี่มัน ทำไมถึงมืดสนิทไปหมดเลย?”
ลู่เฉินอธิบายว่า “ไม่ใช่มืดสนิท แต่เป็นเพราะการรับรู้ถูกจำกัด”
“เจ้าหมายความว่า พวกเราไม่สามารถมองเห็นสถานที่ไกล ๆ ได้?”
“แล้วจะเป็นอะไรอีกล่ะ?” ลู่เฉินย้อนถาม
ถังอิงสงสัยถามว่า “เช่นนั้นพวกเราก็แยกแยะทิศทางไม่ได้สิ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าควรไปทางไหน?”
“ใช่”
สีหน้าของถังอิงฉายแววเคร่งเครียดขึ้นมา “แล้วจะทำอย่างไรดี?”
ชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิลง แล้วเริ่มใช้วิชาหมื่นวิญญาณ
ถังอิงสงสัย “ไม่ใช่ว่าการรับรู้ถูกจำกัดหรือ?”
ลู่เฉินไม่พูดอะไร ส่วนถังอิงรู้สึกหงุดหงิด “ทำตัวลึกลับอีกแล้ว”
แต่หลังจากถังอิงจ้องมองลู่เฉินสักพัก นางก็ยิ้มออกมา “แต่ท่าทางนั่งสมาธิของเจ้านี่ ดูเท่ดีนะ”
พูดจบ ถังอิงก็ยืนจ้องมองลู่เฉินอยู่ตรงนั้น
ผ่านไปครู่หนึ่ง ลู่เฉินลืมตาขึ้นมาทันที และเห็นถังอิงกำลังยืนจ้องตนเองอยู่ตรงหน้า ทำให้ลู่เฉินขมวดคิ้วพลางถามว่า “มองอะไร?”
“ข้าดูเจ้าอยู่นะ” ถังอิงพูดออกมาอย่างหลงใหล
ลู่เฉินไม่เข้าใจจริ งๆ ว่าทำไมถังอิงผู้นี้ ถึงชอบทำตัวราวกับเป็นสตรีของเขา อีกทั้งสายตาที่มองมาก็ดูแปลกประหลาด
แต่ชาหนุ่มก็ไม่อยากถามอะไรมาก ทำเพียงลุกขึ้นแล้วเดินไปในทิศทางหนึ่ง
“เป็นอย่างไรบ้าง พบอะไรหรือไม่” ถังอิงเห็นลู่เฉินเป็นเช่นนั้น จึงถามด้วยความสงสัย
“พบร่องรอยของพวกเขาแล้ว” ลู่เฉินตอบ
“อยู่แถวนี้หรือ” ถังอิงคิดว่าอยู่ใกล้ ๆ จึงอดถามไม่ได้
“ไม่ใช่ อยู่ห่างออกไปพอสมควร”
“ห่างออกไป? แต่ไม่ใช่ว่าไม่สามารถรับรู้ได้หรอกหรือ” ถังอิงไม่เข้าใจ
เขาไม่ได้อธิบายอะไร ทำเพียงเดินต่อไป จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งเค่อจึงค่อย ๆ เห็นแสงสว่าง และแสงนั้นก็แผ่ออกมาจากภูเขาลูกหนึ่ง
เห็นเพียงแสงสีขาวอ่อนแผ่กระจายออกมา แต่หากมองอย่างละเอียดจะเห็นว่า แสงเหล่านี้เกิดจากหญ้าบางชนิดที่เปล่งแสงออกมา
ถังอิงสงสัย “สถานที่ไกลขนาดนั้น เจ้ารับรู้ได้อย่างไร”
“ข้ามีวิธีของตนเอง” ลู่เฉินพูดจบก็ขึ้นเขาไป
ถังอิงเกิดความสงสัย จนกระทั่งพวกเขาขึ้นมาบนภูเขาแล้ว พบโครงกระดูกอยู่เบื้องหน้า
โครงกระดูกนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเจ้าสำนักผู้นั้น ทว่าเจ้าสำนักผู้นี้สูญเสีย ‘ชีวิต’ ไปแล้ว นอนอยู่ที่นั่นราวกับกองกระดูกขาว
ถังอิงตกใจ “นี่ไม่ใช่เจ้าสำนักผู้นั้นหรือ?”
“อืม”
“แต่ทำไมเขาถึงไม่มีวิญญาณล่ะ?” ถังอิงสงสัยหลังจากพบความผิดปกติ
ลู่เฉินก้าวไปข้างหน้า พร้อมมองเจ้าสำนักที่ถูกตนทำลาย รากวิญญาณสวรรค์ไปหลายดวง แล้วกล่าวว่า “วิญญาณไปที่ไหน คงมีแต่พวกเขาเท่านั้นที่รู้”
ในเวลานั้นเอง หญ้าที่เปล่งแสงขาวโดยรอบกำลังส่ายไหว
“เจ้า เจ้าดูสิ หญ้าพวกนี้กำลังส่ายไหว!?” ถังอิงพลันตกใจขึ้นมา
ลู่เฉินเองก็เห็นเช่นกัน และในตอนนั้นเอง แสงจากหญ้าพวกนี้ลอยออกมาเป็นประกายดาว และประกายดาวเหล่านี้ ก็รวมตัวกันกลายเป็นเงาร่างยักษ์
ร่างนี้เป็น ‘นักบวชชรา’
นักบวชชราลูบเคราขาว เขาจ้องมองคนทั้งสองพลางกล่าวเสียงเย็นชา “พวกเจ้าเป็นใคร แล้วมาที่นี่ทำไม?”
“แล้วเจ้าล่ะเป็นใครกัน?” ถังอิงย้อนถาม
“ข้า? เจ้าหอแห่งวังทะเลภูเขา” นักบวชชราตอบ
“เจ้าหองั้นหรือ?” ถังอิงงุนงงและไม่เข้าใจความหมาย
“ถูกต้อง!” เจ้าหอตอบอย่างหยิ่งผยอง
ถังอิงมองลู่เฉิน ส่วนชายหนุ่มยิ้มพลางเอ่ยว่า “ในเมื่อเจ้าเป็นเจ้าหอ เช่นนั้นข้าขอสอบถามเกี่ยวกับสองคนได้หรือไม่?”