ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 808 เข้าโรงหมักสุรา ยังต้องให้ ‘คนรับใช้’ อนุญาตอีกหรือ?
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 808 เข้าโรงหมักสุรา ยังต้องให้ ‘คนรับใช้’ อนุญาตอีกหรือ?
บทที่ 808 เข้าโรงหมักสุรา ยังต้องให้ ‘คนรับใช้’ อนุญาตอีกหรือ?
ลู่เฉินมองนางและไม่ได้พูดอะไร แล้วเดินไปยังปากท่าเรือ ถังอิงเห็นเขาไม่พูดอะไรก็ยิ่งโมโหมากขึ้น ส่วนเทียนเซียวนั้นอยากรู้ จึงถามลู่เฉิน “ผู้อาวุโส ท่านผู้นี้คือ?”
“ไม่เห็นหรือ? ก็แค่หญิงจู้จี้ผู้หนึ่ง”
ชายหนุ่มพูดออกมาลอย ๆ แต่ถังอิงกลับยิ้มให้เทียนเซียว แล้วพูดว่า “ข้าเป็นสตรีของเขา แต่เขาไม่ยอมรับเท่านั้นเอง”
เทียนเซียวถึงกับตะลึง
ถังอิงยังหน้าด้านแนะนำตัวเองอีก “ข้าชื่อถังอิง”
เทียนเซียวหันไปมองลู่เฉิน แต่ลู่เฉินกลับยิ้มเล็กน้อย “ถ้าเจ้ายังปากมากแบบนี้ต่อไป ข้าจะทำให้เจ้าพูดไม่ได้อีก!”
ถังอิงรีบสงบลงทันที ส่วนเทียนเซียวนั้นงุนงงไปหมด จากนั้นลู่เฉินแล้วก็พูดกับเทียนเซียวว่า “ไม่ต้องไปสนใจนาง”
เทียนเซียวพยักหน้า จากนั้นลู่เฉินก็ให้คนของวังทะเลภูเขาเปิดอาคมค่าย แล้วพาเทียนเซียวออกจากที่นี่ด้วยกัน
ถังอิงตามมาราวกับเป็นเรื่องธรรมดา อีกทั้งยังกระซิบพูดจาสารพัดข้างหูเทียนเซียว
หลังจากเทียนเซียวทนฟังเสียงพร่ำบ่นไปครึ่งชั่วยาม ก็หันไปมองถังอิงและพูดตรง ๆ ว่า “เอ่อ ท่านน่ะ… ช่างจู้จี้จริง ๆ!”
“ข้าหรือ? จู้จี้?” ถังอิงหัวเราะอย่างเขินอาย
“ใช่ ท่านดูสิ ผู้อาวุโสท่านดูเหมือนไม่อยากฟังท่านพูดเลย” ในที่สุดเทียนเซียวก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมลู่เฉินถึงอยากหนีนาง
ถังอิงรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย “มันไม่ได้เรียกว่าจู้จี้นะ”
“แล้วเป็นอะไรล่ะ?” เทียนเซียวไม่เข้าใจ พร้อมหันไปมองถังอิง
ถังอิงนั่งเหม่อลอยไปพักใหญ่ ทว่าก็ยังหาคำตอบที่เหมาะสมไม่ได้ จึงพูดอย่างเขินอาย “รอข้าคิดได้ก่อน แล้วจะบอกเจ้า”
“อ้อ!” เทียนเซียวรับคำเบา ๆ
ถังอิงอยากเปลี่ยนเรื่อง จึงมองไปทางเทียนเซียวด้วยความอยากรู้ “เอ่อ ทำไมเขาถึงต้องไปที่โรงเหล้าฟ้าเหมันต์กับเจ้าด้วยล่ะ?”
“ความลับ” เทียนเซียวไม่อยากพูดอะไรมาก
ถังอิงถามไม่ได้คำตอบ ทว่าในใจลอบไม่ยอมแพ้ จึงจ้องมองไปทางเทียนเซียว “เจ้าจะไม่ยอมบอกดี ๆ จริง ๆ หรือ?”
“ไม่มีอะไรต้องพูด” เทียนเซียวพูดอย่างหนักแน่น
แต่ถังอิงกลับเกาะติดไม่ปล่อย “ถ้าเจ้าไม่บอกข้า ข้าจะพร่ำบ่นใส่เจ้าตลอดเลยนะ”
เทียนเซียวถึงกับมึน และรีบหันไปมองลู่เฉินที่อยู่ข้าง ๆ “ผู้อาวุโส ท่าน…”
“เป็นอย่างไร รู้แล้วใช่หรือไม่ว่านางน่าปวดหัวขนาดไหน?” ลู่เฉินยิ้มอย่างขมขื่น
เทียนเซียวเห็นด้วยอย่างลึกซึ้ง “เป็นเช่นนั้นจริง ๆ”
ลู่เฉินยิ้มเล็กน้อย “เดี๋ยวพอขึ้นฝั่งแล้วก็หนีนางไปเลย”
“ได้!” เทียนเซียวปรารถนาแบบนั้นอยู่พอดี
ถังอิงกลอกตาใส่ “เฮ้ ข้ายังอยู่ตรงนี้นะ พวกเจ้าอย่าคิดว่าข้าเป็นคนโง่ได้หรือไม่?”
เทียนเซียวพลันหัวเราะแห้ง ๆ ขึ้นมา ส่วนถังอิงยกมือข้างหนึ่งตบลงบนไหล่ของเทียนเซียว “เจ้าอย่าคิดจะหนีจากข้าล่ะ ไม่อย่างนั้นถ้าข้าจับเจ้าได้ จะทำให้เจ้ารู้ว่าข้าน่ากลัวแค่ไหน”
“เรื่องนี้ไม่ใช่ข้าจะหนี เป็น… เป็นผู้อาวุโสต่างหาก” เทียนเซียวพูด
ถังอิงทราบดีว่านางทำอะไรลู่เฉินไม่ได้ แต่การจัดการเทียนเซียวยังพอไหว ดังนั้นนางจึงข่มขู่ “ไม่มีทาง ข้าจะเอาเรื่องเจ้าแทน”
“อะไรนะ?” เทียนเซียวหดหู่สุดขีด
ถังอิงยังหยิบเชือกเส้นหนึ่งออกมา แล้วพันรอบตัวเทียนเซียว ก่อนจะพูดกับเขาว่า “อย่างนี้เจ้าอยากหนีก็หนีไม่ได้แล้ว”
เทียนเซียวรีบหันไปมองลู่เฉิน ดูเหมือนอยากขอความช่วยเหลือจากเขา แต่ลู่เฉินไม่ได้พูดอะไร จนกระทั่งมาถึงริมฝั่งแห่งหนึ่ง ลู่เฉินคว้าตัวเทียนเซียวไว้ จากนั้นเชือกนั้นก็คลายออกเอง
ไม่เพียงเท่านั้น ลู่เฉินยังใช้เคล็ดวิชาหมื่นลี้ พาตัวเองและเทียนเซียวหายไปจากจุดเดิมในพริบตา
ถังอิงไม่ได้โกรธเคือง กลับเอามือทั้งสองไพล่หลังแล้วยิ้ม “โชคดีที่ข้าฝังเม็ดมารไว้ในตัวคุณชายหกคนนั้นแล้ว”
หลังจากนั้นถังอิงก็วูบหายไปจากที่นั่นเช่นกัน
ส่วนลู่เฉินที่พาเทียนเซียวปรากฏตัวอีกครั้งนั้น ได้มาถึงสถานที่ห่างไกลมากแล้ว เทียนเซียวเห็นว่าหลุดจากถังอิงได้ ก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “ในที่สุดก็สงบสักที”
“รีบเดินทางกันเถอะ”
“อืม!” เทียนเซียวรับคำ แล้วพาลู่เฉินไปยังโรงเหล้าฟ้าเหมันต์
โรงเหล้าฟ้าเหมันต์ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนัก ดังนั้นลู่เฉินกับเทียนเซียวจึงใช้เวลาเพียงสองชั่วยาม ก็เดินทางมาถึง
จะเห็นได้ว่าภูเขาฟ้าเหมันต์นั้นขาวโพลน อีกทั้งยังมีหมอกหิมะปกคลุมไปทั่ว ราวกับดินแดนเทพสวรรค์
ไม่เพียงเท่านั้น ที่นี่ยังมีกลิ่นเหล้าฟุ้งกระจายไปทั่วอย่างเข้มข้น แต่ระดับการถูกจำกัดการรับรู้ที่นี่ก็ไม่ได้มากนัก อย่างน้อยตอนนี้ลู่เฉินสามารถมองเห็น สถานการณ์ภายในระยะร้อยก้าวได้
ดังนั้นเมื่อลู่เฉินมาถึงก็มองไปรอบ ๆ ส่วนเทียนเซียวกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ผู้อาวุโส ที่นี่แหละ”
ลู่เฉินรับคำแล้วพูดว่า “อีกสักครู่ข้าจะให้เจ้าเตรียมสมุนไพรบางอย่าง และเมื่อสมุนไพรเตรียมพร้อมแล้ว ข้าก็จะถอนพิษให้เจ้าได้ เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับ!” เทียนเซียวดีใจมาก แล้วนำลู่เฉินมายังทางเข้าค่ายกลที่เชิงเขา
เพราะว่าภายในภูเขาทุกแห่งล้วนถูกค่ายกลปกคลุมอยู่ หากต้องการเข้าไป ก็ต้องเข้าจากทางเข้าค่ายกล แต่ทางเข้านี้มีคนของโรงเหล้าฟ้าเหมันต์เฝ้าอยู่
เห็นได้ว่าคนเหล่านี้ล้วนสวมเสื้อคลุมสีขาวและหน้ากาก แต่เมื่อเห็นเทียนเซียว ทุกคนต่างกล่าวอย่างเคารพว่า “คุณชายหก”
“อืม เปิดค่ายกลเคลื่อนย้ายส่งพวกเราขึ้นเขา” เทียนเซียวมองไปยังคนเหล่านี้แล้วกล่าว
แต่คนเหล่านี้กลับลังเลขึ้นมาทันที และเมื่อเทียนเซียวสังเกตเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
“คุณชายหก โรงเหล้าฟ้าเหมันต์ของพวกเรา ห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาขอรับ” คนเฝ้ายามอธิบาย
เทียนเซียวขมวดคิ้ว “เขาเป็นคนที่ข้าเชิญมา แบบนี้ก็ไม่ได้หรือ?”
“เรื่องนี้ต้องได้รับความยินยอมจากหัวหน้าผู้ดูแลก่อน”
“ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่แม้แต่เรื่องแบบนี้ก็ต้องได้รับความยินยอม จากหัวหน้าผู้ดูแลด้วย?” เทียนเซียวพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ตั้งแต่ครั้งก่อนที่โรงเหล้าสูญเสียเหล้าไปบางส่วน คุณหนูรองก็สั่งห้ามไม่ให้ใครเข้าออกที่นี่ อีกทั้งยังออกคำสั่งว่าใครจะเข้าออกที่นี่ ต้องได้รับอนุญาตจากหัวหน้าผู้ดูแลก่อน” องครักษ์คนหนึ่งกล่าว
เทียนเซียวพูดด้วยสีหน้าหงุดหงิด “งั้นก็ไปเรียกหัวหน้าผู้ดูแลคนนั้นมาสิ”
“ขอรับ”
หลังจากนั้นก็มีองครักษ์คนหนึ่งเดินออกไป ส่วนเทียนเซียวหันไปมองทางลู่เฉิน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงขออภัย “ผู้อาวุโส ขออภัยด้วย ข้าไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้!”
“ไม่เป็นไร” ลู่เฉินไม่ได้ใส่ใจ กลับยังคงสังเกตค่ายกลรอบข้างต่อไป
เทียนเซียวรอคอยอยู่ตรงนั้น กระทั่งเริ่มเร่งรัดขึ้นมา “ทำไมช้านักล่ะ?”
“คุณชายหก ช่วงนี้โรงเหล้ากำลังจัดงานชิมสุรา หัวหน้าผู้ดูแลจึงอยู่ที่นั่นเป็นผู้ดำเนินงาน” มีคนอธิบายสาเหตุว่าทำไมถึงช้านัก
เมื่อเทียนเซียวได้ยินก็หงุดหงิดขึ้นมา “แล้วเมื่อไหร่ถึงจะมาได้ล่ะ?”
“พวกเราได้แจ้งไปแล้ว ข้าคิดว่าคงจะอีกไม่นานขอรับ”
เทียนเซียวทำได้เพียงพูดอย่างหงุดหงิดว่า “ก็ได้ ช่วยไปเร่งให้ข้าหลาย ๆ รอบด้วย”
“ขอรับ!”
เทียนเซียวแสดงอาการขออภัยต่อลู่เฉินอีกครั้ง ส่วนองครักษ์เหล่านั้นอดสงสัยไม่ได้ว่าลู่เฉินเป็นใครกัน ทำไมคุณชายหกถึงต้องสุภาพกับเขาขนาดนี้
แต่เทียนเซียวไม่ได้อธิบาย ผู้คนจึงไม่กล้าถามมากไปกว่านี้ ทำได้แค่ยืนรอคอยอยู่ตรงนั้น
ทว่าน่าเสียดายที่การรอคอยนี้ยาวนาน จนกระทั่งค่ำมืดลง ใช้เวลาไปทั้งหมดหนึ่งชั่วยาม เทียนเซียวโกรธจนแทบระเบิดอยู่แล้ว “เร็วเข้า ไปเรียกหัวหน้าผู้ดูแลคนนี้มาให้ข้า ไม่อย่างนั้นข้าจะไปหาเขาเองแล้ว!”
องครักษ์เหล่านั้นไม่รู้จะทำอย่างไรดี เทียนเซียวจึงตวาดว่า “จะไปเรียกหรือไม่!?”
องครักษ์เหล่านั้นบอกว่าได้ไปเรียกแล้ว แต่ข้ออ้างนี้เทียนเซียวเบื่อหน่ายจนทนไม่ไหวแล้ว จึงพูดด้วยน้ำเสียงมืดมนว่า “ถ้ายังไม่มา ข้าจะพาเขาเข้าไปข้างในเองเลย!”
“โอ้? คุณชายหก ท่านคิดจะไม่ทำตามกฎแล้วหรือ?” หลังจากนั้นเสียงของชายชราก็ดังขึ้น จากภายในค่ายกลเคลื่อนย้าย จากนั้นชายชราคนหนึ่งที่สวมเสื้อคลุมยาวสีน้ำเงิน ก็ปรากฏกายออกมา
ในขณะเดียวกัน ข้างกายชายชราผู้นี้ยังมีองครักษ์อีกไม่น้อยอยู่ด้วย