ตำนานราชาแห่งทหารรับจ้าง - ตอนที่ 50: เพื่อดินแดน
“หืม? ท่านผู้บัญชาการอัศวิน มีธุระอะไรกับข้า?” กิสเลนเอ่ยถามด้วยท่าทีสงสัย
เขารู้อยู่แล้วจากรายชื่อของขวัญที่ได้รับในตอนเช้าว่าแรนดอล์ฟเป็นหนึ่งในผู้ส่งของมาให้ การที่อีกฝ่ายรีบมาพบเขาด้วยตัวเองในตอนนี้ช่างดูร้อนรนและเต็มไปด้วยความกังวล
แรนดอล์ฟกลืนน้ำลายพร้อมมองใบหน้าเรียบเฉยของกิสเลนด้วยความหงุดหงิดในใจ
‘เจ้านี่ช่างเลือดเย็นจริง ๆ ช่างโลภเสียจนน่ารังเกียจ คิดจะเก็บทุกอย่างไว้คนเดียวสินะ! ไอ้สารเลว!’
แม้ในใจจะเต็มไปด้วยคำด่าทอ แต่แรนดอล์ฟก็ฝืนยิ้มอย่างกว้าง
“หลังจากได้เห็นความองอาจของท่านเมื่อวานนี้ มันทำให้ข้ารู้สึกมีความหวังกับอนาคตของดินแดนเรายิ่งนัก แต่ขออภัยที่ต้องพูดตรง ๆ นะท่านนายน้อย ดินแดนของเราอาจจะไปได้ไม่ไกลนักหากท่านมุ่งแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวเพียงอย่างเดียว”
กิสเลนเลิกคิ้วขึ้นอย่างแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ
“ผลประโยชน์ส่วนตัว? ข้าจำได้ว่าได้บอกชัดเจนแล้วว่าจะสนับสนุนดินแดนแทนเรย์โฟลด์นี่”
แรนดอล์ฟรีบส่ายหน้า
“ไม่ใช่แบบนั้นเลยท่านนายน้อย การสนับสนุนด้านการเงินอย่างเดียวไม่อาจแก้ปัญหาทั้งหมดได้ สิ่งที่ต้องการการดูแลมากที่สุดตอนนี้คือกองอัศวิน”
ที่จริงแล้ว การเป็นผู้บัญชาการกองอัศวินในเพอร์เดียมนั้นเป็นตำแหน่งที่แสนลำบาก เงินเดือนต่ำ งานหนัก และต้องสู้รบกับศัตรูอยู่ตลอดเวลา จำนวนอัศวินก็น้อยลงเรื่อย ๆ เพราะคนหนีทัพ อีกทั้งยังมีเรื่องของจามาลและฟิลิปที่หลบหนีไปเมื่อไม่นานมานี้
แม้ว่าแรนดอล์ฟจะโกรธมากตอนที่สองคนนั้นหนีไป แต่ในใจลึก ๆ เขาก็เข้าใจดี
‘ใครกันจะอยากอยู่ในตำแหน่งแบบนี้?’
อัศวินคือทรัพยากรที่มีค่ามาก คนธรรมดาไม่อาจเป็นอัศวินได้ง่าย ๆ ต้องใช้เวลาและการฝึกฝนหลายปี ทว่าในเพอร์เดียม อัศวินที่ยังภักดีอยู่มีเพียงสองประเภทเท่านั้น คือคนที่ภักดีต่อดินแดนจริง ๆ หรือคนที่มีความกระหายจะต่อสู้กับพวกเถื่อนในแดนเหนือ
แต่ความจงรักภักดีก็หมดไปได้เมื่อคนอดอยากมานานพอ
แรนดอล์ฟทำหน้าตาเศร้าเล็กน้อยก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเว้าวอน
“เพื่อรักษากองอัศวินของเรา ข้าจึงอยากขอเพียงการสนับสนุนเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นกองทุนพัฒนาหรืออะไรทำนองนั้น”
โดยสรุปแล้ว แรนดอล์ฟกำลังขอเงินเพิ่มนอกเหนือจากภาษีและการสนับสนุนปกติ
แต่กิสเลนกลับทำหน้าตาเหมือนไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด
คำว่า “กองทุนพัฒนา” ที่แรนดอล์ฟหยิบยกขึ้นมา ทำให้กิสเลนรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะมันเป็นคำที่เขาเคยใช้บ่อย ๆ เวลาขอเงินจากเอมิเลีย แต่พอมีคนใช้คำนี้มาขอเงินจากเขาเอง กลับกลายเป็นคำที่ไม่ค่อยเข้าหูเท่าไร
“ข้าไม่มีเงิน” กิสเลนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
แรนดอล์ฟได้ยินคำตอบนั้นถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเกือบจะระเบิดอารมณ์ออกมา แต่สุดท้ายก็พยายามระงับความโกรธเอาไว้ ยกมือขึ้นเกาศีรษะอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
‘ใจเย็นไว้ ต้องหาทางเอาเงินจากเจ้าหนูนี่ให้ได้’ เขาคิดในใจพลางสูดลมหายใจลึก
“ฮ่าฮ่า ท่านนายน้อย การพูดว่าไม่มีเงินนี่ มันก็เหมือนโจรที่บอกว่าจะไม่ปล้นใครนั่นแหละ” แรนดอล์ฟเอ่ยเปรียบเปรยด้วยน้ำเสียงกึ่งล้อเล่น ทว่าหลังกระแสคำพูดกลับแฝงไว้ด้วยความกดดัน
กิสเลนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนจะแปลกใจกับความกล้าของอีกฝ่าย ก่อนจะยิ้มบาง ๆ และตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ
“อืม…ก็ข้ามีเรื่องให้ใช้เงินมากมายอยู่แล้ว จริง ๆ ข้าก็ไม่มีเงินเหลืออยู่แล้วนั่นแหละ ฮ่าฮ่า”
คำพูดของกิสเลนที่ฟังดูเหมือนพูดเล่น แต่กลับยิ่งทำให้แรนดอล์ฟรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกปั่นหัว เขาข่มใจไม่ให้แสดงความไม่พอใจออกมา และพยายามดึงสติกลับมาให้มั่นคง
‘ใจเย็นไว้ก่อน เจ้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ต้องรีดเงินจากเขาให้ได้’
ก่อนหน้านี้ แรนดอล์ฟเคยไปหาอัลเบิร์ต เหรัญญิกของดินแดนเพื่อขอเพิ่มงบประมาณ แต่คำตอบที่ได้รับทุกครั้งคือ “ไม่มีเงิน” และถึงจะมีเงินเหลือบ้าง มันก็ถูกจัดสรรไปใช้ในส่วนอื่นทันที ไม่มีเหลือมาถึงกองอัศวิน
แม้ตอนนี้กิสเลนจะเข้ามาแทนการสนับสนุนจากเรย์โฟลด์ได้สำเร็จ แต่กองอัศวินก็ยังอยู่ในสภาพทรุดโทรมเช่นเดิม
ครั้งนี้แรนดอล์ฟจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป
“ท่านนายน้อย ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าท่านจะใช้เงินทั้งหมดไปเพื่อตัวเองได้อย่างไร? ท่านควรลงทุนในดินแดนของเรา เพื่อความเจริญก้าวหน้า เพื่ออนาคตของทุกคน!”
กิสเลนพยักหน้ารับราวกับเห็นด้วย สีหน้าดูเหมือนซาบซึ้งกับความตั้งใจจริงของแรนดอล์ฟ
“เพื่อดินแดน แน่นอนอยู่แล้ว ข้าวางแผนจะใช้เงินทั้งหมดไปเพื่อดินแดนนี้”
แรนดอล์ฟหรี่ตามองกิสเลนด้วยความสงสัยทันที
“แล้วท่านจะทำอย่างไรล่ะ เพื่อให้ดินแดนนี้เจริญรุ่งเรือง?” เขาถามอย่างระมัดระวัง
“ข้ามีแผน” กิสเลนตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“แล้วในแผนนั้น มีเรื่องสนับสนุนกองอัศวินบ้างไหม?” แรนดอล์ฟถามอย่างระแวดระวัง
“ไม่มี” กิสเลนตอบทันควัน ดวงตาเบิกกว้างราวกับไม่รู้ว่าทำไมถึงควรมี “ไม่มีเลยสักนิด”
แรนดอล์ฟก้มหน้าลง พยายามปกปิดความหงุดหงิดที่เพิ่มพูนในใจ
‘เขาตั้งใจจะเก็บทุกอย่างไว้เองจริง ๆ งั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องขู่บ้างแล้ว’
แต่ก่อนที่แรนดอล์ฟจะได้ใช้วิธีการที่รุนแรงขึ้น อัลเบิร์ต เหรัญญิกของดินแดนก็เดินเข้ามา
“แค่ก ๆ ดูเหมือนจะมีแขกมาก่อนแล้วสินะ ท่านกิสเลน ท่านสบายดีหรือไม่?” อัลเบิร์ตเอ่ยถาม
แรนดอล์ฟรีบก้าวไปขวางทางอัลเบิร์ตทันที สายตาจ้องเขม็ง
“ท่านพี่… หรือควรจะเรียกว่าท่านเหรัญญิก ข้าว่าท่านควรกลับไปทำงานได้แล้วนะ ตอนนี้ข้ากำลังพูดเรื่องสำคัญกับท่านกิสเลนอยู่ ท่านกลับมาทีหลังจะดีกว่า”
แรนดอล์ฟพยายามดันอัลเบิร์ตออกไป แต่เหรัญญิกกลับยืนกรานไม่ขยับ
“ฮึ่ม ฮึ่ม ท่านผู้บัญชาการอัศวินไม่ควรออกไปฝึกซ้อมหรือ? ทุกหยาดเหงื่อที่เสียในสนามฝึก คือหยดเลือดที่ประหยัดได้ในสนามรบ ท่านจำไม่ได้หรือไง?“
“แล้วท่านรู้อะไรเกี่ยวกับการฝึกบ้างล่ะ? กลับไปนับเงินของท่านเถอะ ท่านเหรัญญิก” แรนดอล์ฟโต้กลับทันที
“นับเงินงั้นหรือ? ก็คงนับได้ยาก เพราะตอนนี้ไม่มีเงินให้ข้านับหรอก” อัลเบิร์ตสวนกลับด้วยรอยยิ้มเย็นชา
แม้คำพูดจะฟังดูสุภาพ แต่สายตาของทั้งสองจับจ้องกันราวกับประกาศสงครามเงียบ ๆ
กิสเลนที่นั่งมองทั้งสองโต้เถียงกัน ถอนหายใจยาวออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะไม่มีใครคิดถอย
ในที่สุด กิสเลนก็หันไปหาอัลเบิร์ตและถามขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
“หรือท่านเองก็มาขอเงินบริจาคหรือกองทุนพัฒนาบางอย่างเหมือนกัน?”
อัลเบิร์ตกระแอมในลำคอเล็กน้อย ดูเหมือนจะรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
“เอ่อ ท่านช่างสังเกตการณ์ยิ่งนัก ข้าต้องยอมรับว่าท่านเป็นผู้เฉลียวฉลาด ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถนำรูนสโตนกลับมาได้ ท่านเหมาะสมจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตจริง ๆ”
คำเยินยอนั้นฟังดูจืดชืดไม่ต่างอะไรจากของแรนดอล์ฟ
กิสเลนยังคงนิ่งเฉย ปล่อยให้อัลเบิร์ตพูดต่อ
“ข้ารู้สึกขอบคุณอย่างมากสำหรับการสนับสนุนเพื่อทดแทนกองทุนจากเรย์โฟลด์ แต่ตอนนี้เรามีเรื่องเร่งด่วน จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อจัดการหนี้สินที่ยังค้างอยู่”
กิสเลนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ท่านพูดถึงหนี้สินของดินแดนงั้นเหรอ?”
“ใช่แล้ว ท่านพูดถูกต้อง ข้าเชื่อว่าการปลดหนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้ ท้ายที่สุด ในฐานะทายาทของเพอร์เดียม หนี้สินของดินแดนก็คือหนี้สินของท่าน และเงินของท่านก็เป็นเงินของดินแดน ใช่หรือไม่?”
อัลเบิร์ตยิ้มอบอุ่น ราวกับว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลก
กิสเลนกลับเปลี่ยนสีหน้าทันที กลายเป็นไม่เชื่อสายตา พร้อมตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ไม่ใช่เลย”
“ขอโทษนะ? ท่านว่าอะไร?” อัลเบิร์ตถามกลับอย่างงุนงง
“เงินของข้าก็คือเงินของข้า”
ท่าทีชัดเจนของกิสเลนแสดงให้เห็นว่าเขาไม่มีความคิดจะยอมให้ใครมาเอาเปรียบ แม้แต่นิดเดียว คำพูดนั้นทำเอาอัลเบิร์ตถึงกับพูดไม่ออก สีหน้าอันเยือกเย็นของเขาเริ่มแตกร้าว
‘คนคนนี้มันบ้าเงินขนาดนี้เลยเหรอ? ข้าคิดไม่ถึงจริง ๆ!’
ในใจอัลเบิร์ตเต็มไปด้วยคำด่า แต่เขาก็รีบดึงตัวเองกลับมาควบคุมสติ
“เอ่อ… อย่างไรเสีย ต่อให้เงินนั้นจะเป็นของใคร มันก็เป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะเมินเฉยต่อความลำบากของดินแดน การปลดหนี้จะช่วยปรับปรุงการเงินของเราได้มากเลยนะ มันเป็นสิ่งที่ดีต่อเพอร์เดียมทั้งนั้น”
กิสเลนเริ่มสังเกตว่าอัลเบิร์ตมีสีหน้าแสดงอารมณ์หลากหลายกว่าที่เขาเคยเห็นมาก่อน ปกติแล้ว เหรัญญิกคนนี้จะดูเย็นชาและนิ่งเฉย แต่ตอนนี้ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิด ประหลาดใจ และรอยยิ้มฝืน ๆ
แม้จะไม่ได้ตั้งใจฟังคำอ้อนวอนของอัลเบิร์ตมากนัก กิสเลนก็ยักไหล่ก่อนตอบกลับเรียบ ๆ
“ข้าบอกแล้วไง ว่าข้าไม่มีเงิน”
สีหน้าของอัลเบิร์ตเริ่มบิดเบี้ยวเหมือนกับแรนดอล์ฟที่เพิ่งเจอก่อนหน้านี้
เขาเค้นคำพูดออกมาทีละคำด้วยน้ำเสียงกดดัน
“ทำไม… ท่านถึง… ไม่มีเงิน?”
“ข้าบอกผู้บัญชาการอัศวินไปแล้ว ข้าได้จัดสรรมันไปหมดแล้ว ตอนนี้ก็เลยไม่มีเหลือ”
อัลเบิร์ตพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ ก่อนถามซ้ำด้วยความพยายามรักษาความใจเย็น
“แล้วท่านใช้เงินทั้งหมดไปกับอะไร? ทำไมเรื่องสำคัญขนาดนี้ถึงไม่ได้ปรึกษากับพวกเราก่อน?”
“ทำไมต้องปรึกษาด้วยล่ะ? เงินของข้า ข้าก็จัดการเอง” กิสเลนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเฉยเมย
เสียงของอัลเบิร์ตเริ่มดังขึ้นจากความขัดใจ
“ท่านจะให้พวกเราเมินเฉยต่อเรื่องนี้ได้อย่างไร นายน้อย?”
กิสเลนเริ่มเบื่อหน่ายกับการโต้เถียงนี้เต็มที และตัดบทด้วยน้ำเสียงห้วน
“ก็เพื่อผลประโยชน์ของดินแดนไง ท่านไม่ต้องกังวลหรอก”
แน่นอนว่าอัลเบิร์ตและแรนดอล์ฟไม่มีทางเชื่อกิสเลนแม้แต่นิดเดียว
จากประวัติที่ผ่านมาของนายน้อย พวกเขามั่นใจว่าเงินก้อนโตนี้จะต้องถูกใช้จ่ายไปกับเรื่องไร้สาระเหมือนที่ผ่านมา ไม่มีทางที่พวกเขาจะปล่อยให้เขาโยนเงินทิ้งโดยไม่พยายามหยุดยั้ง
ทั้งสองเริ่มประท้วงเสียงดัง
“อะไรจะสำคัญไปกว่าการปลดหนี้? ท่านไม่รำคาญดอกเบี้ยมหาศาลที่เราจ่ายอยู่หรือ?”
“ไร้สาระ! อัศวินต้องมาก่อน ดูดินแดนอื่นสิ ต่อให้พวกเขาเป็นหนี้แค่ไหน พวกเขาก็ยังรักษากองอัศวินให้แข็งแกร่ง นั่นคือรากฐานของดินแดนทุกแห่ง!”
“ไร้สาระน่ะสิ! ถ้าเราเลิกจ่ายดอกเบี้ย เราก็จะมีเงินไปใช้ทำอะไรได้อีกตั้งเยอะ ลืมเรื่องอัศวินไปเถอะ!”
“ฮะ! ท่านหมกตัวอยู่แต่กับหนังสือจนลืมโลกความจริงไปแล้วหรือไง? ถ้าเราไม่มีแรงต่อสู้ ต่อให้ปลดหนี้ได้หมด เราก็จะถูกกวาดล้างอยู่ดี!”
“ชิ! ทุกอย่างมีลำดับความสำคัญ!”
“ใช่ และลำดับนั้นต้องเริ่มที่การเสริมกำลังอัศวินก่อน!”
ไม่นานนัก พวกเขาก็เลิกคุยกับกิสเลนและหันมาทะเลาะกันเอง เสียงโต้เถียงดังขึ้นเรื่อย ๆ
กิสเลนถอนหายใจยาว ขบคิดว่าจะกำจัดทั้งสองคนนี้ออกไปจากห้องได้อย่างไร จนกระทั่งอัศวินคนหนึ่งเข้ามา
“นายน้อย ท่านดยุกเรียกพบครับ”
“โอ้? งั้นข้าควรไปพบเขาเดี๋ยวนี้เลยสินะ”
ทันทีที่ได้ยินข้อความ กิสเลนก็ลุกขึ้นเตรียมตัวออกไป
เมื่อเห็นกิสเลนจะออกไป ทั้งอัลเบิร์ตและแรนดอล์ฟต่างพยายามจะตามไปด้วย แต่ถูกอัศวินขวางไว้
“ท่านดยุกสั่งไว้ชัดเจนว่าให้นายน้อยไปเพียงลำพังเท่านั้น” อัศวินกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งสองก็จำต้องหยุด แม้จะอยากตามไปขัดขวางแค่ไหนก็ตาม
“จะพานายน้อยไปทำไมตอนที่เราต้องการเขาปลดหนี้กันอยู่!”
“ข้าบอกแล้วว่าอัศวินสำคัญกว่า! ถ้าเจ้าไม่สนับสนุนกองอัศวิน ข้าจะทำลายทุกโครงการที่เจ้าคิดผลักดัน!”
ทิ้งสองคนไว้ข้างหลังที่ยังคงทะเลาะกันต่อไป กิสเลนเดินไปยังห้องทำงานของดยุกพร้อมความรู้สึกโล่งใจ
ถ้าอยู่กับสองคนสี้อีกแม้เพียงนาทีเดียว เขาคงเสียสติแน่ ๆ
เมื่อกิสเลนเดินมาถึงหน้าห้องทำงานของดยุค ทหารยามเปิดประตูให้ทันที
แอ๊ดดด
ทันใดนั้น อากาศเย็นเยียบและบรรยากาศที่หนักอึ้งราวกับพายุที่กำลังจะมา ก็ปะทะเขาเต็มแรง
ดยุคซวอลเตอร์ยืนอยู่กลางห้อง มือไขว้หลัง มองออกไปนอกหน้าต่าง
สัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดในบรรยากาศ กิสเลนเอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง
“ท่านเรียกข้าหรือ?”
“ใช่ แล้วร่างกายเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ซวอลเตอร์ถามขึ้นโดยที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่นอกหน้าต่าง
“ข้าสบายดี บาดแผลไม่ร้ายแรงนัก ข้าจึงฟื้นตัวได้เร็ว”
“ดีแล้ว เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี โดยเฉพาะตอนนี้ที่เจ้าต้องเริ่มจัดการเรื่องสำคัญด้วยตัวเอง”
“แน่นอน ท่านพ่อ”
แม้กิสเลนจะตอบด้วยความเคารพ แต่ในใจเขายังคงเต็มไปด้วยความสับสน ท่านพ่อของเขาไม่เคยแสดงความห่วงใยเช่นนี้มาก่อน แม้ในตอนที่เขาได้รับบาดเจ็บหนักกว่าในครั้งนี้
ซวอลเตอร์ยังคงมองออกไปนอกหน้าต่าง และพูดต่อ
“อากาศวันนี้ดีทีเดียว แล้วเจ้าคิดไว้หรือยังว่าจะจัดการกับรูนสโตนอย่างไร?”
“คิดไว้แล้ว ท่านพ่อ อย่างที่ข้าได้บอกไป ข้าจะใช้บางส่วนเพื่อชดเชยปัญหาขาดทุนจากเรย์โฟลด์ ส่วนที่เหลือข้าจะนำไปใช้ตามแผนของข้าเอง”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ซวอลเตอร์ก็พูดขึ้นอีกครั้ง
“ก็ดี ข้าเชื่อว่าเจ้าจะใช้มันอย่างฉลาดเพื่อประโยชน์ของดินแดนนี้”
“ขอรับ ท่านพ่อ”
“เจ้าทำเรื่องวุ่นวายไม่น้อยในช่วงที่ผ่านมา หลายครั้งมันสร้างความเสียหายให้กับดินแดนนี้”
”…ข้ารู้ตัวดี”
“หลายครั้งที่เหล่าขุนนางขอให้ข้าขังเจ้าไว้ แต่ข้าก็ให้อภัยเจ้าเสมอ นั่นคือหัวใจของคนเป็นพ่อ”
”…เอ่อ…ขอบคุณท่านพ่อ”
กิสเลนเริ่มรู้สึกสับสนมากขึ้นเรื่อย ๆ การสนทนานี้เกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของเขาหรือเป็นเพียงการรื้อฟื้นเรื่องในอดีตกันแน่? เขาไม่เข้าใจว่าสาระสำคัญของมันอยู่ที่ตรงไหน
ซวอลเตอร์พูดซ้ำอีกครั้ง แต่คราวนี้น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและเจาะจงมากขึ้น
“ไม่ว่าเจ้าจะทำสิ่งใด ข้าเชื่อว่าเจ้าจะใช้มันเพื่อดินแดนนี้”
กิสเลนหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด ทันใดนั้นเขาก็เริ่มเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดเหล่านั้น