ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 14 บทที่ 392 ไม่ยินดีและไม่เป็นทุกข์
เซียวอี้ดูเหมือนจะกระจ่างแจ้งขึ้นมาในที่สุด แต่เขายังคงถามขึ้นอย่างไม่ยอมถอดใจ “หลินชิงเวย นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?!”
หลีเช่อที่ยืนอยู่ข้างกายหลินชิงเวยมีสีหน้าตกตะลึงพรึงเพริด เขาตกตะลึงเสียจนพูดอะไรไม่ออก คิดไม่ถึงว่าลงทุนลงแรงเตรียมการไปมากมายเช่นนี้ กลับเป็นเพียงการเดินเข้าไปในบ่วงที ผู้อื่นถักทอไว้แต่แรกแล้วเท่านั้น
สายลมอันเหน็บหนาวพัดมา แรงของลมทำให้เปลวไฟบนคบไฟเกิดสะเก็ดลูกไฟราวกับดวงดาว มันปลิวลงมาบนชายกระโปรงของหลินชิงเวย นางไม่ได้เลือกยืนอยู่ข้างกายเซียวจิ่น และไม่ได้เลือก ยืนอยู่ข้างกายเซียวอี้เช่นกัน นางยืนอยู่ที่นั่นอย่างสงบตลอดเวลา เมื่อได้ยินเซียวอี้ถามด้วยความแคลงใจ นางจึงได้แต่หลุบตาลงต่ำ
ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความเดือดดาลพลุ่งพล่าน ทว่ากลับดูโดดเดี่ยวในขณะเดียวกัน
เซียวจิ่นหัวเราะด้วยความพึงพอใจ “เจ้าคิดว่านางคิดจะช่วยเหลือเจ้าจริงๆ หรือ? นางก็เพียงแค่ล่อให้เจ้ามาติดกับเท่านั้นเอง หากไม่มีชิงเวย เจ้าคงไม่ลงมือรวดเร็วเช่นนี้กระมัง”
หลินชิงเวยเงยหน้ามองดวงตาของเซียวอี้ ในเมื่อตั้งใจแต่แรกแล้วว่าจะเป็นคนเลว เช่นนั้นก็เลวให้ถึงที่สุดเถิด
อีกทั้งใครเป็นคนดี ใครเป็นคนเลว? เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์การช่วงชิงอำนาจ ใครเป็นฝ่ายผิด ใครเป็นฝ่ายถูก? สิ่งที่จะแยกแยะได้มีเพียงจุดยืนเท่านั้น
นางได้เลือกจุดยืนของตนเองตั้งแต่แรกแล้ว
เพียงแต่การต่อสู้ช่วงชิงเช่นนี้เป็นเรื่องระหว่างบุรุษ เกี่ยวอะไรกับสตรีคนหนึ่งเช่นนาง? ไม่ เกี่ยวสิ ไม่ได้มีเพียงเซียวอี้ที่ลากนางเข้าสู่กองเพลิง เซียวจิ่นผลักนางเข้ามาอยู ในเกมนี้ตั้งแต่แรกแล้ว
อาศัยไมตรีที่มีต่อกันในช่วงระยะเวลาปีกว่า ครั้งนี้หลินชิงเวยรับปากช่วยเซียวจิ่น นับแต่นี้ต่อไป สุดหล้าฟ้าเขียวไม่เกี่ยวข้องกัน แล้วระหว่างนางกับเซียวอี้เล่า ไม่มีไมตรีต่อกัน นหรือไร? ตลอดทางจากเมืองหลวงไปถึงหนานเจียง มีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน ต่อให้ต่างคนต่างกลับมาเมืองหลวง แต่เขาก็ดูแลนางอยู่หลายครั้งหลายครา หากกล่าวว่านี่ไม่ใช่ไมตรี เช่นน นั้นว่ากันด้วยเรื่องคุณธรรมก็เพียงพอให้หลินชิงเวยยอมเสี่ยงอันตรายสักหน
นางเคยพูดไว้ เป็นไก่ป่าหรือหงส์ฟ้า ต้องรอให้ถึงที่สุดแล้วจึงจะรู้ความจริง
นางไม่ปรารถนาที่จะยืนอยู่ข้างผู้ใดทั้งสิ้น
คำพูดลอยๆ เพียงสองประโยคของเซียวจิ่น ทำให้นางหมดสิ้นทางถอย เขาเจตนาทำลายไมตรีระหว่างนางและเซียวอี้ ความรู้สึกชนิดนั้นราวกับนางถูกเซียวจิ่นหลอกใช้เสร็จแล้วก็ถูกเขาทอดทิ งอย่างไร้เยื่อใย ทว่ามันกลับไม่ได้ทำให้นางรู้สึกผิดหวังหรือไม่ยินยอมมากมายนัก ด้วยตัวหลินชิงเวยเองกระจ่างแจ้งอยู่แล้วว่าเซียวจิ่นในร่างของฮ่องเต้หนุ่มมิได้มีความทะเยอทะย ยานในตำแหน่งฮ่องเต้น้อยไปกว่าเซียวอี้แม้แต่น้อย
ดังนั้นเมื่อเซียวจิ่นผลักนางออกมาหลังจากใช้ประโยชน์แล้วอย่างไม่ตั้งใจ หลินชิงเวยจึงไม่รู้สึกยินดีหรือเป็นทุกข์เช่นกัน
นางพูดกับเซียวอี้ “ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทหารรักษาพระองค์ฟังคำสั่งจากฮ่องเต้เท่านั้น ไม่มีผู้ใดสั่งเขาได้ เรื่องนี้เซี่ยนอ๋องมิใช่รู้อยู่แล้วหรือ?”
สายตาที่เซียวอี้มองหลินชิงเวยเปลี่ยนไป เขาใช้กระบี่ในมือชี้นางและกล่าวว่า “เปิ่นหวางถามเจ้าว่าผู้บังคับบัญชาสูงสุดตายไปแล้วใช่หรือไม่?! เหตุใดเขายังอยู่ที่นี่!”
หลินชิงเวยพูดเรียบ “คนที่ตายตั้งแต่แรกนั้น เป็นเพียงคนที่สวมหน้ากากของผู้บังคับบัญชาสูงสุด ผู้ที่เดินออกจากวังหลวงไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาสูงสุดตั้งแต่แรก”
เซียวอี้เอียงคอจ้องมองหลินชิงเวยนิ่งๆ ริมฝีปากของเขาปรากฏให้เห็นรอยยิ้มเย็นเยียบ “ดังนั้น เจ้าเป็นคนของฝ่ายนั้นตั้งแต่แรก เจ้าคิดบัญชีข้าตั้งแต่แรก?”
หลินชิงเวยใคร่ครวญแล้วพยักหน้า “ดูเหมือนจะเป็นเช่นนี้”
มิน่าเล่า วันนี้เซียวจิ่นจึงต้องการจัดงานเลี้ยงของขุนนางและตำหนักในแยกออกจากกัน คิดดูแล้วก็เพื่อไม่ให้เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อราชสำนัก เซียวอี้พุ่งความสนใจให้กับแผนการใหญ่ จึงได้มองข้ามเรื่องสำคัญที่ผิดปกติไป
เซียวอี้ชูกระบี่ยาวในมือขึ้นสูงโดยพลัน เขาออกคำสั่ง “สังหารให้หมด! คืนนี้ผู้ที่สามารถเด็ดศีรษะของฮ่องเต้จะได้รับแต่งตั้งเป็นท่านโหว ได้รับเงินทองเป็นภูเขา ฆ่าให้หมด!”
ทันทีที่มีคำสั่งลงมา คืนนี้หากทำไม่สำเร็จย่อมยอมแลกด้วยชีวิต แม้ว่าทหารภายใต้การนำของเซียวอี้จะมีกำลังใจฮึกเหิม และร่างของฮ่องเต้ก็อยู่เบื้องหน้าพวกเขา ขอเพียงสามารถทำลาย ยปราการการป้องกันของทหารรักษาพระองค์แล้วเด็ดศีรษะของเขาได้ แผนการย่อมสำเร็จลุล่วง ด้วยเหตุนี้ทหารกบฏจึงเปี่ยมไปด้วยขวัญและกำลังใจ
ทั้งสองฝ่ายเปิดศึกปะทะกันในอุทยานหลวง เลือดเนื้อไหลนองท่ามกลางแสงไฟสลัว!
หลินชิงเวยมองการฆ่าฟันประหัตประหารตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา หลีเช่อพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงผิดหวังด้านหลังหลินชิงเวย “เจ้าเห็นแก่ตัวจริงๆ เพื่อให้เจ้ามีชีวิตรอดเพียงคนเดียวถึงกับทำร้าย ยชีวิตนับไม่ถ้วนเช่นนี้ หากวันนี้ต้องตายอยู่ที่นี่ก็แล้วไป ให้ถือเสียว่าข้ามองคนผิดตั้งแต่แรก!”
พูดแล้วหลีเช่อรีบวิ่งเข้าไปในป่า เขาเป็นนางกำนัลข้างกายหลินชิงเวย ไม่มีใครทำอะไรเขาอยู่แล้ว หากเขาต้องการหนีเอาชีวิตรอดในเวลานี้ย่อมหนีออกไปได้
เวลานี้เซียวอี้ฆ่าฟันจนดวงตาแดงก่ำ ทหารรักษาพระองค์ล้อมเข้ามาจากด้านหน้าและด้านหลัง สังหารทหารกบฏข้างกายเซียวอี้ไปทีละเล็กละน้อย
เสื้อเกราะทองแดงร้อยไหมทองของเซียวอี้ในเวลานี้เต็มไปคราบเลือดสดๆ เขาสังหารศัตรูทางหนึ่ง อีกทางหนึ่งเดินไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก ดวงตาเย็นชาของหลินชิงเวยไหววูบ เห็นเซียวอี้ มิได้มุ่งหน้าไปทางเซียวจิ่นแต่กลับมุ่งหน้ามาหานาง
น้ำเสียงแฝงความลนลานของเซียวจิ่นดังขึ้นท่ามกลางเสียงประหัตประหาร เขาตะโกนมาทางหลินชิงเวย “ชิงเวย! รีบมาอยู่ข้างกายเจิ้น!” น่าเสียดายที่นางไม่ขยับ
นางรู้ว่าเวลานี้เซียวอี้เคียดแค้นชิงชังนางเหลือเกิน หากนางถอยร่นหลบหนีในเวลานี้คาดว่าคงจะทำให้เขาตายตาไม่หลับกระมัง
เซียวอี้ฝ่าวงล้อมออกมาได้ในชั่วพริบตา เขาอยู่ห่างจากหลินชิงเวยไม่ถึงฉื่อ ยามนี้ภายในอุทยานมีกองกำลังใหม่เสริมเข้ามา
หลินชิงเวยช้อนตาขึ้นมองไปเห็นเซียวเยี่ยนนำกองกำลังทหารรักษาพระองค์มาหน่วยหนึ่ง กำลังสังหารเข้ามาทางนี้ หลินชิงเวยคิดในใจว่าเขาน่าจะเตรียมการป้องกันแต่เนิ่นๆ แล้ว ภายใต้อา าภรณ์สีม่วงหม่นนั้น กระบี่ในมือรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด เขาสังหารคนมาตลอดทาง ดวงตาเรียวหงส์อันเย็นชาคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยรังสีสังหารเย็นเยียบ ดวงตาคู่นั้นเคยขโมยหัวใจของนาง ไป นางเคยเป็นเช่นแสงจันทร์ที่พาดผ่านในดวงตาของเขา พวกเขาเคยดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดอย่างบ้าคลั่ง
ยามนี้เมื่อคิดขึ้นมา หัวใจของนางด้านชาไปนานแล้ว ทว่ายังคงรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดราวกับหัวใจจะแตกสลายอยู่บ้าง
มีเซียวเยี่ยนและกองทหารรักษาพระองค์คุ้มครองเซียวจิ่น คืนนี้เซียวอี้ต้องล้มเหลวแน่แล้ว และเขาไม่อาจหนีเอาตัวรอดไปได้แน่นอน
เมื่อเซียวเยี่ยนมาถึงที่นี่ในวินาทีแรก เขาช้อนตาขึ้นมองหาหลินชิงเวย แม้ว่านางจะตัวเล็กบอบบาง ยืนอยู่ภายใต้ความมืดของราตรีอย่างไร้สุ้มเสียง ยากที่จะพบเห็นได้
แต่เขายังคงมองเห็นนาง และจับจ้องสายตาของหลินชิงเวยเอาไว้
อยู่ห่างออกไปไกลถึงเพียงนั้น ราวกับถูกคั่นเอาด้วยความเป็นความตายมากมาย ความรู้สึกในดวงตาของเขาราวกับสายฝนท่ามกลางคลื่นลมพายุที่ซัดกระหน่ำ ทั้งเดือดดาล ทั้งบ้าคลั่ง
ความสามารถของคนเรามีมากมายเพียงใด ตนเองยากที่จะรู้ได้ มีเพียงเมื่ออยู่ในวินาทีของความเป็นความตาย เมื่ออยู่ต่อหน้าอันตรายอย่างที่สุดจึงจะพบว่ามีพลังมากเพียงไหน
ความสามารถของเซียวเยี่ยนถูกสติและเหตุผลของเขากดเอาไว้ตลอดเวลา แต่วินาทีที่เขามองเห็นหลินชิงเวย สติและเหตุผลมากมายที่สะสมมาเนิ่นนานราวกับแทบจะสั่นคลอนไม่มีชิ้นดี เขาพยายาม มก้าวขึ้นมาข้างหน้า สังหารคนราวกับผักปลา มีเพียงการใช้เวลารวดเร็วที่สุดเข้าใกล้หลินชิงเวย เขาจะต้องคว้าตัวหลินชิงเวยให้ได้ก่อนหน้าเซียวอี้ เพื่อพานางไปยังสถานที่ปลอดภัย
นั่นคือความเอาใจใส่ใช่หรือไม่?
เซียวเยี่ยนไม่มีเวลายอมรับกับตัวเอง นั่นคือความเอาใจใส่ เขาถึงกับรู้สึกหวาดกลัวว่าหลินชิงเวยจะได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยจากการต่อสู้แย่งชิงอันวุ่นวายในครั้งนี้ เขาหวาดกลัวจน สั่นสะท้านเล็กน้อย กระบี่ในมือของเขาจึงคมปลาบยิ่งขึ้นไปอีก