ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 14 บทที่ 398 ด้วยลักษณาการเช่นนี้
เหตุการณ์ระเบิดครั้งนั้นแม้จะถูกต้นไม้ที่ล้มลงมาทับเอาไว้จึงไม่ได้ระเบิดทั้งหมด แต่ก็ทำให้พื้นดินสะเทือนต้นไม้หักโค่นหลายต้น ควันไฟและกลิ่นของมันหนาแน่นราวกับม่านหมอก ทำใ ให้ผู้คนสำลัก ส่งผลให้ภาพเบื้องหน้ากลายเป็นความพร่าเลือน
เซียวเยี่ยนวิ่งเข้าไปในกองไฟโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด ทางหนึ่งร้องเรียกชื่อของหลินชิงเวย อีกทางหนึ่งตามหานางไปทุกแห่งอย่างไร้จุดหมาย
เขาเป็นคนพูดไม่เก่ง แสดงออกไม่เป็น เขาไม่รู้ว่าควรพูดอะไรจึงจะทำให้หัวใจของหลินชิงเวยรับรู้ ต่อให้เป็นความอาลัยอาวรณ์เพียงเล็กน้อยก็ตาม เขาได้แต่ร้องเรียกชื่อของหลินชิงเวย ยครั้งแล้วครั้งเล่า จากนั้นพลิกศพที่ถูกเปลวไฟเผาจนไหม้เกรียมนั้นขึ้นมาดูอีกครั้ง
ลำพังเพียงแค่เสียงเรียกชื่อนั้นก็รับรู้ได้ว่าชื่อนี้มีความสำคัญต่อเขามากเพียงใด เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นจากลำคอเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานและปวดร้าวที่มิอาจสลายไปได้
ในชีวิตของคนเราจะมีสักคนที่เราเคยคิดว่าไม่มีความสำคัญต่อชีวิตของเรา กระทั่งเมื่อต้องสูญเสียไปอย่างไม่มีทางได้คืนมา สุดท้ายจึงตื่นขึ้นจากความฝัน…ความสำคัญของนาง
ที่จริงเขาเองเคยใส่ใจนางมาก่อน
เปลวเพลิงนี้เผาไหม้อุทยานหลวงเป็นเวลาหนึ่งคืนเต็มๆ จนเมื่อท้องฟ้าใกล้จะสว่าง จึงเหลือเพียงกำแพงซากปรักหักพังและร่องรอยสีดำเป็นปื้นใหญ่
กองทหารรักษาพระองค์ไม่ได้หยุดพักตลอดทั้งคืน เพื่อตามหาสตรีนางหนึ่ง พวกเขาทำการค้นหาอุทยานหลวงไม่ให้เล็ดลอดสายตาแม้แต่ชุ่นเดียว กระทั่งแทบจะพลิกคว่ำอุทยานหลวงแล้ว
หลังจากเซียวเยี่ยนวิ่งเข้าไปในป่าด้านหลังที่กำลังถูกกองเพลิงแผดเผาก็ไม่ได้ออกมาอีกเลย
ฟ้าสว่างแล้ว
ณ เส้นขอบฟ้าปรากฏให้เห็นแสงสีส้มและท้องฟ้ากรีดเป็นสีขาวของท้องปลา
อาจเป็นเพราะเปลวเพลิงดับมอดลงอย่างช้าๆ ตลอดทั้งคืนจึงทำให้รู้สึกถึงความหนาวเหน็บ ดูเหมือนร่างของเซียวจิ่นถูกแช่แข็งด้วยความหนาวเย็น จึงมิได้คลุ้มคลั่งเช่นเซียวเยี่ยน เขาเห็ นเซียวเยี่ยนแตกต่างจากความเย็นชาในยามปกติโดยสิ้นเชิง เซียวเยี่ยนค้นหาเงาร่างของหลินชิงเวยในอุทยานหลวงครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับเสียสติ กลับทำให้ดูแล้วน่าเวทนาอยู่บ้าง
ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทหารรักษาพระองค์กลับมายืนข้างกายเซียวจิ่น “ฝ่าบาท ตกดึกน้ำค้างแรง เรื่องที่เหลือมอบให้กระหม่อมจัดการ ฝ่าบาทเสด็จกลับตำหนักพักผ่อนก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ ”
เซียวจิ่นมองท้องฟ้าที่กำลังจะสว่างแล้วพรูลมหายใจออกมาเบาๆ เมื่อเขาขยับร่างกายของตน จึงพบว่าร่างของตนนั้นแข็งเกร็งไปทั้งตัว แค่เพียงเขาหวนคิดถึง ภาพเหตุการณ์นั้นดูเหมือ อนสลักลึกลงในหัวของเขาอย่างมิอาจลบออกไปได้
เขายากจะจินตนาการว่าสตรีเช่นหลินชิงเวยจะมีช่วงเวลาที่หมดอาลัยตายอยากในชีวิตเช่นกัน เมื่อนางตัดรอนด้วยการจากลาตลอดกาล เขาอดคิดไม่ได้ว่าตนเองปฏิบัติต่อนางโหดร้ายเกินไปใช่หร รือไม่ เขาทำเกินไปใช่หรือไม่?
น่าเสียดายที่มาพูดเรื่องเหล่านี้ในตอนนี้แล้วจะมีความหมายอันใด? เป็นนางเองที่ไม่ต้องการความรักของเขาตั้งแต่เริ่มต้น
เมื่อเซียวจิ่นยกมือขึ้นลูบหน้าอกของตน กลับพบว่าหัวใจของตนยังรู้สึกเจ็บปวดอย่างร้ายกาจ ดูเหมือนหัวใจของเขาขาดแหว่งไปส่วนหนึ่ง
ใช่แล้ว ไม่ยินยอมถอดใจแล้วอย่างไรเล่า เขายังจะทำอะไรได้อีก
ร่างแข็งเกร็งของเขาสาวเท้าเดินผ่านกองทหารรักษาพระองค์ เขาเดินผ่านร่างสั่นสะท้านที่ฟุบอยู่กับพื้นด้วยความเหน็บหนาวของสุ่ยฉ่ายชิง นางได้รับความตื่นตระหนกตกใจ น้ำตาเอ่อคลอ กระบอกตาของนางแล้วไหลลงมาไม่ขาดสาย ทำให้ใบหน้าของนางดูแล้วยิ่งอ่อนแอเปราะบาง
เมื่อรองเท้าคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยฝุ่นดิน ทว่ายังคงแยกแยะได้ว่าเป็นรองเท้าผ้าไหมลวดลายมังกรหยุดลงข้างกายนาง นางค่อยๆ มองขึ้นไปตามรองเท้าคู่นั้น สุดท้ายเงยหน้าขึ้นเห็นใบ บหน้าเย็นชาของเซียวจิ่น
สุ่ยฉ่ายชิงรีบซุกกายไปด้านหลัง
เซียวจิ่นโน้มกายลงไป ปลายนิ้วมืออันเย็นเยียบของเขาบีบคางของสุ่ยฉ่ายชิง เขาออกแรงเล็กน้อยเพื่อบังคับให้นางเงยหน้า เซียวจิ่นมองใบหน้าราวดอกหลีต้องหยาดพิรุณของนางแล้วพู ดเสียงเบาว่า “เป็นผู้ใดให้ความกล้าหาญกับเจ้า ถึงกับกล้าลอบทำร้ายชิงเวย?”
สุ่ยฉ่ายชิงสั่นสะท้านรุนแรงขึ้นอีก
นางรู้ดี ขณะที่นางผลักเซียวเยี่ยนออกนั้น นางได้ฉวยโอกาสผลักร่างของแม่ทัพซุนอีกแรงหนึ่ง ย่อมไม่อาจปิดบังสายตาของผู้อื่นไปได้ แต่เวลานั้นในใจของนางคิดเพียงต้องการให้หล ลินชิงเวยตาย ทว่านางกลับมองข้ามเรื่องที่นางต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองในภายหลัง
สุ่ยฉ่ายชิงกัดริมฝีปากไม่พูดจา ไหนเลยจะคิดว่านาทีถัดมาเสื้อคลุมของเซียวจิ่นปลิวสะบัด ฝ่ามืออันเย็นเยียบนั้นตวัดตบฉาดลงบนใบหน้าของสุ่ยฉ่ายชิงเต็มแรง เสียงฝ่ามือกระทบเนื้ อนั้นดังก้องกังวาน ทำให้รุ่งอรุณที่กำลังจะมาเยือนสงบเงียบยิ่งขึ้นไปอีก
เขาไม่ปฏิบัติต่อสุ่ยฉ่ายชิงเฉกเช่นบุรุษที่รักหยกถนอมบุปผา ดังนั้นเขาใช้กำลังเต็มที่ ใบหน้าครึ่งหนึ่งของสุ่ยฉ่ายชิงบวมเป่งขึ้นมาทันที ใบหน้าของนางปรากฏให้เห็นรอยนิ้วมือทั้ง ห้าอย่างชัดเจน
เซียวจิ่นมองนางด้วยสายตาพินิจพิจารณา “หญิงงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงในปีนั้น เจิ้นดูแล้วเป็นเพียงแค่ชื่อเสียงจอมปลอมที่เขาร่ำลือกันเท่านั้น จิตวิญญาณภายใต้ใบหน้านี้ทั้งส สกปรกและโหดเหี้ยม ภายใต้เรือนร่างนี้เต็มไปด้วยความอุบาทว์ยิ่งกว่าอสรพิษใดๆ! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจิ้นแต่งตั้งให้เจ้าเป็นหญิงอัปลักษณ์อันดับหนึ่งของเมืองหลวง” พูดแล้วก็สะบัด ปลายคางของสุ่ยฉ่ายชิงออกจากมือของตนอย่างรังเกียจ เหยียบย่ำกระโปรงของนางไปอย่างเย็นชา “รอเรื่องในวังสงบลงแล้ว ให้ขับไล่หญิงนางนี้ออกจากวัง”
เซียวเยี่ยนไม่เชื่อว่าหลินชิงเวยจะตายไปเยี่ยงนี้ เขาไม่เชื่อว่านางจะตายอยู่ในกองเพลิง แม้กระทั่งศพก็หาไม่พบ เขาไม่เชื่อว่านางจะถูกเปลวไฟแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน และเอ่ย ยลากับเขาด้วยคำพูดเช่นนั้นเพียงประโยคเดียว
นางจะต้องเกลียดชังตนเป็นแน่ ดังนั้นจึงซ่อนตัวเอาไว้ ไม่ปรารถนาให้ตนหานางพบ
เขาให้ความร่วมมือกับนางได้ ไม่ตามหานาง ขอเพียงให้เขารู้ว่านางยังมีชีวิตอยู่ก็พอ
เซียวเยี่ยนอยู่ในอุทยานหลวงติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน เขาอยู่ที่นั่นทั้งวันทั้งคืนไม่ยอมกลับ เขาทำการค้นหาตลอดเวลา ศพของเซี่ยนอ๋องเซียวอี้ถูกค้นพบและหามออกไปแล้ว แต่เขายั งหาหลินชิงเวยไม่พบ
เมื่อพระชายาและสนมในตำหนักในได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่างพากันเงียบงันราวกับได้รู้เรื่องบางอย่างจากเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้
บนโต๊ะประทินโฉมของซีเฟยมีป้ายคำสั่งวางอยู่ชิ้นหนึ่ง นางกำนัลคนสนิทเห็นนางนั่งอยู่หน้าโต๊ะประทินโฉมเป็นเวลานาน สุดท้ายซีเฟยยังคงหยิบป้ายคำสั่งเก็บเข้าไปในลิ้นชักโต๊ะประทิน นโฉมแล้วใส่กุญแจเอาไว้
นางกำนัลถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “วันนี้เหนียงเหนียงไม่นำสิ่งของไปคืนให้กับฝ่าบาทหรือเพคะ?”
ซีเฟย “ช่างเถิด วางไว้ที่นี่แหละ ให้คนทั้งหมดเข้าใจว่านางตายไปแล้ว บางทีอาจเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่งก็ได้” ขอเพียงนางรู้ว่าหลินชิงเวยยังมีชีวิตอยู่ก็พอ หากนำป้ายคำสั่ง ไปคืนฝ่าบาท ในใจของฝ่าบาทย่อมต้องคิดถึงแต่คนผู้นั้น เหตุใดต้องหาเรื่องยุ่งยากด้วย
นางกำนัลสางผมให้ซีเฟยแล้วพูดอีกว่า “บ่าวได้ยินว่า เซ่อเจิ้งอ๋องหาแม่นางหลินอยู่ในอุทยานหลวงมาเป็นเวลาหลายวันแล้วเพคะ”
ซีเฟย “ให้เซ่อเจิ้งอ๋องตามหาต่อไปเถิด เขาหาอย่างไรก็ไม่มีวันหาพบหรอก คนบางคนเมื่อมีอยู่กลับมองไม่เห็น พอนางไม่อยู่แล้วจึงรู้สึกลนลาน”
คาดว่าระหว่างพวกเขาคงเป็นได้เพียงเท่านี้
ในที่สุดเซียวเยี่ยนก็หาหลินชิงเวยไม่พบ รูปร่างสูงใหญ่ของเขา สติและเหตุผลหนักแน่นประดุจขุนเขา ดูเหมือนค่อยๆ อันตรธานหายไปในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เขาไม่กินไม่นอนหลายวันหลายคืน ทุกๆ ตารางนิ้วของอุทยานหลวงและวังหลวงล้วนถูกเขาค้นหา ต่อให้ร่างของเขาตีด้วยเหล็กก็ยากที่จะไม่เหน็ดเหนื่อย
อาภรณ์บนร่างของเขายังคงเป็นอาภรณ์สีม่วงที่สวมในคืนนั้น บนอาภรณ์มีร่องรอยจางๆ เข้มๆ มากมาย รอยเลือดที่ถูกลมพัดจนแห้ง รอยยับย่นบนชายอาภรณ์ คราบสกปรกเลอะเทอะ เขาไม่มีเวล ลาแม้แต่จะผลัดเปลี่ยนอาภรณ์
กระทั่งต่อมาเซียวจิ่นพูดกับเขาว่า “เสด็จอา หักห้ามใจเถิด เห็นเสด็จอาตามหานางอย่างคลุ้มคลั่งเช่นนี้ คิดดูแล้ววิญญาณของนางที่อยู่ในปรโลกล่วงรู้เข้าย่อมทำให้นางสงบใจลงได้ บ้าง”