ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 14 บทที่ 400 หากเลือกใหม่ได้อีกครั้ง
บัดนี้กรรมตามสนองนางแล้วหรือ?
สุ่ยฉ่ายชิงเห็นเขาจะเดินจากไป นางโผร่างเข้าไปจับชายอาภรณ์เขาโดยไม่หยุดคิด “อย่าไป ทุกอย่างที่ข้าทำล้วนทำเพื่อท่าน!”
“เพื่อเปิ่นหวาง” เท้าของเซียวเยี่ยนหยุดกึก “เจ้าเพียงแต่ทำเพื่อตัวเจ้าเอง” เรื่องทุกเรื่องที่นางก่อขึ้นหลังจากเข้าวังมา เซียวเยี่ยนมิใช่คนเลอะเลือน เขาได้แต่เลือกที่จะเชื่อนาง
สุ่ยฉ่ายชิงร่ำไห้ด้วยความเจ็บปวด “เยี่ยน ข้าผิดไปแล้ว…ข้ารู้ตัวว่าผิดแล้ว ต่อไปข้าจะไม่ทำเช่นนั้นอีก ท่านให้อภัยข้าได้หรือไม่?”
เซียวเยี่ยนถามนาง “ให้อภัยแล้วจะทำให้นางกลับมามีชีวิตอีกได้หรือไม่? หากได้ เช่นนั้นเปิ่นหวางย่อมอภัยให้เจ้า” หยดน้ำตาบนใบหน้างามพิลาสของนางหยุดไหล เซียวเยี่ยนดึงมือของนางออกแล้วเดินจากไปทีละก้าวๆ เขาพูดเรียบๆ “หากสามารถเลือกใหม่ได้อีกครั้ง การรักษาคำสัญญาอันใด เปิ่นหวางยินดีเป็นคนต่ำช้าไร้คุณธรรมที่เจ้าเอ่ยถึง” เขาไม่ลังเลใจอีกแล้ว เขาจะปกป้องหลินชิงเวยเฉกเช่นที่หลินชิงเวยที่ปกป้องเขาโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด
เพียงแต่ยามนี้ดูแล้ว เขาไม่มีโอกาสทำเช่นนั้นอีกแล้ว มันได้กลายเป็นเรื่องน่าเสียดายที่สุดในชีวิตของเขาในชาตินี้
หลังจากเซียวเยี่ยนออกไป เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างเห็นท่าทีของเซียวเยี่ยนอย่างชัดเจน ต่อมาจึงให้คนลากตัวสุ่ยฉ่ายชิงออกไปจากวัง
ส่วนเรื่องข้างนอกวังจะเป็นอย่างไรนั้น นั่นเป็นเรื่องของนาง อย่างไรพระราชโองการสั่งว่าให้ขับนางออกจากวังก็สิ้นเรื่องสิ้นราวแล้ว
เสี่ยวฉีเตรียมการอยู่นอกวัง เขารับตัวสุ่ยฉ่ายชิงเข้ามาพำนักในจวนอ๋องหลังใหม่ ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้น นางไม่เคยได้พบหน้าเซียวเยี่ยนอีกเลย
หิมะที่ตกหนักและยาวนานหลายวันหยุดลง ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความเงียบสงบ
แสงแดดฉายออกมาแล้ว ความอบอุ่นของแสงแดดละลายหิมะที่รวมตัวกันก้อนให้กลายเป็นน้ำแล้วไหลลงมาตามกระเบื้องสีดำบนชายคาเรือน หยดลงมาดังติ๋งๆ สภาพอากาศค่อยๆ อบอุ่นขึ้น ดอกอิ๋งชุน [1] ที่ขึ้นอยู่ตามสองข้างคูเมืองเริ่มออกดอกตูมให้เห็น
สายลมฤดูใบไม้ผลิพัดเข้าสู่บ้านเรือนนับหมื่น
พิธีศพในตำหนักฉางเหยี่ยนเสร็จสิ้นลงแล้ว แม้โลงศพของหลินชิงเวยจะไม่มีศพแต่กลับมีอาภรณ์ที่นางเคยสวมใส่ชุดหนึ่ง เป็นอาภรณ์สีเขียวอ่อนดูคล้ายต้นหลิ่วที่ผลิใบอ่อนสีเขียวในฤดูใบไม้ผลิ ชายกระโปรงของนางปลิวพลิ้วเมื่อเดินผ่านต้นหลิ่ว สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพัดจอนผมและผมหน้าม้าของนางปลิวสะบัด ริมฝีปากของนางมักจะมีรอยยิ้มมั่นใจและร้ายกาจนิดๆ อยู่เสมอ งดงามมีเสน่ห์จนคนยากจะลืม
การมีตัวตนของนางเป็นเช่นกระโปรงในโลงศพนั้น เคยมีชีวิตชีวามาก่อน
เมื่อถึงพิธีออกศพ ด้วยหลินชิงเวยมิใช่พระชายาของตำหนักในแล้ว หากฝังโลงศพในสุสานหลวงของราชนิกุลย่อมเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล แม้ว่าเซียวจิ่นจะชิงชังเหลือเกินที่มิอาจใช้พิธีการและขบวนยิ่งใหญ่ที่สุดในการฝังนาง
นางมีความดีความชอบจากการถวายอารักขา เซียวจิ่นแต่งตั้งยศศักดิ์ที่มีเกียรติอันสูงสุด ครอบครัวสกุลหลินได้รับพระราชทานรางวัลมากมาย อัครมหาเสนาบดีหลินสูญเสียบุตรสาวไป อีกทั้งไม่มีจ้าวซื่อและหลินเสวี่ยหรงอยู่ข้างกาย ทำให้เขาดูแก่ชราลงไปมากทีเดียว
วันที่โลงศพของหลินชิงเวยเคลื่อนขบวนออกไป แม้อัครมหาเสนาบดีหลินจะเหน็ดเหนื่อยและอิดโรยยิ่ง ทว่าเขายังคงมาหน้าประตูวังหลวงเพื่อรับโลงและป้ายวิญญาณของหลินชิงเวยกลับบ้าน โลงศพถูกฝังลงในสุสานครอบครัวของสกุลหลิน ป้ายวิญญาณของนางถูกวางไว้ในศาลบรรพชนของสกุลหลิน
อัครมหาเสนาบดีหลินย้อนคิดถึงหลายปีก่อนที่เขาอยู่ร่วมกับหลินชิงเวย บุตรสาวคนนี้ บัดนี้ได้แต่ทอดถอนใจ เขาคิดว่าหลินชิงเวยมีนิสัยขี้กลัวและอ่อนแอ เมื่อเปรียบเทียบกับหลินเสวี่ยหรงแล้ว เขาชมชอบหลินเสวี่ยหรงที่มีความฉลาดเฉลียวว่องไวมากกว่า ดังนั้นหลายปีมานี้เขาจึงลำเอียงให้ความรักต่อหลินเสวี่ยหรงและมองข้ามหลินชิงเวย ต่อมาเขายอมให้หลินเสวี่ยหรงใช้แผนการสลับตัวให้หลินชิงเวยแต่งเข้าวังหลวงแทนตนเอง หลังจากเข้าวังแล้ว เมื่อกลับมายังครอบครัวเดิม หลินชิงเวยกลับเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคน นี่คงจะเป็นกรรมตามทันเขาแล้วเช่นกัน ชั่วพริบตาเดียวไม่มีหลานสาว บุตรสาวแท้ๆ ของตนก็ไม่มีเช่นกัน ตนเองเหลือเพียงตัวคนเดียวต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ต่อมาอัครมหาเสนาบดีหลินยื่นหนังสือลาออกต่อราชสำนัก ลาออกจากตำแหน่งขุนนางในราชสำนักกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ในเรือน
เรื่องที่เซี่ยนอ๋องก่อกบฏ ในอดีตอัครมหาเสนาบดีหลินไปมาหาสู่กับเซี่ยนอ๋องอยู่บ้าง ย่อมต้องยืนอยู่ข้างเซี่ยนอ๋อง มาบัดนี้เซี่ยนอ๋องก่อกบฏไม่สำเร็จ เขากลับมิได้เดือดร้อนไปด้วย ตนเองย่อมรู้ดีว่านี่เป็นเพราะฮ่องเต้เห็นแก่หน้าหลินชิงเวย จึงมิได้ติดใจเอาความกับเขา หากเขายังไม่เสนอตัวลาออกอีก ได้แต่กลัวว่าวันหน้าคงมิอาจคาดเดาได้เช่นกัน
ฮ่องเต้ทรงประทานอนุญาตและเลือกอัครมหาเสนาบดีคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง ย่อมต้องเป็นคนที่ฮ่องเต้ไว้เนื้อเชื่อใจได้
เมื่อถึงเดือนสอง สายลมอันเหน็บหนาวของฤดูใบไม้ผลิค่อยๆ ผ่านไป แสงแดดข้างนอกสว่างไสวเจิดจ้า ต้นไม้แตกหน่อผลิใบอ่อนทั่วทั้งลานเรือน กลิ่นหอมสดชื่นของต้นไม้ใบหญ้าอบอวลไปทั่วชั้นบรรยากาศ ยังมีเสียงนกร้องขับขานจุ๊บจิ๊บๆ อยู่บนกรอบหน้าต่างไม่หยุด บางครั้งจะมีนกสีเทาตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งที่บินมาเกาะอยู่บนกรอบหน้าต่าง กิ่งไม้ที่อยู่ด้านหลังมันสั่นไหว มันหันหัวกลับไปมองรอบๆ อย่างว่องไว จากนั้นส่งเสียงร้องกรู๊ๆๆ พร้อมกับจิกกรอบหน้าต่าง
เหตุใดฟังแล้วดูคล้ายกับมีคนกำลังเคาะประตูหน้าต่างอยู่นะ
เวลานี้เสียง “ซี๊ดๆๆ” ดังขึ้น หางของชิงหลันตกลงมาจากมุมกำแพงและเลื้อยออกมา มันเลื้อยมาตามกำแพงและไม่หยุดส่งเสียงสื่อสาร ดูเหมือนนกตัวเล็กบนกรอบหน้าต่างรับรู้ได้ถึงอันตรายแล้ว มันส่งเสียงดังรบกวนเกินไปแล้วนะ ต้องเงียบสงบสักหน่อย
งูเลื้อยไปบนกรอบหน้าต่างเช่นกัน มันอ้าปากราวกับจะกัดนกตัวเล็กนั้น นกตัวเล็กนั้นนับได้ว่ามีปฏิกิริยาว่องไว มันกางปีกบินขึ้นไปบนกิ่งไม้ข้างบนในชั่วพริบตา มันเป็นนกตัวเล็กที่กล้าหาญตัวหนึ่ง มันหันกลับมามองงูตัวเล็กบนกรอบหน้าต่างพร้อมกับส่งเสียงร้องกรู๊ๆ หลายครั้ง
งูตัวเล็กคิดจะกัดมันอีกครั้ง มันหันหน้ามาอย่างตกใจพร้อมกับบินหนีไป
งูตัวเล็กรออยู่กรอบหน้าต่างเนิ่นนาน เมื่อไม่เห็นนกตัวเล็กตัวใดที่กล้ามาจิกกรอบหน้าต่างดังกุกๆๆ อย่างไม่รู้ดีชั่วอีก จึงเลื้อยเข้าไปในพงหญ้าอย่างไร้ร่องรอย
เวลานี้สาวใช้หน้าตางดงาม มือเท้าคล่องแคล่วประคองยาที่เพิ่งต้มเสร็จเข้ามาถ้วยหนึ่ง นางรีบเดินเข้าไปในเรือน หลังจากเข้าไปแล้ว นางกลับออกมาอย่างรวดเร็ว
แสงไฟภายในห้องอบอุ่นอย่างยิ่ง บนโต๊ะข้างหน้าต่างมีกระถางกำยานอยู่ตัวหนึ่ง มันกำลังส่งกลิ่นหอมของไม้กฤษณาออกมาทั่วบริเวณ
เพดานผ้าห้อยลงมา หลินชิงเวยนอนหลับอยู่อย่างสงบบนเตียง นางสวมเสื้อตัวในสีขาวราวกับหิมะ นอนอยู่ในผ้าห่ม เห็นเพียงปกคอเสื้อสีขาวบนลำคอที่โผล่ออกมา
นางนอนอยู่บนหมอนผ้าไหมสีเขียว ใบหน้าของนางไม่เจอแสงแดดมาสองเดือนจึงขาวราวกับหิมะและดูโปร่งแสงอยู่บ้าง ดูคล้ายเครื่องกระเบื้องเคลือบชั้นดีที่ออกแรงแตะเพียงเล็กน้อยก็จะแตกสลาย
นาทีนี้นางนอนหลับสนิทอยู่อย่างสงบ ขนตายาวงอนหนานั้นไม่เคยกะพริบแม้สักครั้ง นางเผยด้านเงียบสงบให้เห็นคล้ายกับนางหลับตาลงนอนไปตื่นหนึ่ง ทว่ากลับไม่รู้ว่าจะตื่นขึ้นมาเมื่อใด
หลังจากซินหรูนำยามาส่งแล้วก็นั่งรออยู่บนบันไดนอกเรือนเล่นกับอาหวงของตนครู่หนึ่งแล้วปล่อยอาหวงไปเล่นกับชิงหลัน งูสองตัวนั้นเลื้อยขึ้นไปเฝ้าอยู่บนกรอบหน้าต่างอย่างพร้อมเพรียงกัน พวกมันไม่อนุญาตให้นกตัวเล็กๆ ตัวใดมาก่อเรื่องด้วยการเคาะกรอบหน้าต่าง เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคนที่อยู่ด้านใน
ยามนี้บนปกคอเสื้อด้านหน้าของหลินชิงเวยมีผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่ง บุรุษผู้หนึ่งในชุดสีขาวสีเงินยวงนั่งอยู่ริมเตียงของนาง ลวดลายที่ปักบนเสื้อคลุมผ้าไหมนั้นสูงศักดิ์หาใดเปรียบ บุรุษที่อบอุ่นราวกับเนื้อหยกนี้มิใช่เซียวจิ่นแล้วจะเป็นใคร
มือของเขาถือถ้วยยาค่อยๆ ใช้ช้อนตักยาขึ้นมาเป่าเบาๆ แล้ววางลงบนริมฝีปากเพื่อวัดอุณหภูมิครู่หนึ่ง รอจนไม่ร้อนแล้วจึงค่อยป้อนใส่ปากหลินชิงเวย
——————
[1] ดอกอิ๋งชุน คือดอกมะลิเหมันต์ มีลักษณะเป็นพุ่มสีเหลืองๆ แปลว่าดอกไม้ต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ เพราะดอกไม้ชนิดนี้บานเป็นชนิดแรกที่ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน