ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 14 บทที่ 407 มองพลาดได้อย่างไร
หลีเช่อ “เจ้าช่างใจกว้างเหลือเกิน เจ้ารู้หรือไม่ หากมิใช่เป็นเพราะข้า…เจ้าเกือบจะกลับมาไม่ได้แล้ว” เขาสะบัดผมของตนเอง “ข้าเป็นคนทำระเบิดเหล่านั้นเอง เปลวเพลิงนั้นข้าก็เป็ นคนก่อขึ้น แต่ข้าไม่คิดมาก่อนว่าเจ้าจะตายในกองไฟ…”
“หลีเช่อ” หลินชิงเวยพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไม่เป็นไรจริงๆ เจ้าไม่ต้องรู้สึกผิด”
หลีเช่อมองนาง แสงจันทร์สะท้อนในดวงตาของเขา งดงามหาอันใดเปรียบ ไฝน้ำตาบริเวณหางตานั้นดูเปล่งประกาย เขาประคองใบหน้าของนาง ปลายนิ้วของเขาแตะลงบนใบหน้าของนางเบาๆ “แต่ใบ บหน้าของเจ้า…”
หลินชิงเวยปลอบโยนเขา “ใบหน้านี้ก็ไม่เป็นไร เป็นเพียงผิวหนังชั้นนอกเท่านั้น อีกทั้งเจ้าไม่เชื่อวิชาแพทย์ของข้าอีกหรือ? ตัวข้าเองรักษาตัวเองได้ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
“จริงหรือ?”
“อืม”
หลีเช่อร้องฮึ ตวัดสายตามองค้อน “ก็ได้ เป็นข้าที่คิดมากเกินไป ในเมื่อเจ้ารักษาใบหน้าของตนเองให้หายดีได้ เช่นนั้นข้าวางใจแล้ว ข้ายังคิดจะบอกว่าหากใบหน้าของเจ้ารักษาไม่หา าย ข้าจะรับผิดชอบเจ้าเอง”
หลินชิงเวย “…”
หลีเช่อลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วค่อยๆ โอบหลินชิงเวยเข้ามาในอ้อมกอดเบาๆ “ในฐานะของสหาย กอดเพื่อปลอบโยนสักหน่อยคงไม่เป็นไรกระมัง?”
หลินชิงเวยกระตุกมุมปากพูดว่า “ไม่เป็นไร”
ดังนั้นหลีเช่อจึงกอดนางและลูบเส้นผมนุ่มสลวยของนาง ใบหน้าด้านข้างของเขาแนบลงกับแอ่งกระดูกสะบักของหลินชิงเวย ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ ตัวเขาเองรู้สึกสับ บสน เขาพูดงึมงำ “ข้าเป็นคนไร้กรอบไร้กฎเกณฑ์มานานแล้ว ไม่ค่อยจะรับผิดชอบผู้อื่น หากข้ารับผิดชอบเจ้าจริงๆ เจ้าจะพิจารณาสักหน่อยหรือไม่?”
หลินชิงเวยกอดตอบและตบไหล่เขาพร้อมกับพูดกลั้วหัวเราะ “ไม่ต้องจริงๆ”
“อ้อ…” หลีเช่อแสร้งทำท่าทางโล่งอก “เช่นนั้นข้าก็วางใจแล้ว” เขาถามอีก “เช่นนั้นพวกเรายังเป็นสหายที่ดีต่อกันใช่หรือไม่?”
หลินชิงเวย “แน่นอน”
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง หลีเช่อจึงคลายอ้อมกอดอย่างหักใจไม่ได้ “เปิดใจพูดกันแล้ว ข้ารู้สึกดีขึ้นมาก เวลาไม่เช้าแล้ว ข้าจะนั่งชมแสงจันทร์ที่นี่อีกครู่หนึ่ง เจ้ากลับไปนอนเถิด”
หลินชิงเวยลุกขึ้น “เจ้าควรกลับไปพักผ่อนเช่นกัน”
หลีเช่อมองออกไปไกล “วางใจเถิด”
หลินชิงเวยหลุบตาลงมองเงาร่างของเขา ริมฝีปากของนางพลันโค้งขึ้นพร้อมกับยกเท้าขึ้นถีบลงไปกลางแผ่นหลังของหลีเช่อ
ต๋อมมม
ฟองอากาศบนผิวน้ำกระจายขึ้นมา กลิ้งไปมาบนใบบัว
หลีเช่อไม่ได้ป้องกันแม้แต่น้อยจึงตกลงไปในน้ำทันที เขาเปียกไปทั้งตัวไม่ว่า แต่ร่างของเขายังเต็มไปด้วยดินโคลน เขาจึงลุกขึ้นด่าอย่างไม่สบอารมณ์ “ให้ตายสิ! หอกในที่แจ้งหลบหลีก กง่าย ธนูในที่ลับยากจะป้องกันจริงๆ!”
หลินชิงเวยดึงขาที่ค้างอยู่กลางอากาศกลับมา ตวัดสายตามองหลีเช่อที่กลายเป็นมนุษย์โคลน “คิดจริงๆ หรือว่าข้าเป็นคนใจกว้างมากเมตตา? นี่ เจ้ามองพลาดจริงๆ กระมัง”
หลีเช่อพูดทั้งใบหน้าเปรอะเปื้อนด้วยโคลน “ทั้งๆ ที่เจ้าพูดเองว่าไม่ต้องกังวล บอกว่าไม่เป็นไร! เจ้าเป็นสตรีกลับกลอก!”
หลินชิงเวยพูดอย่างอารมณ์ดี “ข้าพูด แต่นี่มันเกี่ยวอะไรกับที่ข้าถีบเจ้าลงไปในน้ำเล่า? ครั้งนี้ให้แล้วไปเถิด ครั้งหน้าหากเจ้ายังกล้าปิดบังข้าอีก ข้าจะถอดกางเกงของเจ้าแล้ วส่งเจ้าไปหอโคมเขียว เชื่อหรือไม่?” พูดแล้วหลินชิงเวยกระชับเสื้อคลุมของหลีเช่อบนร่างของนาง เดินออกไปด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
หากด้วยวิธีการเช่นนี้ ทำให้หลีเช่อไม่รู้สึกผิดในใจอีก จะถีบเขาอีกหลายๆ ครั้งก็ไม่เป็นไร
หลีเช่อที่อยู่ด้านหลังยังคงตะกุยตะกายฝ่ามือราวกับก้ามปูและโวยวายไม่หยุด “มารดาเถอะ ข้าเกือบจะคิดว่าพวกเรากลับมาดีกันเหมือนเดิมอย่างราบรื่น! สตรีล้วนเป็นจอมหลอกลวง!”
“เจ้ารู้ก็ดี ครั้งหน้าระวังตัวหน่อย” รอยยิ้มบนใบหน้าของหลินชิงเวยกดลึกขึ้น ร่างบอบบางค่อยๆ เดินห่างออกไป สุดท้ายหายลับเข้าไปในเรือน
หลินชิงเวยและซินหรูพักอยู่ในโรงเตี๊ยมน้ำพุร้อนสองวันแล้วจึงออกเดินทางต่อ
เซียวอี้เห็นนางตัดสินใจเด็ดขาดแล้วจึงไม่รั้งนางเอาไว้อีก วันนั้นเซียวอี้ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย เวลานี้รักษาตัวอยู่ที่นี่เป็นเวลากว่าสองเดือน มาบัดนี้ร่างกายฟื้นฟูได้พอสมควรแล้ ว ยามฟ้าสางเซียวอี้มาส่งหลินชิงเวยและซินหรูออกไปด้วยตนเอง
เมื่อเดินมาถึงประตูหลินชิงเวยพูดขึ้นว่า “ส่งแค่นี้เถิด ข้าจดจำทางออกได้ ท่านไม่ต้องส่งแล้ว”
เซียวอี้มองเงาร่างด้านหลังของนาง “เวยเวย หวังว่าต่อไปพวกเราจะมีโอกาสพบหน้ากันอีก”
หลินชิงเวยตอบโดยไม่หันกลับมา “ข้าหวังว่าพวกเราจะไม่พบกันอีก”
เซียวอี้ไม่ได้ออกมาส่งพวกเขาไกลนัก หลีเช่อกลับออกมาส่งคนทั้งสองจนถึงเส้นทางหลวง
หลีเช่อมองหลินชิงเวยที่นั่งอยู่บนรถม้าอย่างสบายใจจึงอดถามไม่ได้ว่า “การเดินทางครั้งนี้ เจ้ามีสถานที่ที่อยากไปเป็นพิเศษหรือไม่? คิดจะทำอะไรต่อไป?”
หลินชิงเวย “เดินทางไปถึงที่ไหนก็ที่นั่น เจ้าเล่า?”
หลินชิงเวยหนุนแขนทั้งสองข้างของตนแล้วยกขาขึ้นไขว่ห้าง “ข้ายังไม่มีแผนการอะไรในเวลานี้ แต่ข้าคิดว่าเวลานี้สมควรออกมาเปิดหูเปิดตากับโลกภายนอกแล้ว”
“ไม่กลับเมืองหลวงแล้ว?”
“ให้ข้ากลับไปในตอนนี้ ข้าต้องไม่เคยชินเป็นแน่”
หลินชิงเวยไม่พูดอะไรอีก เมื่อกำลังจะถึงเส้นทางหลวง เบื้องหน้าคือพื้นกระเบื้องสีดำ นางจึงเอ่ยขึ้นว่า “เตือนเจ้าสักประโยค เมื่อเอาชีวิตรอดจากความตายมาได้ อย่าได้ร่วมมือกับเซี ยวอี้อีก หาไม่แล้วครั้งต่อไปเจ้าอาจไม่โชคดีเช่นนี้แล้ว”
หลีเช่อ “เรื่องเหล่านี้ข้ากระจ่างแจ้งกว่าเจ้า ข้าย่อมไม่นำชีวิตของตนทำเป็นเรื่องล้อเล่น ดังนั้นเจ้าวางใจเถิด” มาถึงถนนหลวง หลีเช่อกระโดดลงจากรถม้า ยืนอยู่ด้านข้างรถม้า เขา าเคาะหน้าต่างของรถ
หลินชิงเวยเลิกผ้าม่านหน้าต่างขึ้น แสงแดดสะท้อนเข้าไปในแววตาของหลีเช่อ เขาหรี่ตาลงอาภรณ์สีแดงปลิวสะบัดงดงามราวกับนางฟ้า เขาโบกมือให้หลินชิงเวย “ระหว่างเดินทางระมัดระวังตัว วให้มาก”
หลินชิงเวยหัวเราะ “รู้แล้ว”
รถม้าค่อยๆ ขยับ หลีเช่อพูดขึ้นอีกว่า “นี่ ต่อไปหากข้าไปยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับเจ้า เจ้าจะรับผิดชอบเรื่องกินเรื่องอยู่อาศัยของข้าหรือไม่?”
หลินชิงเวย “แน่นอน”
หลีเช่อยิ้มกว้าง เขายืนอยู่ท่ามกลางสายลม อาภรณ์สีแดงบนร่างสะบัดพลิ้ว เขาโบกมือพร้อมกับพูดว่า “เช่นนั้นข้าวางใจแล้ว เดินทางปลอดภัย”
กระทั่งออกเดินทางไปไกล เทือกเขาด้านหลังอยู่ห่างออกไปนับสิบลี้ กลายเป็นภาพเลือนราง เมื่อซินหรูฟุบร่างกับหน้าต่างมองออกไปข้างนอก นางยังมองเห็นจุดสีแดงที่ยืนอยู่ข้างล่างตีนเ เขา ดูคล้ายดอกไห่ถังกำลังบานดอกหนึ่ง นางพลันรู้สึกว่าตนเองไม่รู้สึกรังเกียจหลีเช่อที่เป็นบุรุษสวมอาภรณ์สีแดงแล้วงดงามกว่าสตรีเหมือนเมื่อแรกพบแล้ว
ซินหรูพูดกับหลินชิงเวย “พี่สาว ดูเหมือนเขาจะอาลัยอาวรณ์พี่สาวมากนะเจ้าคะ เขายืนอยู่ที่นั่นนานมาก”
หลินชิงเวยหลับตาพักผ่อน เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงเลิกคิ้ว “เจ้ามิใช่ไม่ชอบเขาหรอกหรือ ไฉนจึงดูเหมือนใจอ่อนเสียแล้ว?”
ซินหรู “ที่จริงข้าไม่ชอบเขาเจ้าค่ะ แต่เห็นเขาหักใจไม่ได้ เมื่อคิดได้ว่ามีคนระลึกถึงพี่สาว ข้าจึงไม่ค่อยรู้สึกเหม็นหน้าเขาอีกแล้วเจ้าค่ะ”
หลินชิงเวยหัวเราะ แต่ไม่พูดอันใด
บนเส้นทางของชีวิต มีหลายครั้งล้วนต้องตัดสินใจด้วยตนเอง ตัดสินใจว่าจะเลือกเดินเส้นทางใด สถานที่ถัดไปที่จะไปถึง ผู้อื่นไม่อาจช่วยตนตัดสินใจได้ สำหรับหลีเช่อ หลังจากผ่านเรื่อง งราวในครั้งนี้ นางทำได้เพียงเตือนเขาประโยคหนึ่ง แน่นอนว่านางเคยคิดว่าหลีเช่อจะร่วมเดินทางไปกับนาง แต่สุดท้ายจะเป็นไปได้หรือไม่นั้นย่อมต้องดูวาสนา