ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 14 บทที่ 411 สมองเป็นของดี
หลินชิงเวยไม่ได้แสดงออกทางสีหน้าอันใด นางค่อยๆ สงบใจ แต่ไป๋หยี่เนี่ยนนางนั้นกลับคิดว่าตนเองแจกเงินทองกลางถนนเป็นเรื่องน่ายกย่องมากมาย ทว่าผู้คนที่ล้อมรอบอยู่ข้างกลับไม่มีใครสักคนปรบมือให้นาง มีเพียงคนกลุ่มหนึ่งที่เห็นว่าดีคือขอทานหลายคนนั้น
หลินชิงเวยลุกขึ้นยืนด้านหลังไป๋หยี่เนี่ยนและพูดว่า “เจ้าต้องการบีบบังคับให้ชาวบ้านในเมืองนี้ไปเป็นขอทานให้หมดใช่หรือไม่?”
ไป๋หยี่เนี่ยนตกตะลึง นางหันกลับมามองหลินชิงเวย “เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
รอยยิ้มร้ายกาจค่อยๆ ปรากฏขึ้นในแววตาของหลินชิงเวย นางชี้ไปที่ขอทานเหล่านั้น “พวกเขามีมือมีเท้าสมประกอบ สุขภาพแข็งแรงไม่ได้เจ็บป่วย เพียงแต่เสื้อผ้าที่สวมใส่อาจจะชำรุดมีตำหนิอยู่บ้าง ดูไปแล้วสกปรกเล็กน้อย ในมือถือถ้วยชามบิ่นๆ ใบหนึ่ง ก็ทำให้เจ้าถึงกับยอมเสียสละถึงเพียงนี้ แต่ท่านยายคนหนึ่งที่อยู่ที่นี่ อาศัยฝีมือของตนเองประดิษฐ์สิ่งของออกมาขาย นางทำงานอย่างยากลำบาก ทั้งเดือนหาเงินได้เพียงไม่กี่ร้อยอีแปะ ส่วนพวกเขาไม่ต้องออกแรงทำสิ่งใดเลยแต่กลับได้เงินมากกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว ได้มีชีวิตที่ดี นี่ก็คือการช่วยเหลือผู้อื่นของเจ้าหรือ?”
เมื่อคำพูดนี้ถูกกล่าวออกไป สีหน้าของไป๋หยี่เนี่ยนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เวลานี้นางเพิ่งจะพบว่าหญิงชราคนหนึ่งมองนางด้วยสายตาเจ็บปวด ในใจนางรู้สึกย่ำแย่เหลือทน
ริมฝีปากของหลินชิงเวยปรากฏให้เห็นรอยยิ้ม นางถามขึ้นอีกว่า “เจ้าบอกว่าพวกเขาน่าสงสาร นับตั้งแต่คนต่างเมืองเข้ามาในเมืองแห่งนี้ก็ถูกพวกเขาตามติดไปถึงถนนอีกหลายสาย ต้องให้เงินแก่พวกเขาไม่เช่นนั้นไม่ยินยอม พวกเขาเป็นแบบนี้น่าสงสารใช่หรือไม่? ในเมืองแห่งนี้มีคนมากมายเท่าใดที่ถูกการทำความดีโดยการช่วยเหลือผู้อื่นของเจ้าผูกมัดเอาไว้ แล้วมีคนอีกมากมายเท่าใดที่ทำงานขยันขันแข็งด้วยความยากลำบาก ทว่ากลับสู้คนพวกนี้ที่วันๆ รู้จักแต่นั่งอยู่ตามมุมถนนเพื่อขอทานไม่ได้? คุณหนูใหญ่สกุลไป๋ เชื่อว่าหากเรื่องในวันนี้ถูกเล่าลือออกไป คิดดูแล้วต่อไปต้องมีขอทานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพวกเขาไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย ขอเพียงแสร้งทำท่าทางน่าสงสาร หากทำเช่นนี้แล้วทำให้มีชีวิตรอดได้ ท่านว่าใครบ้างเล่าไม่ยินดีจะเป็นขอทาน? ต่อให้ครอบครัวของท่านร่ำรวยเงินทอง สุดท้ายคงเป็นได้แค่คุณหนูใหญ่สกุลไป๋จอมล้างผลาญกระมัง ท่านสามารถเลี้ยงคนในเมืองทั้งหมดไปตลอดชีวิตหรือไม่? หากทำได้ เช่นนั้นก็เชิญท่านสร้างขอทานให้มากกว่านี้ตามสบาย”
ไป๋หยี่เนี่ยนถึงกับไม่อาจเอ่ยวาจาโต้ตอบได้ ขอทานหลายคนที่อยู่รอบๆ ถูกชาวบ้านชี้และว่ากล่าวจึงมีท่าทางราวกับหนูสกปรกตามมุมถนน พวกเขาชิงชังที่ไม่อาจแทรกแผ่นดินหนีไป
ขณะที่พวกเขากำลังคิดจะหลบออกไปเงียบๆ ทว่าคนที่มามุงดูพูดขึ้นว่า “คิดจะทำตัวเช่นนี้ ไม่ทำงานแต่ได้เงิน ต่อให้เป็นขอทานไปตลอดชีวิตก็ไม่สมควรได้รับความเห็นอกเห็นใจจากผู้อื่น! ต่อไปไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ต้องไปสงสารพวกเขา!”
ราวกับไป๋หยี่เนี่ยนเพิ่งตื่นจากความฝัน นางมองชาวบ้านที่มุงดูมีท่าทางโกรธเกรี้ยว นางคิดมาตลอดว่านางช่วยเหลือผู้อื่นแล้วจะทำไมเล่า คิดไม่ถึงว่าจะไม่ได้สั่งสมความดีอันใด ที่ได้กลับมาคือความเอือมระอาและอิดหนาระอาใจมากมายเช่นนี้
นางยังคิดจะตอบโต้เพื่อหาเหตุผลสนับสนุนตนเอง แต่ขณะกำลังจะพูดออกไปกลับเห็นหลินชิงเวยหมุนกายกลับไปโน้มตัวลงมอบเงินค่าไข่มุกสิบกว่าอีแปะให้กับท่านยายคนนั้น
ไป๋หยี่เนี่ยนถึงกับพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
หลินชิงเวย “หลีเช่อ พวกเราไปเถอะ”
หลีเช่อคืนจวักด้ามยาวให้ไป๋หยี่เนี่ยนแล้วพูดอย่างมีความหมายว่า “สมองเป็นของดีอย่างหนึ่ง เจ้าจำเป็นต้องมีนะ และหากเป็นไปได้ละก็ พยายามพกพาติดตัวไว้เสมอ”
ต่อมาหลีเช่อตามหลินชิงเวยและซินหรูไป ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเป็นใคร เพียงแต่หลีเช่อเป็นบุรุษรูปงามปานนี้ จึงกลายเป็นหัวข้อสนทนาของชาวบ้านในเมืองนี้อย่างเลี่ยงได้ยาก
ส่วนคุณหนูใหญ่สกุลไป๋ เห็นเงาร่างของคนทั้งสามที่จากไปจึงได้แต่กระทืบเท้า พูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น “พวกเจ้าจะรู้อะไร! พวกเจ้าไม่รู้อะไรเลย!”
หลีเช่อตามหลินชิงเวยกลับไปยังโรงเตี๊ยม คนทั้งสามนั่งรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน เขาเป็นคนกินง่ายอยู่ง่ายจึงสั่งอาหารขึ้นชื่อของโรงเตี๊ยมออกมาชุดหนึ่ง
หลินชิงเวยคิดว่าแม้เจ้าหนุ่มคนนี้จะกินมากไปสักหน่อย แต่ก็มีข้อดีอย่างหนึ่ง นั่นก็คือคนที่ร่วมโต๊ะรับประทานกับเขาเห็นท่าทางการกินอาหารของเขาแล้วพลอยเจริญอาหารไปด้วย ดูซินหรูที่อยู่ด้านข้างก็รู้ ซินหรูแทบจะแย่งอาหารกับหลีเช่อ
หลินชิงเวย “คิดไม่ถึงว่าพวกเราจะพบกันอีกครั้งรวดเร็วเช่นนี้”
หลีเช่อกลืนอาหารลงคอ “ใช่สิ เพื่อไล่ตามพวกเจ้าให้ทัน ข้าเร่งเดินทางมาสองวันไม่ได้กินอาหารดีๆ เลยสักมื้อ!” เขามองหลินชิงเวยทั้งที่อาหารเต็มกระพุ้งแก้ม “นี่ ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าจะรับผิดชอบเรื่องปากท้องและที่อยู่อาศัย ยังเชื่อถือได้กระมัง?”
หลินชิงเวย “ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่ร่วมเดินทางกับพวกเรา อย่างน้อยก็ไม่เร็วเช่นนี้”
หลีเช่อพูดราวกับเห็นด้วย “ตอนแรกข้าก็คิดเช่นนี้ แต่เมื่อคิดอีกที ดูเหมือนนอกจากเมืองหลวงแล้วข้าก็ไม่รู้จะไปไหนอีก อีกทั้งพวกเจ้าสองคนเป็นสตรีสองคนออกเดินทางมาข้างนอกมีอันตรายมากมาย ต้องมีใครสักคนคอยปกป้องคุ้มครอง ให้ถือเสียว่าข้ามากินฟรีอยู่ฟรีเที่ยวฟรีสักหนก็แล้วกัน มีกวีบทหนึ่งกล่าวไว้ว่าอย่างไรแล้วนะ ชีวิตไม่ได้มีแค่เบื้องหน้า ยังมีอีกยาวไกล”
หลินชิงเวย “…” เพียงแต่ การเดินทางที่มีหลีเช่อเข้ามาร่วมด้วย นอกจากจะมีเรื่องยุ่งยากวุ่นวายเพิ่มขึ้นแล้วยังมีความสุขเพิ่มขึ้นมาด้วย แต่หลินชิงเวยยังพูดอย่างเห็นขัน “หากเจ้าวางหลุมพราง ข้าจะทำอย่างไรเล่า?”
หลีเช่อเงยหน้าขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “วางหลุมพรางใครก็ไม่อาจวางหลุมพรางเจ้านี่นา หากข้าวางหลุมพรางเจ้า…” ดูคล้ายเขาตัดสินใจอย่างกล้าหาญ “ข้าให้เจ้าส่งข้าไปในหอโคมเขียว!”
หลินชิงเวยหรี่ตาลง “ได้ เพียงแต่ข้าจะส่งเจ้าไปยังหออวี้หลาน”
หลีเช่อขบฟันพูดว่า “ช่างเป็นสตรีจิตใจโหดเหี้ยมที่สุดของใต้หล้าจริงๆ! เจ้าวางใจ การเดินทางครั้งนี้มีข้าอยู่ ข้าจะปกป้องดูแลพวกเจ้าทั้งสองคนเอง รอให้พวกเจ้าหาที่อยู่เป็นหลักแหล่งและลงหลักปักฐานแล้วข้าจึงจะจากไป”
หากต้องเผชิญกับอันตรายขึ้นมาจริงๆ ใครก็ปกป้องใครไม่ได้ เพียงแต่เมื่อได้ยินหลีเช่อพูดเช่นนี้ หลินชิงเวยไม่ได้พูดอะไรเท่ากับเป็นการยอมรับโดยปริยาย
คนทั้งสามกินอาหารบนโต๊ะหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว
ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าในเมืองคุนแห่งนี้ ไป๋หยี่เนี่ยนมาจากครอบครัวที่มีภูมิหลังพอสมควร ชั่วเวลาแค่อาหารมื้อเดียวก็มีคนมาหาถึงประตูแล้ว
ขณะที่หลีเช่อเช็ดปากลุกขึ้นเตรียมจะกลับไปนอนกลางวันในห้อง เขาเงยหน้าขึ้นเห็นเจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินหลายคนเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม
หลีเช่อเป็นบุรุษรูปงาม อาภรณ์สีแดงทั้งชุดของเขาดึงดูดสายตาเกินไป เพียงไม่นานก็เป็นจุดสนใจของเจ้าหน้าที่เหล่านั้น เจ้าหน้าที่ตะลึงงันแล้วมองหลินชิงเวยและซินหรูแล้วชี้มาที่ทั้งสามคน “เป็นพวกเขา จับตัวไป”
เจ้าหน้าที่วิ่งเข้ามาล้อมโต๊ะของหลินชิงเวยเอาไว้อย่างรวดเร็ว
เจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าก้าวออกมาพูดด้วยน้ำเสียงคมปลาบ “พวกเจ้าเป็นคนที่ทะเลาะวิวาทกับคุณหนูใหญ่สกุลไป๋เมื่อสักครู่ใช่หรือไม่?”
หลินชิงเวยและซินหรูไม่ตอบ หลีเช่อส่ายหน้าตอบอย่างมั่นใจ “ไม่ใช่! ไม่ใช่เด็ดขาด!”
เจ้าหน้าที่คนนั้นมองหลีเช่อ “หนึ่งบุรุษ หนึ่งสตรี ยังมีสาวใช้ติดตามคนหนึ่ง บุรุษมีหน้าตางดงาม หางตามีไฟน้ำตาเม็ดหนึ่ง ใบหน้าครึ่งหนึ่งของสตรีถูกทำลายรูปโฉม มองไปทั่วเมืองยังมีผู้ใดตรงกับลักษณะนี้ได้อีกหรือ?”