ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 14 บทที่ 413 มีสิ่งใดไม่ถูกต้อง
“ข้าคิดว่าท่านเชื่อ” หลีเช่อเป็นกังวลว่านายอำเภอท่านนี้พูดๆ ไป แล้วจะถูกคำพูดของตนเองทำให้ติดคอตาย เช่นนั้นการเดินเข้ามาในศาลาว่าการในครั้งนี้คงเป็นเรื่องใหญ่เสียแล้ว
นายอำเภอ “…เรื่อง เรื่องมาถึงบัดนี้ พวกเจ้ายังกล้าเล่นเล่ห์! เมื่อสักครู่ข้าได้ ได้ยินกับหูว่าเจ้ายอมรับแล้ว เจ้า เจ้า เจ้าไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว!”
ซินหรูมองหลินชิงเวยอย่างเป็นกังวล “พี่สาว นี่พวกเราต้องติดคุกหรือเจ้าคะ?”
หลินชิงเวยมุมปากกระตุก นางลูบศีรษะซินหรูราวกับกำลังบอกนางว่าไม่ต้องเป็นกังวล ดูท่าทางดุร้ายของนายอำเภอคนนี้ ทั้งแววตาและสีหน้าของเขาล้วนไม่จริงจัง ชัดเจนยิ่งนักว่าเป็นการแสร้งทำ ที่มากกว่านั้นอาจเป็นเพราะถูกหลีเช่อยั่วโทสะ ต่อมาได้ยินหลีเช่อพูดว่า “พวกเราเป็นเพียงสตรีบอบบางและเด็กเล็ก เป็นคนที่อ่อนแอน่าสงสาร ไม่อาจล่วงเกินคนชั้นสูงมากด้วยอำนาจ ใต้เท้าต้องการลงโทษพวกเราหรือ?”
“บัง บังอาจ!” นายอำเภอตบโต๊ะอีกครั้ง “อันใด อันใดที่เรียกว่าไม่อาจล่วงเกินคนชั้นสูงมากด้วยอำนาจ ข้า ข้า ข้าเป็นคนเช่นนั้นหรือไร?! อีกทั้งสตรีบอบบางเด็กเล็ก นั่นคือพวกนาง แต่เจ้า เจ้ามีอะไรเกี่ยวข้องด้วย! เท่าที่ข้าเห็น เจ้า เรื่องระหว่างพวกเจ้าและคุณหนูใหญ่สกุลไป๋ ไป๋ ไป๋…”
หลีเช่อ “ขอใต้เท้าสอบสวนให้กระจ่างแจ้งด้วย ข้าไม่ได้เป็นฝ่ายหาเรื่องก่อนเด็ดขาด หากใต้เท้าฟังเพียงคำพูดของคุณหนูใหญ่สกุลไป๋เพียงฝ่ายเดียวแล้วตัดสินลงโทษ เกรงว่าอาจทำให้คนเข้าใจผิด คิดว่าท่านปกป้องคนชั้นสูงมากด้วยอำนาจ!”
“เจ้า…”
“หากใต้เท้าไม่เชื่อ ให้ไปถามชาวบ้านที่เข้ามามุงดู พวกเขาเป็นพยานให้ข้าได้ สายตาของชาวบ้านล้วนกระจ่างแจ้ง ย่อมมิอาจลืมตาพูดส่งเดชได้”
“เจ้า เจ้า…เรื่องนี้…” นายอำเภอพูดประโยคหนึ่งก็ยังไม่ลื่นไหล ราวกับกำลังจะจุกอกตายอย่างไรอย่างนั้น สีหน้าของเขาแดงก่ำ
คนพูดติดอ่างกลัวการเผชิญหน้ากับการต่อปากต่อคำไม่จบไม่สิ้นอย่างที่สุด หลีเช่อไม่รอให้เขาพูดอีกประโยคหนึ่งก็รีบพูดสอดขึ้นอีก กดดันทำให้เขาแทบจะคลุ้มคลั่ง!
หลีเช่อพูดอีกว่า “หากใต้เท้ายังไม่เชื่ออีก ให้เชิญคุณหนูใหญ่สกุลไป๋มาที่นี่เพื่อยืนยัน ข้าไม่เชื่อหรอกว่าข้าด่าชนะนางมาครั้งหนึ่งแล้ว จะไม่อาจด่านางจนชนะเป็นครั้งที่สองได้…อ้อ ไม่ๆๆ ความหมายของข้าก็คือ พูดจาว่ากันด้วยเหตุผลน่ะ”
“พอได้แล้ว!” นายอำเภอกดดันถึงขีดสุด เกรงว่าโต๊ะในศาลจะถูกเขาตบจนหักสองท่อน เขาถลึงตาพูดอย่างเดือดดาล “เดิมทีข้าคิดจะพูดว่าเรื่องนี้พวกเจ้าทำได้ดียิ่ง! เจ้าจะให้ข้าพูดจบสักประโยคได้หรือไม่?! พูดจากับเจ้าช่างเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน เจ้าจงใจกลั่นแกล้งที่ข้าพูดติดอ่างใช่หรือไม่?!” พูดแล้วนายอำเภอก็สั่งการลงมา “เด็กๆ นำตัวเจ้าหนุ่มปากคอเราะรายออกไปโบยยกหนึ่งก่อน!”
คนทั้งหมดตกอยู่ในความเงียบงัน
หลินชิงเวยพบว่าหลีเช่อหาเรื่องใส่ตัว แต่ในขณะเดียวกันเขาถึงกับคลี่คลายเรื่องราวไปได้ไม่น้อย มีเขาคอยพูดจาไม่หยุดหย่อน ดูเหมือนหลินชิงเวยและซินหรูไม่ต้องพูดอะไรก็ได้ กระทั่งนายอำเภอเองก็เกือบจะถูกเขาพูดจนสำลักตาย
การพูดติดอ่างเป็นอาการป่วยชนิดหนึ่ง หลีเช่อใช้วิธีการรักษาแบบพิษถอนพิษ!
เจ้าหน้าที่หยิบไม้กระบองออกมาเตรียมจะโบยคน หลีเช่อได้สติพูดว่า “เอ๊ะ ใต้เท้า ท่านพูดไม่ติดอ่างแล้วนี่นา?”
นายอำเภอตะลึงงัน ในที่สุดก็ได้สติ “เจ้าว่าอะไรนะ ข้าไม่ติดอ่างแล้ว?”
หลีเช่อพูดอย่างยินดี “ไม่เชื่อใต้เท้าลองพูดตามข้า หงกงจีเหว่ยปาฮุย ฮุยกงจีเหว่ยปาหง [1]”
นายอำเภอพูดตามเขา “หงกงจีเหว่ยปาฮุย ฮุยกงจีเหว่ยปาหง”
หลีเช่อหัวเราะฮ่าๆ “ท่านดูสิ ใต้เท้า ท่านพูดไม่ติดอ่างแล้วกระมัง?”
นายอำเภอดีใจอย่างยิ่ง “ฮ่าๆ ข้าไม่ติดอ่างแล้วจริงๆ!” แต่หลังจากนั้นเมื่อใคร่ครวญดูแล้วเขารู้สึกว่ามีบางสิ่งไม่ถูกต้อง…
หลินชิงเวยคิดอย่างวุ่นวายใจ ใต้เท้านายอำเภอมิใช่คนที่จะมองข้ามอะไรง่ายๆ…
เห็นนายอำเภอดีใจเช่นนี้ เจ้าหน้าที่ฟังความนัยออก ได้แต่มุมปากกระตุกและเลือกที่จะเงียบ
นายอำเภอลุกขึ้นยืน เขาเดินออกมาจากด้านหลังโต๊ะ เขาแหวกชุดขุนนางออก “คิดไม่ถึงจริงๆ อาการพูดติดอ่างของข้าจะรักษาให้หายขาดได้ในเวลาเพียงวันเดียว พูดจบประโยคในลมหายใจเดียว เฮ้อ ข้ารู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายไปทั้งเนื้อทั้งตัว!” เขานั่งอยู่บนบันไดหน้าศาลแล้วชูนิ้วโป้งขึ้นมา “พวกเจ้าทำได้ดีมาก!” นายอำเภอหันไปพูดกับหลีเช่ออีก “เห็นแก่ที่เจ้ารักษาอาการพูดติดอ่างของข้าให้หายขาด เรื่องที่เจ้าล่วงเกินข้าในวันนี้ให้แล้วกันไปเถิด!”
ต่อมาเมื่อถามจึงรู้ว่าที่แท้อาการพูดจาติดอ่างของนายอำเภอมิใช่เป็นมาแต่กำเนิด หาไม่แล้วไหนเลยจะได้รับคัดเลือกให้เป็นขุนนางผู้ปกครองเมืองคุนแห่งนี้ได้ เรื่องมีอยู่ว่า เขานอนหลับในกลางดึกคืนหนึ่งถูกเสียงร้อง “อ๊า” ของภรรยาทำให้ตกใจ ตกใจเสียจนเขาพูดจาติดอ่างและพูดติดอ่างไม่หาย บัดนี้เขาติดอ่างมาสามปีห้าปีแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะถูกหลีเช่อรักษาจนหายได้
นายอำเภอบังเกิดความรู้สึกดีต่อคนทั้งสามในชั่วพริบตา “มิน่าเล่า คุณหนูใหญ่สกุลไป๋จึงถูกด่าจนต้องร้องไห้ วันนี้เมื่อเห็นเจ้าพูดจา ข้าได้มาประสบด้วยตัวเองแล้ว”
หลีเช่อพูดขึ้นอย่างเข้าใจถ่องแท้ “ใต้เท้ากล่าวชมเกินไปแล้ว เดิมทีใต้เท้ามิใช่หาตัวพวกเรามาเพื่อลงโทษหรอกหรือ?”
นายอำเภอกลอกตาขาวมองบน “การมาศาลาว่าการมีเพียงเพื่อลงโทษเท่านั้นหรือ ข้าเรียกพวกเจ้ามาเพื่อกล่าวชมไม่ได้หรือไร?” นายอำเภอมองหลินชิงเวยที่มีสีหน้าเรียบเฉยแล้วพูดอีกว่า “ข้าได้ยินคำพูดที่แม่นางท่านนี้ได้พูดกับคุณหนูใหญ่ไป๋กลางตลาด คิดไม่ถึงว่าแม่นางอายุน้อยเช่นนี้ แต่กลับมองทุกอย่างได้อย่างกระจ่างแจ้ง เมืองคุนแห่งนี้และข้าต้องการคนมากความสามารถเช่นพวกเจ้า!”
หลินชิงเวย “เรื่องเหล่านั้นล้วนเป็นความเห็นอันตื้นเขิน ยังคงเป็นใต้เท้าที่ล้ำลึกยิ่งกว่า หาไม่แล้วคงไม่เรียกตัวพวกเรามาที่นี่”
นายอำเภอ “แม่นางฉลาดเฉลียวจริงๆ”
หลินชิงเวยพยักหน้าน้อยๆ “ใต้เท้าในฐานะนายอำเภอของที่นี่ ชาวบ้านต่างต้องการความยุติธรรม อีกทั้งต่างกระจ่างแจ้ง ทุกคนต่างรู้ว่าหากปล่อยให้ขอทานในเมืองเป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่ เหตุใดจึงไม่มีคำสั่งลงมาให้จัดระเบียบ?”
“เฮ้อ นี่ก็คือสาเหตุที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาที่นี่” นายอำเภอนั่งลงบนขั้นบันไดในโถงศาลอย่างไม่ถือตัวแล้วกวักมือเรียกพวกเขา “มาๆๆ พวกเจ้ามานั่งที่นี่ พวกเรานั่งคุยกันก่อน”
สามารถนั่งร่วมกับใต้เท้านายอำเภอได้ นั่นถือเป็นมารยาทอย่างหนึ่งเช่นกัน คนทั้งสามจึงนั่งลงบนขั้นบันได นายอำเภอถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เวลานี้ในเมืองของข้า อาชีพที่เป็นประเด็นร้อนที่สุดก็คือขอทาน”
หลีเช่อพยักหน้าเห็นด้วย “ขอทานเป็นความนิยมชนิดหนึ่ง เรื่องนี้ข้าพบตั้งแต่เดินเข้ามาในเมือง”
นายอำเภอ “หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ทุกคนล้วนอยากเป็นขอทาน ทุกคนล้วนอยากได้อยากมีโดยไม่ต้องออกแรงทำงาน เช่นนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ ไหนเลยจะมีคนมีเงินมากมายให้แจกจ่ายทำทานเช่นนั้น! อีกอย่างหากเมืองคุนของข้ากลายเป็นเมืองขอทาน ในละแวกใกล้เคียงนี้ ข้าไหนเลยจะมีหน้าเป็นเจ้าหน้าที่ขุนนางผู้ปกครองบ้านเมืองอีกเล่า”
หลินชิงเวย “ในเมื่อใต้เท้ารู้เรื่องเหล่านี้ เหตุใดยังปล่อยให้เรื่องนี้ลุกลามมาถึงวันนี้?”
หลีเช่อพยักหน้า “ถูกต้อง นี่ก็เป็นสิ่งที่ข้ากำลังจะถาม”
นายอำเภอมีท่าทีอึกอักแล้วถอนใจอีกเฮือกหนึ่ง “ในสังคมของขุนนาง พวกเจ้าก็รู้มิใช่หรือ ย่อมต้องมีนอกมีในเล็กน้อย สกุลไป๋เป็นครอบครัวขุนนางอันดับหนึ่งของเมืองคุน ท่านผู้เฒ่าไป๋นั้นเป็นคนมีคุณธรรม ในอดีตเขาช่วยอุดหนุนเจือจานทั้งด้านแรงงานและกำลังทรัพย์ต่อเมืองคุนแห่งนี้ไม่น้อยทีเดียว เป็นที่รักและเทิดทูนของชาวบ้านในเมืองคุน แต่ที่ย่ำแย่ก็คือ เขามีคุณหนูใหญ่สกุลไป๋เป็นหลานสาวเพียงคนเดียว รักและเอ็นดูราวกับอัญมณีกลางฝ่ามืออย่างไรอย่างนั้น หลานสาวคนนั้นย่อมมีนิสัยเอาแต่ใจอยู่บ้าง ที่จริงคุณหนูใหญ่สกุลไป๋เป็นคนจิตใจดี เพียงแต่นางใช้ผิดที่ คนในสกุลไป๋มีความเห็นอยากจะพูดอะไรบ้างก็ต้องเห็นแก่หน้าท่านผู้เฒ่าไป๋ จึงได้แต่ไม่ถือสานาง”
———————–
[1] หงกงจีเหว่ยปาฮุย ฮุยกงจีเหว่ยปาหง (红公鸡尾巴灰 灰公鸡尾巴红) เป็นประโยคที่เอาไว้ฝึกพูดเพื่ออ่านออกเสียงให้รวดเร็วและคล่องแคล่ว