ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 14 บทที่ 414 ชดเชยเงินส่วนต่าง
“ที่แท้เป็นเช่นนี้” หลินชิงเวยพยักหน้ามองนายอำเภอแวบหนึ่ง ในแววตาของนางเต็มไปด้วยรอยยิ้มเรียบเรื่อย “ดูเหมือนใต้เท้านายอำเภอยังมีเรื่องปิดบังอยู่บ้างกระมัง”
นายอำเภอมองหลินชิงเวยด้วยสายตาชื่นชมพร้อมทอดถอนใจ “แม่นางช่างเป็นคนจิตใจล้ำลึกยิ่งนัก ยังมีอีกก็คือท่านผู้เฒ่าไป๋มีบุตรชายสองคน บุตรชายคนโตคือบิดาของคุณหนูใหญ่สกุลไป๋ ระหว่างทำการค้าพบโจรปล้นจึงเสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น สำหรับบุตรชายคนรองสกุลไป๋นั่นก็ไม่ใช่ตะเกียงรอวันดับมอดเช่นกัน!”
หลีเช่อถาม “มิใช่ตะเกียงรอวันดับมอดอย่างไรเล่า?”
นายอำเภอ “นายท่านรองสกุลไป๋ไม่อยู่ในเมืองคุน เขาเป็นขุนนางอยู่ในเมืองชิ่งซานที่อยู่ติดกันนี้เอง”
“แล้วอย่างไร น้ำอยู่ไกล ดับไฟใกล้มิได้นี่นา”
นายอำเภอมองหลีเช่อด้วยสายตาน่าเวทนาและกล่าวว่า “เมืองชิ่งซานมิใช่เมืองที่เป็นอำเภอ แต่เป็นมณฑล”
หลีเช่อ “ท่านก็เป็นขุนนางเช่นกันมิใช่หรือ ยังต้องเกรงกลัวเขาอีกหรือ?”
นายอำเภอค้อนปะหลับปะเหลือก “นายท่านรองสกุลไป๋เป็นท่านเจ้าเมืองชิ่งซาน เป็นผู้บังคับบัญชาของข้า เจ้าว่าข้าควรกลัวหรือไม่? เป็นเพราะสมองของเจ้ามีปัญหาหรือเป็นเพราะข้าพูดไม่ชัดเจนพอกันแน่?”
หลีเช่อเลือกหลีกเลี่ยงคำถามนี้ของนายอำเภอ “ที่แท้ท่านเกรงว่าจะกระทำการล่วงเกินสกุลไป๋ ดังนั้นจึงไม่กล้าออกคำสั่งจัดระเบียบขอทานในเมืองคุน”
“เช่นนั้นปัญหาก็ตามมาแล้ว” นายอำเภอกล่าว “ไม่สู้พวกเจ้าไปช่วยข้าจัดระเบียบเป็นอย่างไร? ข้าดูแล้วพวกเจ้าสามารถขัดขวางคุณหนูใหญ่สกุลไป๋ได้”
หลีเช่อ “ท่านจะให้พวกเราไปทำเรื่องล่วงเกินผู้อื่นหรือ?”
“ข้าให้เงินพวกเจ้า” พูดแล้วนายอำเภอก็หยิบเงินถุงหนึ่งที่เตรียมไว้นานแล้วจากใต้โต๊ะออกมาใบหนึ่ง “ในนี้มีเงินหนึ่งร้อยตำลึง เป็นเงินที่ข้าประหยัดอดออมมา เวลานี้นับได้ว่าพวกเจ้ามาช่วยข้าทำงาน ไม่ว่าพวกเจ้าจะใช้วิธีการใด ขอเพียงไม่วางเพลิง ไม่ฆ่าคน ไม่รังแกคุณหนูใหญ่สกุลไป๋จนเกินไปนัก ช่วยข้าจัดการเรื่องขอทานในเมืองนี้ให้เรียบร้อย ทำให้พวกเขารู้ว่าการเป็นขอทานนั้นเป็นพฤติกรรมที่น่าอับอาย เงินนี้เป็นของพวกเจ้าแล้ว”
แม้เงินหนึ่งร้อยตำลึงสำหรับชาวบ้านแล้วจะเป็นเงินจำนวนมากทีเดียว แต่สำหรับหลินชิงเวยแล้วไม่นับเป็นอะไรได้ หลินชิงเวยไม่ได้รับปากและไม่ได้ปฏิเสธ
ที่จริงอาศัยเงินที่หลีเช่อมี เขาสามารถหยิบตั๋วเงินออกมาไม่เพียงแค่หนึ่งร้อยตำลึง อีกทั้งเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่ต้องสิ้นเปลืองแรงและทำแล้วยังไม่ได้ดีอีกด้วย
หลีเช่อเริ่มปฏิเสธโดยอ้อม “ใต้เท้า ที่จริงแล้วพวกเราทำงานเก็บค่าแรงสูงมาก”
นายอำเภอผู้นั้นคิดจะชักสีหน้าก็ชักสีหน้าทันที เขาไม่เหลือพื้นที่ให้พวกเขาปฏิเสธ นายอำเภอนำเงินถุงนั้นยัดเข้าไปในอกเสื้อของหลีเช่อ “ข้าไม่มีเงินมากกว่านี้ มีเพียงเท่านี้ เวลานี้พวกเจ้ารับเงินของข้าไปแล้ว อยากทำก็ต้องทำ ไม่อยากทำก็ต้องทำ!”
หลีเช่อ “ใต้เท้า นี่ท่านฝืนใจผู้อื่น ทำเช่นนี้ไม่ได้!”
นายอำเภอหัวเราะเสียงชั่วร้าย “แหะๆๆ แม้ข้าจะไม่อาจให้คุณหนูใหญ่สกุลไป๋เข้าคุกหลวงได้ แต่ถ้าพวกเจ้าทำงานไม่เรียบร้อย ข้าให้พวกเจ้าเข้าไปในคุกได้แน่”
หลีเช่อกระโดดขึ้นมา “ข้าเกลียดที่สุดก็คือการถูกข่มขู่! ได้ พวกเรารับทำงานนี้!”
นายอำเภอตบไหล่หลีเช่อแล้วพูดให้กำลังใจ “ข้าชื่นชมที่สุดก็คือคนมีความสามารถที่รู้จักเวลาและกาลเทศะเช่นเจ้า!”
หลินชิงเวยที่อยู่ด้านข้างนวดขมับของตนเองพูดขึ้นว่า “ข้าว่าเจ้ายังทะเลาะกับคุณหนูใหญ่สกุลไป๋ไม่พอมากกว่า”
ทันทีที่คำพูดนี้ถูกกล่าวออกมาก็มีเจ้าหน้าที่วิ่งเข้ามารายงานอย่างรีบร้อน “ใต้เท้า คฤหาสน์สกุลหลี่ในตรอกสกุลหลี่เกิดไฟไหม้ขอรับ”
นายอำเภอลุกพรวดขึ้น “อยู่ดีๆ ไฉนจึงเกิดไฟไหม้ได้? ไฟไหม้รุนแรงหรือไม่?”
เจ้าหน้าที่ “ได้เรียกคนไปช่วยดับเพลิงแล้วขอรับ ใต้เท้าจะไปดูสักหน่อยหรือไม่ขอรับ?”
เรื่องราวของประชาชนที่เกิดขึ้นในเมือง นายอำเภอย่อมต้องลงไปดู เขาทางหนึ่งให้คนส่งหลินชิงเวยและคนอื่นๆ ออกจากศาลาว่าการ อีกทางหนึ่งตนเองรีบรุดออกเดินทางไปยังตรอกสกุลหลี่
เดินออกมาจากศาลาว่าการ ซินหรูถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “ข้าคิดว่าวันนี้พวกเราจะไปไหนไม่ได้เสียแล้ว”
หลีเช่อตบหน้าอกตนเอง “มีพี่หลีเช่ออยู่ รับรองพวกเจ้าไม่เกิดเรื่องอันใดขึ้น”
ซินหรูค้อนปะหลับปะเหลือก “เป็นเพราะมีเจ้าอยู่ด้วยจึงจะมีอันตรายกระมัง เจ้าเป็นคนก่อเรื่องขึ้นมา ทะเลาะกับคุณหนูใหญ่สกุลไป๋ก็เป็นเจ้า เมื่อสักครู่ในโถงศาล พวกเราต่างเป็นกังวลว่าเจ้าจะยั่วโทสะนายอำเภอจนเขาอึดอัดใจตาย หากยั่วโทสะจนนายอำเภอเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ พวกเราล้วนต้องติดคุกกระมัง”
“แม่นางน้อยอายุเพียงเท่านี้อย่างเจ้าพูดอะไรกันเล่า ไม่สนใจเจ้าแล้ว” หลีเช่อเดินไปหยุดเบื้องหน้าหลินชิงเวย ยื่นเงินที่นายอำเภอมอบให้เขาให้กับนาง “เงินนี้ให้เจ้าก็แล้วกัน เอามาเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็ได้”
หลินชิงเวยชำเลืองหางตามองเงินนั้นปราดหนึ่งแล้วพูดกลั้วหัวเราะ “เงินนี้เป็นเจ้าที่รับมากับมือ งานก็เป็นเจ้าที่รับปากว่าจะทำ เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย?”
หลีเช่อถลึงตามองหลินชิงเวยที่สะบัดชายกระโปรงเดินผ่านร่างของเขาไปอย่างสบายใจ เขาพูดขึ้นว่า “นี่ เจ้าคงไม่ซ้ำเติมผู้คนเช่นนี้กระมัง ดีชั่วอย่างไรพวกเราก็เป็นพวกเดียวกันนี่นา เงินนี้เจ้าก็เห็นแล้วว่าเป็นนายอำเภอที่ยัดเยียดให้ข้า”
“ในเมื่อให้เจ้าแล้ว เช่นนั้นเจ้าก็รั้งอยู่ที่นี่เถิด”
“แต่เงินในครอบครัวของพวกเรามิใช่เจ้าเป็นคนจัดการดูแลหรอกหรือ?” หลีเช่อสาวเท้าขึ้นมาอีกสองก้าว “อีกอย่าง เจ้าดูขอทานในเมืองนี้สิ เย่อหยิ่งเพียงใด หากไม่สั่งสอนพวกเขาซะบ้าง ข้าทำใจไม่ค่อยได้”
“ครอบครัวของพวกเรา?” หลินชิงเวยหยุดเดิน หันหน้ามาตวัดสายตามองหลีเช่อยิ้มๆ
หลีเช่อ “ถูกต้อง พวกเรามิใช่เป็นคนในครอบครัวเดียวกันหรือ”
ซินหรู “ช่างรู้จักกระชับไมตรีนัก”
หลินชิงเวยกลอกดวงตาไปมาราวกับแสงระยิบระยับของอัญมณีที่เปล่งประกาย “ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนพวกเราทำการค้าด้วยกัน เจ้าล้วนเก็บเงินข้าเป็นจำนวนพันตำลึงหมื่นตำลึงเสมอ มาบัดนี้เงินเพียงหนึ่งร้อยตำลึงก็ซื้อเจ้าได้แล้ว?”
“ยามนั้นยังหนุ่มแน่นจึงอารมณ์ร้อน”
หลินชิงเวยหัวเราะออกมาพรืดหนึ่ง หันหน้ากลับไปเดินต่อ
หลีเช่อ “ไม่เช่นนั้น ต่อไปถ้ามีโอกาสข้าจะชดเชยเงินส่วนต่างให้เจ้า!”
หลินชิงเวยไม่รีบร้อนไปจากเมืองคุนและไม่ได้รับปากหลีเช่อว่าจะทำอันใด หลีเช่อมองออกเช่นกันว่าเรื่องขอทานในเมืองคุน แม้นางจะดูเหมือนไม่ค่อยใส่ใจแต่ก็ไม่ถึงกับไม่ใส่ใจเลย
ทั้งสามคน เจ้าประโยคหนึ่ง ข้าประโยคหนึ่งเดินเที่ยวอยู่ในตลาด โดยส่วนใหญ่ล้วนเป็นซินหรูที่ถกเถียงกับหลีเช่อ สาวน้อยเริ่มจับทางหลีเช่อได้แล้วเมื่อถกเถียงกันขึ้นมาก็พูดได้เป็นคุ้งเป็นแคว เห็นได้ชัดว่าฝีปากพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว
เมืองคุนแห่งนี้ไม่ใหญ่นัก ไหนเลยจะรู้ว่าคนทั้งสามเดินไปๆ กลับเดินไปถึงตรอกสกุลหลี่ พวกเขาจึงได้เห็นเหตุการณ์ไฟไหม้ทางด้านนี้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรแล้ว
พื้นที่โดยรอบมีชาวบ้านที่ถูกเจ้าหน้าที่กันเอาไว้อยู่รอบนอก ละแวกใกล้เคียงมีขอทานจำนวนไม่น้อย เมื่อเห็นคนทั้งสามมาจึงชักสีหน้าใส่ทันที
ดูท่าแล้วไฟไหม้คฤหาสน์สกุลหลี่มิได้ร้ายแรงนัก เพลิงลุกไหม้สวนด้านหลังและเรือนพักบ่าวรับใช้ ยามนี้คนทั้งสามยืนอยู่ด้านนอกคฤหาสน์ ยังเห็นกลุ่มควันหนาแน่นที่ลอยฟุ้งออกมาบนฟ้า
ต้นเพลิงได้ถูกควบคุมเอาไว้แล้ว ใต้เท้านายอำเภอยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไปในคฤหาสน์ เขากำลังสอบถามข้ารับใช้หลายคนของสกุลหลี่ เจ้าหน้าที่ที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกรู้จักหลินชิงเวยด้วยพวกเขาเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ไปนำตัวพวกเขาที่โรงเตี๊ยมนั่นเอง
เขาเห็นคนทั้งสามมาที่นี่จึงขมวดคิ้วมุ่น “เป็นพวกเจ้าอีกแล้ว?”
หลีเช่อ “ได้ยินว่าที่นี่เกิดเหตุไฟไหม้ จึงมาดูสักหน่อย”