ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 421 หนีก็หนีไม่รอด
“ข้าหนีได้หรือไม่?” หลีเช่อถาม
“ย่อมได้” หลินชิงเวยพูด “เพียงแต่ตอนนี้เจ้ายังหนีไปได้ ทว่ายามนี้รอบด้านล้วนมีคนของสกุลไป๋อยู่ทั่ว”
หลีเช่อโยนลูกบอลผ้าแพรในมือทิ้งแล้วเริ่มบริภาษทันที “คุณหนูใหญ่สกุลไป๋อันใด ใครอยากจะแต่งกับนางเล่า! หากมิใช่เป็นเพราะนางพูดจาท้าทายข้า ข้ามีหรือจะรับเจ้าของสิ่งนี้!”
แต่ถ้าจะหนีตอนนี้ก็ชัดเจนยิ่งนักว่าไม่ทันแล้ว นอกจากหลีเช่อจะหนีออกจากเมืองคุนในอึดใจเดียว หาไม่แล้วเขายังคงถูกคนสกุลไป๋จับตัวกลับมา ต่อมาท่านผู้เฒ่าสกุลไป๋พาหลานสาวไป๋หยี่เนี่ยนเดินลงจากหอไป ไป๋หยี่เนี่ยนเดินผ่านหลีเช่อด้วยท่าทีขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเต็มไปด้วยอารมณ์รุนแรง หาไม่สั่งสอนชายชั่วเช่นเขา คืนนี้นางคงนอนไม่หลับ
เพียงแต่ไป๋หยี่เนี่ยนถูกท่านผู้เฒ่าไป๋คว้าคอเสื้อด้านหลังเอาไว้ ท่านผู้เฒ่าไป๋มองออกชัดเจน หากว่ากันด้วยพละกำลังแล้วไป๋หยี่เนี่ยนยังไม่อาจเอาชนะเขาได้ นางได้แต่กางมือตะกุยตะกายคำรามใส่หลีเช่อ “คนเลว มานี่สิ! ใครใช้ให้เจ้าแย่งลูกบอลผ้าแพรของข้า!”
หลีเช่อพูดกับท่านผู้เฒ่าไป๋อย่างมีมารยาท “ท่านผู้เฒ่าไป๋ ข้าคิดว่านี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด ไม่สู้เรียกให้ทุกคนกลับมาแย่งลูกบอลผ้าแพรกันใหม่อีกครั้ง ข้ารับรองว่าตีข้าให้ตายข้าก็จะไม่แย่งรับ”
ท่านผู้เฒ่าไป๋พูดกลั้วหัวเราะ “เจ้าหนุ่มคนนี้คิดว่าสกุลไป๋ของข้าจัดงานหาคู่เป็นเรื่องเด็กเล่นหรือไร เลือกได้คนหนึ่งไม่ถือเป็นจริงจังแล้วเลือกใหม่อีกคนหนึ่ง? สกุลไป๋มิใช่คนไม่รักษาคำพูดเช่นนี้”
หลีเช่อ “ท่านผู้เฒ่าไป๋ ข้าเองมิได้ตั้งใจเช่นกัน ไม่เคยคิดอาจเอื้อมต่อนางมาก่อน ไม่สู้…”
ท่านผู้เฒ่าไป๋หัวเราะเสียงดังยิ่งกว่าเดิม “เรื่องนี้คำพูดของข้าไม่ถือเป็นข้อยุติ ก่อนหน้านี้ ข้าได้ให้เจ้าหน้าที่ของศาลาว่าการมาทำการรับรองแล้ว เจ้าหนุ่ม หากเจ้าคิดจะกลับคำเช่นนั้นเชิญไปศาลาว่าการกับข้าสักหน”
หลีเช่อ “…” มารดามันเถอะ ยุคสมัยนี้ จัดงานหาคู่ยังต้องเชิญเจ้าหน้าที่จากศาลาว่าการมาทำการรับรอง?!
ในที่สุดท่านผู้เฒ่าไป๋เชิญคนทั้งหมดไปจวนสกุลไป๋เพื่อปรึกษาหารือในรายละเอียดปลีกย่อย หลีเช่อนั้นไม่เต็มใจอย่างที่สุด ไป๋หยี่เนี่ยนผู้นั้นก็รู้สึกไม่ต่างจากเขา แต่เมื่อเห็นหลินชิงเวยและซินหรูเดินไปพร้อมกับท่านผู้เฒ่าไป๋ หลีเช่อจึงคับข้องใจอย่างที่สุด นี่นางทั้งสองคนคิดจะหาโอกาสขายเขาออกไปใช่หรือไม่?
หลังจากเข้าไปในจวนสกุลไป๋ คนทั้งหมดเข้าไปนั่งในโถงบุปผา ข้ารับใช้ของสกุลไป๋นำน้ำชาอย่างดีมาต้อนรับ ท่านผู้เฒ่าไป๋พินิจพิจารณาหลีเช่อ เห็นหลีเช่อและหลานสาวของเขากำลังประหัตประหารกันด้วยสายตา หากสายตาของพวกเขาเปลี่ยนเป็นคมดาบได้ คาดว่าบนร่างของหลีเช่อและไป๋หยี่เนี่ยนคงเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะนับพันก็ว่าได้
ท่านผู้เฒ่าไป๋กลับคิดว่าเช่นนี้ดียิ่งนัก หากมีคนสามารถกำราบนิสัยของไป๋หยี่เนี่ยนได้ ทะเลาะกันบ้าง ตีกันบ้างก็นับได้ว่าเป็นคู่รักคู่แค้นอีกคู่หนึ่ง อย่างไรก็ดีกว่าปล่อยให้ไป๋หยี่เนี่ยนไปทำเรื่องเลอะเลือนอยู่ข้างนอก
ท่านผู้เฒ่าไป๋มองดูหลานเขยแล้วพลันรู้สึกว่ายิ่งมองยิ่งพึงพอใจ
ท่านผู้เฒ่าไป๋ถามขึ้นว่า “พวกเจ้าเป็นคนต่างถิ่นที่เดินทางมาจากที่อื่น ไม่ทราบว่าบ้านของพวกเจ้าอยู่ที่ใดกัน?”
หลีเช่อตอบ “ทุกๆ ที่ล้วนเป็นบ้าน ข้าไม่มีเงินติดตัวแม้แต่อีแปะเดียว ตลอดทางที่ผ่านมาอาศัยหลอกลวงผู้อื่นเพื่อความอยู่รอด เป็นคนพเนจรอย่างแท้จริง”
สายตาของไป๋หยี่เนี่ยนเต็มไปด้วยความรังเกียจเขา
ท่านผู้เฒ่าไป๋กลับลูบเคราขาวๆ ของตนแล้วหัวเราะขึ้นมา เขาหันไปมองหลินชิงเวยและซินหรู “แม่นางสองท่านนี้กับเจ้า…”
ยามนี้หลินชิงเวยกำลังจิบน้ำชาคำหนึ่งอย่างไม่รีบร้อน ทว่านางกลับส่งเสียงขึ้นก่อนหน้าหลีเช่อก้าวหนึ่ง “ท่านผู้เฒ่าไป๋อย่าได้เข้าใจผิด พวกเราร่วมเดินทางกันประหนึ่งพี่น้องเท่านั้นเอง”
ท่านผู้เฒ่าไป๋พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ที่แท้เป็นเช่นนี้” ระหว่างที่พูดเขามองประเมินหลินชิงเวยและซินหรู เห็นแม่นางอายุน้อยเท่านี้กลับเต็มไปด้วยความหนักแน่น เป็นแม่นางที่เฉลียวฉลาดและมองทุกอย่างกระจ่างแจ้งคนหนึ่ง
หลีเช่อถลึงตามองไปทางหลินชิงเวยอย่างขัดเคืองใจ เวลานี้มาตัดสัมพันธ์ทุกอย่างกับเขาคงไม่ค่อยเหมาะสมกระมัง?
ไป๋หยี่เนี่ยนกำลังมองหลินชิงเวยเช่นกัน นางจำได้ไม่ลืมว่าหลินชิงเวยคนนี้เป็นคนที่พูดคำพูดเหล่านั้นจนทำให้นางไม่มีหน้าพบผู้คน และตนเองได้ด่าว่านางเป็นหญิงอัปลักษณ์ ยามนี้เมื่อดูแล้วกลับต้องตกตะลึง ด้วยรอยแผลเป็นบนใบหน้าของหลินชิงเวยยังคงมีอยู่ ทว่าเมื่อเทียบกับวันนั้นแล้วรอยแผลเป็นนั้นจางลงมาก ยิ่งขับให้ผิวพรรณของนางนวลเนียนและขาวผ่อง หากรอยแผลเป็นเลือนหายไปทั้งหมดในวันใดวันหนึ่ง นั่นควรจะเป็นคนที่มีรูปโฉมงดงามประหนึ่งหยก ประหนึ่งกระเบื้องเคลือบคนหนึ่งทีเดียว
ดูเหมือนการนำคำว่า “หญิงอัปลักษณ์” มาบรรยายนางจะไม่เหมาะสมอยู่บ้าง
ต่อให้เป็นเช่นนี้ ไป๋หยี่เนี่ยนก็ได้แค่คิดในใจเท่านั้น เมื่อนางเผชิญหน้ากับคนสามคนเบื้องหน้านี้ นางไม่รู้สึกอะไรแม้แต่น้อย ที่มีกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกต่อต้านและหงุดหงิดรำคาญใจ
ไป๋หยี่เนี่ยนเอ่ยขึ้นว่า “เดินทางร่วมกัน ผูกพันราวกับพี่น้อง? เช่นนั้นก็ไม่ใช่พี่ชายน้องสาวจริงๆ ข้าเห็นพวกเจ้าโอบกอดกันกลางตลาด ใกล้ชิดสนิทสนม เกรงว่าคงมิใช่ผูกพันกันราวกับพี่น้องง่ายดายเช่นนั้นกระมัง? เวลานี้เขาโชคดีบุญหล่นทับแย่งลูกบอลผ้าแพรของข้าไปได้ ตอนนี้เขากำลังจะก้าวเข้ามาเป็นเขยในสกุลไป๋ของข้า นับแต่นี้ต่อไปย่อมได้ใช้ชีวิตอยู่ดีกินดี อย่างไรเจ้าก็ย่อมได้อาศัยเขามีวาสนาไปด้วย ดังนั้นจึงรีบร้อนที่จะแสดงตัวว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกันกระมัง”
หลีเช่อพยักหน้าแรงๆ “อืม! เจ้าพูดถูกต้องแล้ว! นับว่าข้าได้ยินเจ้าพูดภาษาคนประโยคหนึ่งแล้ว พวกเรามีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง เจ้าต้องการอย่างไรเล่า มีปัญญาเจ้าก็ยกเลิกงานแต่งสิ”
หลินชิงเวยกลับหัวเราะเบาๆ “หากข้าต้องการตัดขาดความเกี่ยวข้อง วันนี้คงไม่มาเยือนที่จวนของเจ้าเพื่อป้องกันมิให้คุณหนูไป๋เข้าใจผิด เพียงแต่ต่อให้ข้ากับเขามีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดาต่อกัน เช่นนั้นก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้าคุณหนูไป๋ บัดนี้บุรุษยังไม่แต่งภรรยา สตรียังไม่ออกเรือน คุณหนูไป๋กลับพูดเช่นนี้ถือเป็นการทำลายความบริสุทธิ์ของผู้อื่น ช่างน่าสงสัยว่าจะเป็นการทำลายงานแต่งงาน”
ไป๋หยี่เนี่ยนรีบพูดว่า “ความสัมพันธ์ของพวกเจ้าไม่ชัดเจน หรือยังคิดจะให้ข้าแต่งให้ผู้อื่นทั้งๆ ที่ไม่กระจ่างแจ้งหรือไร?!”
“เนี่ยนเอ๋อร์!” ท่านผู้เฒ่าไป๋ดุหลานสาว
แม้จะน่าสงสัยว่าหลินชิงเวยหลอกลวงหลีเช่อ แต่หลีเช่อยังคงไม่อาจทนดูไป๋หยี่เนี่ยนพูดจาเช่นนี้ เขาจึงทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไม่กระจ่างแจ้งแล้วจะทำไม? อย่างอื่นข้าผู้นี้ใช้ไม่ได้ แต่หน้าตาข้าหล่อเหลา เชี่ยวชาญเกี้ยวพาสตรี เจ้าไม่พอใจหรือ? ไม่พอใจก็รีบยกเลิกการแต่งงานซะ!”
ไป๋หยี่เนี่ยนโมโหจนหน้าขาว นางกระทืบเท้าพูดกับท่านผู้เฒ่าไป๋ “ท่านปู่ ท่านดูเขาสิเจ้าคะ! บุรุษเสเพลไม่เป็นโล้เป็นพายเช่นนี้ ข้าจะแต่งให้เขาได้อย่างไร!”
ท่านผู้เฒ่าไป๋มีชีวิตอยู่มาจนอายุปูนนี้แล้ว คนประเภทใดบ้างที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน เขายังคงมองออกว่าแม้หลีเช่อจะพูดจาปลิ้นปล้อน แต่เขามองว่ามิใช่อันธพาลและอาจจะไม่ใช่คนเช่นนั้นจริงๆ ก็ได้ ไม่เช่นนั้นเหตุใดเขาจึงไม่แต่งหลานสาวของตนอย่างดีอกดีใจเล่า ได้รับทรัพย์สินและคนงาม มิใช่กระทำหนึ่งแต่ได้สองหรอกหรือ?
หลีเช่อจะต้องไม่อยากแต่งงานกับหลานสาวของตน จึงพูดจาไม่น่าฟังเช่นนั้น
ท่านผู้เฒ่าไป๋ “เนี่ยนเอ๋อร์ เจ้ากลับห้องไปก่อน”
ไป๋หยี่เนี่ยนเห็นท่านผู้เฒ่าไป๋มีสีหน้าเข้มงวด แม้ในยามปกติท่านปู่สกุลไป๋จะรักและตามใจตน แต่หากเข้มงวดขึ้นมาแล้วก็น่าดูเช่นกัน ดังนั้นนางจึงกระทืบเท้าพูดทั้งตาแดงก่ำ “ไม่ว่าอย่างไร ต่อให้ข้าต้องตายก็ไม่ยอมแต่งให้กับคนเลวคนนี้!”
นางถึงวัยที่จะต้องออกเรือนแล้ว แต่นางยอมอยู่คนเดียวดีกว่าออกเรือนไปกับคนไม่ดี เมื่อก่อนท่านผู้เฒ่าไป๋ล้วนตามใจนาง ให้เวลานาง ทว่านางไม่ได้สติกลับยิ่งถลำลึก ด้วยเหตุนี้ท่านผู้เฒ่าไป๋จึงยืนกรานจัดงานเลือกคู่ให้กับนาง
สายตาของไป๋หยี่เนี่ยนก่อนที่จะหมุนตัวกลับไปนั้นเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจและความเจ็บปวดทำให้หลินชิงเวยขมวดคิ้ว
หรือเรื่องนี้ยังมีเบื้องลึก?