ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 423 นกพิราบของผู้ใด
ดวงตาของไป๋หยี่เนี่ยนเบิกกว้าง นางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพูดว่า “เจ้าคิดว่าเจ้าจะเข้ามาเป็นเขยสกุลไป๋ได้สำเร็จ อาภรณ์มากางแขน อาหารมาอ้าปากหรือ?! ข้าจะบอกเจ้าให้ ไม่มีทาง! สกุลไป๋ไม่มีทางเลี้ยงปลวกมดเช่นเจ้า! ไม่รู้จริงๆ ว่าท่านปู่เห็นอะไรดีในตัวเจ้า!”
หลีเช่อเอียงคอ ใบหน้าคมสันเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ทั้งหน้าตางดงามทั้งน่าตีอย่างยิ่ง “เพราะว่าข้าหน้าตาดี เจ้าไม่เห็นด้วยหรือ?”
“หน้าตาดีนั้นกินแทนข้าวได้หรือ?!”
“ได้สิ ตอนนี้ข้ามิใช่กินฟรีอยู่ฟรีอยู่ในเรือนของเจ้าหรอกหรือ”
“เจ้า…” หน้าอกของไป๋หยี่เนี่ยนกระเพื่อมขึ้นลง “ข้ายังไม่เคยพบเห็นบุรุษตัวเหม็นคนใดหน้าหนาไร้เหตุผลเช่นเจ้ามาก่อนจริงๆ! อย่างเจ้าไหนเลยจะเรียกว่าหน้าตาดี นี่มันปีศาจชัดๆ!”
หลีเช่อ “อย่างไรก็หน้าตาดีกว่าเจ้า”
“คนตัวเหม็นหน้าไม่อาย ข้าขอสู้ตายกับเจ้า!” ไป๋หยี่เนี่ยนพูดแล้วก็โถมกายเข้ามาลงไม้ลงมือ
สามารถทำให้คุณหนูดีๆ คนหนึ่งกลายเป็นเช่นนี้ได้ นับว่าเป็นความสามารถของหลีเช่อจริงๆ หลีเช่อทางหนึ่งหลบหลีก ทางหนึ่งกล่าวว่า “ข้าว่าเจ้าน่ะอย่าทำอะไรส่งเดชดีกว่า สุภาพชนพูดจาไม่ลงไม้ลงมือ เจ้ากระจ่างแจ้งเหตุผลนี้หรือไม่?”
ไป๋หยี่เนี่ยน “ข้ามิใช่สุภาพชน วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้ฟันร่วงเต็มพื้นเลยคอยดู!”
“อย่าก่อเรื่อง!” หลีเช่อกล่าว “เจ้าทำเช่นนี้ ข้าจะเข้าใจว่าเจ้าท้าทาย เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะแต่งเจ้า!”
ภายในเรือนมีเพียงความเงียบงัน หลินชิงเวยและซินหรูมองข้ามไป เจ้าหนุ่มคนนี้ทนการถูกท้าทายไม่ได้ที่สุด ถึงกับพูดจาเช่นนี้อย่างกล้าหาญชาญชัย ไป๋หยี่เนี่ยนเองคาดไม่ถึงเช่นกัน อิริยาบถที่กำลังจะทุบตีหลีเช่อค้างอยู่กลางอากาศ
หลีเช่อได้สติกลับมาสีหน้าจึงเปลี่ยนไปทันที เขาหัวเราะฮิๆ “อย่าตื่นเต้น ข้าเพียงแค่ล้อเล่นเท่านั้น”
ใครเลยจะคาดคิดว่าไป๋หยี่เนี่ยนจะถลึงตาใส่เขา ถลึงตาไปถลึงตามาสุดท้ายดวงตาทั้งคู่กลับแดงก่ำ น้ำตาค่อยๆ เอ่อคลอเต็มดวงตา นางกัดริมฝีปากแล้วดึงมือกลับ เดินถอยหลังไปสองก้าว “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ข้าพูดแล้ว ข้าขอยอมตายก็ไม่แต่งให้ผู้อื่น!”
พูดแล้วไป๋หยี่เนี่ยนก็หมุนตัววิ่งออกไป
สายลมระลอกหนึ่งพัดผ่านมา เสียงต้นไผ่ในสวนกระทบกันดังซ่าๆ หลินชิงเวยนั่งดื่มน้ำชาอยู่ข้างโต๊ะหินในสวนไผ่ กระโปรงสีเขียวอ่อนของนางปลิวสะบัดเบาๆ ตามแรงลม สีหน้าของนางเรียบเรื่อย
หลีเช่อมองเงาร่างด้านหลังของไป๋หยี่เนี่ยนที่วิ่งออกไปไกลจึงได้สติ เห็นภาพเบื้องหน้าราวกับทัศนียภาพบนภาพวาดแล้วถึงกับไม่กล้ารบกวน
หลินชิงเวยเงยหน้าขึ้นมองเขา “เจ้าทำนางร้องไห้แล้ว”
หลีเช่อเดินเข้ามา อาภรณ์สีแดงพลิ้วสะบัดราวกับเทพเซียน เขานั่งลงข้างกายหลินชิงเวยแล้วดื่มน้ำชาคำหนึ่ง “ข้าไม่รู้สึกอะไรต่อนาง นางเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับข้า”
ครู่หนึ่ง หลีเช่ออ้าปากราวกับจะพูดสิ่งใดอีก ทว่าหลินชิงเวยเอ่ยขึ้นว่า “คนที่นางรู้สึกด้วยคือคนอีกคนหนึ่งใช่หรือไม่?”
หลีเช่อตะลึงงัน “เจ้ามองออกแต่แรกแล้ว?”
นิ้วมือของหลินชิงเวยลูบไล้ขอบถ้วยน้ำชา นางยิ้มทว่าไม่เอ่ยวาจา
หลีเช่อยังยืนอยู่ในลานเรือน หลินชิงเวยสะบัดชายกระโปรงลุกขึ้นยืนเดินเข้าไปในเรือน นางเพิ่งจะเข้าไปในห้อง ยังไม่ทันได้พักผ่อน ประตูหน้าต่างที่เปิดออกครึ่งหนึ่งเพื่อรับลม ทัศนียภาพภายนอกเป็นสีเขียวอ่อน นางกลับได้ยินเสียง “กรู๊ๆๆ” ดังขึ้นภายในลานเรือน
หลินชิงเวยได้ยินแล้วถึงกับตื่นตะลึง นางช้อนตามองไปด้านนอกหน้าต่าง ต่อมามีเงาร่างสีขาวโบยบินลงมาจากฟ้า หยุดเกาะลงบนกรอบหน้าต่างของนาง มันยังคงส่งเสียงร้องกรู๊ๆๆ
นั่นเป็นนกพิราบขาวตัวหนึ่ง
หลินชิงเวยเดินไปถึงกรอบหน้าต่าง ฝ่ามือของนางยกเท้าของนกพิราบขาวขึ้นมาดูแล้วถึงกับขมวดคิ้วทันที
หลีเช่อเองเห็นแล้วเช่นกัน เขารู้ว่าที่คือพิราบสื่อสาร ทว่ากลับไม่เห็นหลินชิงเวยดึงจดหมายที่อยู่ในกระบอกจดหมายข้างขามันออกมา ด้วยในกระบอกจดหมายมีเพียงความว่างเปล่า ไม่มีอะไรทั้งสิ้น เป็นครั้งแรกที่หลินชิงเวยขมวดคิ้วอย่างเห็นได้ชัด เขาจึงอดถามไม่ได้ว่า “เป็นอะไร? พิราบของผู้ใดบินเข้ามาส่งเดชที่นี่ คงมิใช่หลงทางกระมัง?”
แม้ซินหรูจะรู้เรื่องระหว่างหลินชิงเวยและเซียวเยี่ยน แต่ยังมีบางเรื่องที่นางเองไม่รู้ นางเห็นพิราบขาวเบื้องหน้าก็ไพล่นึกถึงพิราบกลุ่มนั้นที่ถูกเลี้ยงเอาไว้ในสวนไป่โซ่วทันที นั่นเป็นนกพิราบที่หลินชิงเวยเลี้ยงและฝึกเองกับมือ นอกจากนั้นแล้ว นางคิดไม่ออกว่าหลินชิงเวยจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนกพิราบตัวไหน
ซินหรูถามอย่างไม่แน่ใจ “พี่สาว มาจากวังหลวงหรือไม่เจ้าคะ?” ที่จริงนางอยากถามว่านี่เป็นนกพิราบที่มาจากเซ่อเจิ้งอ๋องใช่หรือไม่มากกว่า?
หลินชิงเวยไม่พูดจา ไป๋เสวี่ยยังคงสนิทชิดเชื้อกับนางอย่างเห็นได้ชัด รอจนหลินชิงเวยยื่นมือไปลูบขนของมัน มันจึงใช้หัวของมันซุกเข้ากับฝ่ามือของนางเบาๆ
ตลอดทางนางลืมไป๋เสวี่ยสนิท และนานมากแล้วที่นางไม่ได้เลี้ยงมัน กลับคิดไม่ถึงว่าไป๋เสวี่ยยังคงบินตามมาถึงที่นี่ ในเมื่อไป๋เสวี่ยมาแล้ว เช่นนั้นหยางชุนเล่า นกพิราบสองตัวนั้นมีใจสื่อถึงกัน อีกทั้งเมื่อแรกที่นางฝังหนอนกู่ลงไปในร่างของพวกมัน หนอนกู่ยังได้กินเลือดของนางและเซียวเยี่ยน หยางชุนและไป๋เสวี่ยไม่เพียงแต่รับรู้ได้ถึงซึ่งกันและกัน พวกมันยังรับรู้ได้ถึงที่อยู่ของเจ้านายของตนด้วย ยามนี้ไป๋เสวี่ยสามารถตามหามาถึงที่นี่ เช่นนั้นช้าเร็วหยางชุนก็ต้องตามมาถึงที่นี่ได้เช่นกัน
เรื่องราวในอดีตได้จบสิ้นไปแล้ว หลินชิงเวยไม่ปรารถนาที่จะไปย้อนคิดถึงอดีตอีก และไม่ปรารถนาที่จะเกี่ยวข้องกับอดีตไม่ว่าเรื่องใด นางคิดว่าตนเองเป็นคนยึดติดมากๆ คนหนึ่ง เช่นนั้นเวลานี้นางได้ตัดใจปล่อยวางลงอย่างแท้จริง ไม่มีเหตุผลที่จะมีอีกคนหนึ่งที่จะยึดติดเช่นนาง
หลีเช่อมองซินหรูแล้วมองหลินชิงเวย ไม่ง่ายดายเลยกว่าจะหนีออกมาจากวังได้ เขากังวลใจว่าทางวังหลวงจะส่งคนมาตามหานาง หากเป็นเช่นนี้ก็มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเรื่องราวทั้งหมดจะถูกเปิดโปงใช่หรือไม่?
หลินชิงเวยเงยหน้าขึ้นหรี่ตาลงเล็กน้อย ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความขบขันอย่างที่สุด “ไม่มีอะไร หลีเช่อ รบกวนเจ้าช่วยข้าไปล่าไก่ป่ามาสักตัวได้หรือไม่”
เทือกเขานอกเมืองแห่งนี้หนาแน่นเช่นนี้ การจะจับไก่ป่าสักตัวหนึ่งมิใช่เรื่องยากอันใด
หลีเช่อนำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวกับท่านผู้เฒ่าไป๋ ท่านผู้เฒ่าไป๋ให้คนไปจัดการเรื่องนี้ทันที
เมืองคุนอยู่ห่างจากเมืองซั่งจิงไม่ไกลนัก นับเวลาเดินทางก็เป็นระยะทางเพียงไม่กี่วัน ในเมื่อเซียวเยี่ยนรู้เบาะแสของหลินชิงเวยแล้ว เขาออกจากเมืองหลวงมุ่งหน้ามายังเมืองคุนตั้งแต่สองวันก่อนโดยไม่หยุดพัก หากถึงเวลาค่ำสักหน่อยคาดว่าคนน่าจะมาถึงเมืองคุนแล้ว
ผนวกกับมีหยางชุนนำทาง เรื่องที่เขาจะหาหลินชิงเวยพบเป็นเพียงเรื่องช้าหรือเร็วเท่านั้น
หลินชิงเวยได้แต่คาดเดาเช่นกัน นางไม่รู้ว่าเซียวเยี่ยนอยู่ระหว่างทางแล้ว ในเมื่อนางพบว่ายังมีเบาะแสจากหยางชุนและไป๋เสวี่ย นางย่อมไม่ทิ้งร่องรอยอันใดให้เซียวเยี่ยนตามหานางพบ
ท่านผู้เฒ่าไป๋เป็นคนทำงานว่องไวรวดเร็ว เมื่อได้ยินว่าไก่ป่านี้เป็นของที่หลินชิงเวยต้องการใช้ ยามบ่ายจึงจับมาได้ตัวหนึ่ง กรงเล็บของไก่ป่านั้นแหลมคมด้วยอยู่อาศัยในป่าจนเคยชิน มันข่วนจิกข้ารับใช้ของสกุลไป๋บาดเจ็บไปหลายคน
ด้วยเกรงว่ากรงเล็บของไก่ป่านั้นจิกข่วนสิ่งของสกปรกมาเป็นเวลานาน ซินหรูจึงช่วยข้ารับใช้ทำแผลอย่างเอาใจใส่
ไก่ป่าตัวนั้นถูกจับกลับมา สีขนของมันงดงามยิ่งนัก เป็นสีแดงเลื่อมส่งประกายระยิบระยับ
เมื่อหลีเช่อนำไก่ป่าเข้ามาในเรือนของหลินชิงเวย เขาเห็นหลินชิงเวยกำลังจัดล่วมยาของนาง ล่วมยาใบนี้ยังเป็นล่วมยาที่นำออกมาจากวังหลวงและเป็นสิ่งของติดตัวนางเสมอ
หลีเช่อถามขึ้นว่า “ไก่ป่าตัวนี้งดงามเหลือเกิน ขนของมันหลากหลายสีสัน หากนำมากินเช่นนี้ดูแล้วน่าเสียดายอยู่บ้าง”