ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 427 ยังคงมาอยู่นั่นเอง
คุณหนูไป๋หยี่เนี่ยนถึงกับชมชอบเขา ย่อมไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอันใด
ตามที่ได้นัดแนะกันไว้ หลีเช่อต้องมาถึงในยามที่ผู้คนออกไปหมดแล้ว เสแสร้งแกล้งทำทีรีบเร่งมาถึงสำนักศึกษา เจียงมู่เห็นซินหรูยังเป็นเด็กจึงไม่อาจปล่อยให้นางกลับไปเพียงลำพังได้ ดังนั้นจึงดูแลอยู่ตลอดเวลา
เมื่อหลีเช่อมาถึง ภายในลานเรือนถูกปกคลุมไปด้วยแสงไฟ เจียงมู่ลูบศีรษะของซินหรูเบาๆ พูดด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน “ไปเถิด พี่สาวของเจ้ามารับแล้ว”
หลีเช่อเดินเข้าไปใกล้แล้วพูดขึ้นว่า “ขออภัยจริงๆ ข้ามีเรื่องติดพันจึงมารับช้า ซ้ำยังต้องรบกวนอาจารย์คอยดูแลซินหรูแทนข้า”
เจียงมู่ “ซินหรูใฝ่เรียน เข้าใจอะไรง่าย” เขายินดีที่จะสอนนาง
“เช่นนั้น…เช่นนั้นไม่รบกวนอาจารย์แล้ว พวกเรากลับก่อน”
“ได้”
ใครจะรู้ว่าขณะที่หมุนตัวกลับไป นัยน์ของหลีเช่อกลอกไปมา จากนั้นเหยียบถูกชายกระโปรงของตนเอง คนทั้งคนล้มไปหาเจียงมู่ “ไอหยา!”
ซินหรูที่ยืนอยู่ด้านข้างมองดูเหตุการณ์ตรงหน้ายิ้มๆ
คนงามล้มมาหาเจียงมู่ เจียงมู่ย่อมไม่อาจหลบหลีกโดยปล่อยให้คนงามล้มลงบนพื้นกระมัง ดังนั้นเขาจึงยื่นมือมาประคองหลีเช่อ หลีเช่อดูคล้ายทิ้งกายลงในอ้อมแขนของเขา
หลีเช่อพูดด้วยน้ำเสียงขวยอาย “ขออภัยด้วย ผู้อื่นยืนไม่มั่นคง”
เจียงมู่กระแอมกระไอครั้งหนึ่ง “ไม่เป็นไร” เขาปล่อยหลีเช่อ หลีเช่อกลับแนบกายชิดกับร่างของเขาไม่ยอมผละออกมา เขาจึงได้แต่พูดอย่างจนใจ “แม่นางระวังตัวด้วย”
หลีเช่อคิดในใจ มารดามันเถอะ ช่างเป็นสุภาพบุรุษหัวโบราณจริงๆ
เวลานี้เอง ไป๋หยี่เนี่ยนไหนเลยจะวางใจหลีเช่อได้ จึงวิ่งตามเข้ามาในสำนักศึกษา ทันทีที่เข้าประตูมาก็เห็นภาพเหตุการณ์นี้เข้าเต็มตา
เวลานั้นทั้งเจียงมู่และหลีเช่อต่างตกตะลึง ต่อมาหลีเช่อได้สติอย่างรวดเร็วจึงทิ้งกายลงในอ้อมแขนของเจียงมู่เต็มที่ ซ้ำยังกะพริบตาปริบๆ ส่งสายตาท้าทายไปให้ไป๋หยี่เนี่ยนในขณะที่เจียงมู่ไม่เห็น
สีหน้าของเจียงมู่เปลี่ยนไปทันที เขาปกปิดอารมณ์ของตน ไม่มองไป๋หยี่เนี่ยนอีก ในแววตามีความรู้สึกบางอย่างที่แยกไม่ออก ในแววตาและริมฝีปากของเขาปรากฏให้เห็นรอยยิ้มอบอุ่นในชั่วพริบตา ดูเหมือนโอบกอดหลีเช่ออยู่ “แม่นางระวังหน่อย”
หลีเช่อตัวอ่อนปวกเปียกไปทั้งร่าง เจียงมู่จึงยื่นมือออกมาประคองเขาอีกครั้ง
ไป๋หยี่เนี่ยนดวงตาแดงก่ำทันที มือเรียวขาวนั้นจับกรอบประตูแน่น กระทั่งเล็บหักก็ยังไม่รู้ตัว นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ มองเจียงมู่ด้วยสายตาเจ็บช้ำน้ำใจ พูดด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้ “ที่แท้ เจ้าก็ชอบคนเช่นนี้ใช่หรือไม่?”
เจียงมู่ไม่ได้ตอบคำถามนาง
นางหมุนตัววิ่งร้องไห้ออกไป
เดิมทีซินหรูยืนหัวเราะอยู่ด้านข้าง แต่เมื่อนางเห็นสีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างแท้จริงของไป๋หยี่เนี่ยนแล้ว นางกลับหัวเราะไม่ออก
บาดแผลที่เกิดจากความรักคงรักษาให้หายได้ยากกระมัง แม้ซินหรูจะไม่เคยสัมผัสด้วยตนเองมาก่อน แต่นางก็เคยเห็นมาก่อน พี่สาวของนางมิใช่เป็นเช่นนี้หรือ?
หลังจากไป๋หยี่เนี่ยนวิ่งออกไป เจียงมู่จึงปล่อยหลีเช่อด้วยสีหน้าเรียบเรื่อย “เช่นนี้ พวกเจ้าน่าจะพอใจแล้วกระมัง” พูดแล้วเขาก็หมุนกายกลับเข้าไปในสำนักศึกษาโดยไม่ให้โอกาสหลีเช่อพูดอันใด
สำนักศึกษาแห่งนี้ ยังเป็นใต้เท้านายอำเภอออกคำสั่งสร้างให้ ด้วยเห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะสอนหนังสือของเจียงมู่ เพื่อให้เด็กๆ ในเมืองมีโอกาสได้เรียนหนังสือ ตัวเขาเองไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาอาศัยอยู่ที่ใด เขามักจะไปไหนมาไหนเพียงลำพัง
เงาร่างนั้นให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง
หลีเช่อและซินหรูตกตะลึงน้อยๆ ที่แท้เขารู้จุดประสงค์ที่พวกเขามา ทว่ายังคงรับซินหรูให้เข้าศึกษาที่นี่?
เมื่อเดินออกจากสำนักศึกษา ทั้งหลีเช่อและซินหรูต่างรู้สึกงงงัน
ซินหรูพลันส่งเสียง “พวกเราทำเกินไปแล้วใช่หรือไม่ ที่จริงคุณหนูไป๋น่าสงสารมาก ดูออกว่านางชมชอบอาจารย์มากจริงๆ อาจารย์เป็นคนดีคนหนึ่ง”
“ผู้ที่น่าสงสารย่อมต้องมีสาเหตุ” หลีเช่อกล่าว “เป็นคนดีคนหนึ่งแล้วอย่างไรเล่า ไม่มีวาสนาก็คือไม่มีวาสนา เมื่อสักครู่เขาเห็นปฏิกิริยาของไป๋หยี่เนี่ยนแล้ว น้ำตาที่ไหลพรากเพราะความเจ็บปวด เรื่องเช่นบุปผาร่วงหล่นมีใจ สายธารหลั่งไหลกลับไร้รัก [1] ตัดไฟเสียแต่ต้นลมจะเป็นการดีที่สุด”
ซินหรูไม่ค่อยเข้าใจนัก จึงได้แต่เงียบงันไม่พูดจา
ทั้งสองคนฉวยโอกาสกลับไปในยามราตรี แสงสุดท้ายยามอาทิตย์อัสดงลับขอบฟ้าไป เสี้ยวจันทร์โผล่ขึ้นมาพร้อมกับดวงดารา
ยามนี้ บนถนนพลันมีเสียงเกือกม้ากระทบกันอย่างเร่งรีบ ซินหรูได้ยินเสียงแล้วมองไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งควบม้าเร็วมุ่งหน้าผ่านมาทางนี้ สายลมที่พัดชายอาภรณ์สีดำของพวกเขาทำให้เมืองเล็กๆ ที่อยู่ในความสงบตลอดมา มีบรรยากาศที่แปลกไป
รอเมื่อคนกลุ่มนั้นเข้ามาใกล้ ซินหรูลอบมองไปเห็นกรอบหน้าของคนที่อยู่ข้างหน้าสุด สีหน้าบนใบหน้าเล็กๆ นั้นพลันเปลี่ยนไป นางลากหลีเช่อเข้ามาในตรอกเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้าง คนทั้งสองเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในนั้น
“อย่าพูดจา”
หลีเช่อไม่กระจ่างแจ้ง แต่เห็นซินหรูมีสีหน้าประหวั่นพรั่นพรึง จึงได้แต่หุบปากให้สนิท เขาเห็นคนผู้นั้นควบม้าผ่านไปอย่างรวดเร็วและค่อยๆ ไกลออกไป
ราวกับพวกเขารอเวลาฟ้ามืดค่อยถือโอกาสเข้าเมืองคุน
รอกระทั่งเสียงเกือกม้าไกลออกไป ซินหรูคว้ามือของหลีเช่อแล้วพูดว่า “พวกเรารีบกลับไป”
ภายในเรือนสกุลไป๋ หลินชิงเวยเห็นคนทั้งสองไม่กลับมาเสียทีจึงกล่าวว่า “ยังคิดว่าพวกเจ้าถูกจับตัวไปขายเสียแล้ว ยังคิดในใจว่าอีกประเดี๋ยวต้องไปร้องเรียนที่ศาลาว่าการ” นางเอนกายไปกับประตูด้านหน้า แสงไฟจากตะเกียงสีเหลืองสาดส่องเงาร่างเล็กบอบบางของนาง อ่อนโยนอย่างที่สุด นางพูดกับหลีเช่อ “ข้าได้ยินว่าคืนนี้คุณหนูไป๋วิ่งร้องไห้กลับมา เจ้าจะเตรียมตัวสักหน่อยหรือไม่ คาดว่าอีกสักครู่นางน่าจะถือมีดมาฟาดฟันเจ้า”
หลีเช่อได้ยินแล้วพูดอย่างจริงจัง “เจ้าควรจะไปร้องเรียนที่ศาลาว่าการ หากนางใช้มีดทำร้ายผู้บริสุทธิ์จะทำอย่างไรเล่า”
หลินชิงเวยหัวเราะ นางมองซินหรูและพูดว่า “วันนี้ไปเรียนหนังสือมาทั้งวัน ได้อะไรกลับมาบ้าง?”
สีหน้าของซินหรูไม่ค่อยถูกต้องนัก นางอ้าปาก ช้อนตาขึ้นมองหลินชิงเวย “อาจารย์ในสำนักศึกษาดีมาก สุภาพ อ่อนโยน...พี่สาว…”
“หืม?” หลินชิงเวยเลิกคิ้วรับคำเบาๆ
“ดูเหมือนข้า…เห็นเสี่ยวฉีและ…พวกเขาแล้ว”
“เสี่ยวฉีเป็นใครกัน?” หลีเช่อถามอย่างข้องใจ “คือคนพวกนั้นที่ควบม้าอยู่บนถนนขณะที่เรากลับมาหรือ? ควบม้าบนถนน เหิมเกริมเหลือเกิน” พูดแล้วก็มองไปที่หลินชิงเวย “พวกเขามาหาพวกเจ้ากระมัง? พวกเจ้ามีความแค้นอันใดต่อกัน?”
หลินชิงเวยพูดเรียบๆ “คิดดูแล้วพวกเขาไม่น่าจะรั้งอยู่ในเมืองคุนนาน ไม่ต้องใส่ใจ”
ในขณะเดียวกันนั้น พลันเสียงร้องลากยาวดังขึ้นจากด้านนอก ไป๋หยี่เนี่ยนถือมีดเล่มหนึ่งเข้ามาจริงๆ นางเข้ามาแล้วเห็นหลีเช่อทันที จึงถือมีดทำกับข้าวไล่ฟันเขา ทางหนึ่งพูดอย่างเคียดแค้น “เจ้าสามารถไปล่อลวงคนทั้งหมดในใต้หล้านี้ได้ แต่เจ้ากลับกล้าแตะต้องเขา ข้าขอสู้ตายกับเจ้า!”
หลีเช่อทางหนึ่งหลบ ทางหนึ่งตอบ “เจ้าดูสิ เจ้าดุร้ายเช่นนี้ ผู้ใดจะกล้าแต่งเจ้า ไม่ว่าผู้ใดต่างถูกทำให้ตกใจจนหนีไปหมดแล้ว มิน่าเล่าเขาจึงไม่ค่อยอยากพบเจ้า !”
“เจ้าหยุดอยู่ตรงนั้นนะ!”
ขณะที่คนทั้งสองวิ่งไล่กันในเรือน ซินหรูเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้หลินชิงเวยฟัง นางกลับลืมสีหน้าหน้าทางของไป๋หยี่เนี่ยนไม่ลง “นางชมชอบอาจารย์จริงๆ เจ้าค่ะ อาจารย์กลับไม่ชอบนาง ควรทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”
—————
[1] บุปผาร่วงหล่นมีใจ สายธารหลั่งไหลกลับไร้รัก เป็นสำนวนเปรียบความหมายแทนความรักที่รักเขาข้างเดียว