ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 428 ชอบคนผู้หนึ่งเป็นความรู้สึกอย่างไรนะ
- Home
- ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง
- เล่มที่ 15 บทที่ 428 ชอบคนผู้หนึ่งเป็นความรู้สึกอย่างไรนะ
หลินชิงเวย “เจ้าเรียนหนังสือให้ดีก็พอแล้ว เรื่องเหล่านั้น เจ้าไม่ต้องกังวล”
หลีเช่อและไป๋หยี่เนี่ยนวิ่งจนหายใจหายคอแทบไม่ทัน ไป๋หยี่เนี่ยนทิ้งมีดทำกับข้าวลงบนโต๊ะหิน เท้าสะเอวหอบหายใจแฮกๆ หลีเช่อเองก็ไม่ได้มีสภาพดีกว่ากันสักเท่าใดนัก เขายืนห่างจากนางราวๆ สองจั้ง เพื่อจะได้ทำการป้องกันรับมือได้ตลอดเวลา
หลีเช่อยังคงพูดจาแส่หาเรื่อง “เจ้าไล่ตามข้าเช่นนี้หมายความอย่างไรกัน เมื่ออยู่ต่อหน้าอาจารย์เจียงมิใช่เงื่องหงอยหรอกหรือ”
ไป๋หยี่เนี่ยนตาแดง กัดฟันพูดว่า “เจ้าพูดอะไรนะ”
“ในเมื่อเจ้าชมชอบเขาถึงเพียงนั้น เมื่อเห็นพวกเราอยู่ด้วยกัน เหตุใดเจ้าจึงไม่เข้าลากตัวเขาออกไปแต่กลับร้องไห้วิ่งกลับมา?” หลีเช่อกล่าว “นั่นเป็นเพราะเจ้าขี้ขลาด! เดิมทีหน้าตาเจ้าก็เท่านั้นเอง ทั้งยังขี้ขลาดเช่นนี้ ไม่แปลกอันใดที่อาจารย์เจียงจะไม่ชอบเจ้า หากเขาชอบเจ้าก็คงไม่ใกล้ชิดข้าต่อหน้าเจ้า ไม่รู้ว่าสมองของเจ้านั้นคิดอย่างไรกันแน่ นานถึงเพียงนี้แล้วยังไม่ยอมถอดใจ!”
ราวกับไป๋หยี่เนี่ยนถูกกระตุ้นด้วยคำพูดเยาะเย้ยถากถางอย่างรุนแรง นางตะโกนใส่หลีเช่อ “ข้าไม่สนว่าเขาจะชอบข้าหรือไม่ ข้าชอบเขาแล้วเป็นอย่างไรเล่า? ชอบคนผู้หนึ่งผิดด้วยหรือ! เป็นเพราะข้าชมชอบเขา ดังนั้นจึงต้องถูกเจ้าเยาะเย้ยถากถางและดูหมิ่นดูแคลนใช่หรือไม่!”
หลินชิงเวยขมวดคิ้ว สายตานิ่งลึกนั้นจับจ้องท่าทางจวนเจียนจะคลุ้มคลั่งของไป๋หยี่เนี่ยน
น้ำตาจากความชอกช้ำใจไหลลงจากกระบอกตาของนาง หลีเช่อตะลึงงันเช่นกัน คำพูดทำร้ายจิตใจเหล่านั้น เดิมทีต้องการกระตุ้นให้นางปล่อยมือและถอดใจ แต่ไฉนเขากลับพูดไม่ออก
ไป๋หยี่เนี่ยนยกชายแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าแรงๆ พูดเสียงเครือ “หรือข้าชมชอบเขา ก็ต้องให้เขาชมชอบข้าเช่นกัน? เจ้าบอกข้ามาว่านี่เป็นการชอบผู้อื่นแบบไหนกันแน่? เขาเป็นคนดีมาก เขามีคุณธรรมและมีเมตตา ชอบเด็กๆ เขาดีกับทุกคน…”
หลินชิงเวยพูดอย่างไม่เห็นสำคัญ “เขาไม่ดีต่อเจ้าเพียงคนเดียว หากเขาดีต่อเจ้า คงไม่นั่งมองดูเจ้าเป็นทุกข์ ความดีของเขาทั้งหมดที่เจ้าพูดถึง ต่อให้วันใดวันหนึ่งเจ้าไม่ชอบเขาแล้วก็ยังคงอยู่ การชอบใครสักคนไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่ทั้งๆ ที่รู้ว่าผลสรุปเป็นอย่างไร เจ้าจะยึดติดไปเพื่ออะไร ไม่คิดว่าเป็นเรื่องน่าขันเลยหรือ? ในเมื่อเจ้าไม่ปรารถนาที่จะฝืนใจเขา เหตุใดยังต้องฝืนใจตนเอง มิใช่ว่าหากไม่มีเขาแล้วก็จะไม่มีความเป็นไปได้อย่างอื่นเลย ทั้งๆ ที่เจ้ายังมีโอกาสที่จะได้พบกับความสุขในชีวิต เหตุใดยังต้องมาเสียเวลาเปล่าๆ ปลี้ๆ ไปกับคนผู้หนึ่งด้วย?”
ไป๋หยี่เนี่ยนมองหลินชิงเวย “เจ้าไม่เข้าใจหรอก...นับตั้งแต่วันที่เขาก้าวเข้ามาในเมืองคุน ข้าก็ชมชอบเขาแล้ว เขาไม่ชอบข้า ปฏิเสธข้าก็ไม่เป็นไร อย่างไรพวกเจ้าต่างไม่เชื่อว่าข้าไม่ต้องการอะไรตอบแทน…ข้าไม่ปรารถนาให้พวกเจ้าไปรบกวนเขาเพราะข้า ข้าขอเพียงได้อยู่เป็นเพื่อนเขา มีโอกาสมองเขาผ่านช่องประตูก็เพียงพอแล้ว”
นางบอกว่าหลินชิงเวยไม่เข้าใจ หลินชิงเวยมีหรือจะไม่เข้าใจ ตัวนางเองก็เคยทำเรื่องโง่งมเช่นนี้มาก่อนมิใช่หรือ
ความรักของไป๋หยี่เนี่ยนสะอาดบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ทว่าหลินชิงเวยไม่อาจไม่ทำให้นางฉุกคิด หลินชิงเวยแค่นหัวเราะเสียงเย็น “เจ้าพูดว่าเจ้าไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน เช่นนั้นเจ้ายังให้ความช่วยเหลือขอทานเหล่านั้นอย่างเลอะเลือนเพื่ออะไร ที่เจ้าเปิดโรงทานหน้าสำนักศึกษาทุกสามวันห้าวันเพื่ออะไร? หรือมิใช่คาดหวังให้เขามองเห็นและค่อยๆ เข้าใกล้เขาทีละก้าวๆ มิใช่หรือ? หากเจ้าไม่ต้องการอะไรตอบแทน เจ้าอาศัยอะไรจึงทำเช่นนี้? อย่าได้กล่าวคำพูดเช่นนี้ออกจากปากพล่อยๆ อีก เพราะเจ้าเองยังไม่เชื่อเลย แล้วเหตุใดผู้อื่นต้องเชื่อด้วย? ขณะที่เจ้ากำลังลืมตัวลืมใจ ทำเรื่องเลอะเลือนอยู่นั้น รบกวนเจ้าหยุดคิดสักหน่อยว่าเป็นใครกันที่คอยแก้ไขปัญหาที่เจ้าได้ก่อทิ้งไว้ มิใช่ท่านปู่ของเจ้าหรือ หลังจากนี้อีกหลายปี เมื่อเขาได้แต่งสตรีในดวงใจมาเป็นภรรยาแล้ว เจ้ายังคิดจะใช้เวลาทั้งชีวิตของเจ้าไปอยู่เคียงข้างเขาหรือไม่? เจ้าไม่คิดว่าตนเองเป็นส่วนเกินบ้างหรือ?”
ดวงตารูปเมล็ดซิ่งของไป๋หยี่เนี่ยนเบิกกว้าง น้ำตาเอ่อคลอและไหลลงมา นางถูกหลินชิงเวยพูดจนหน้าขาว หลินชิงเวยหมุนกายเดินเข้าไปในเรือน “หากเจ้ายินดีทำลายชีวิตของเจ้าเอง ผู้ใดจะมีเวลาใส่ใจเจ้า เจ้าบอกว่าเขาดี เช่นนั้นเขาย่อมดี อย่างไรนอกจากตัวเจ้าเองที่หลอกตัวเองแล้ว ก็ไม่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น”
ไป๋หยี่เนี่ยนกลับไปในสภาพร่างไร้วิญญาณในที่สุด เหลือเพียงหลีเช่อและซินหรูที่ได้แต่มองหน้ากันอยู่ในลานเรือน
ซินหรูหมุนกายกลับห้องเช่นกัน “พักผ่อนเร็วหน่อย พรุ่งนี้เช้าข้ายังต้องไปสำนักศึกษา”
หลีเช่อเงยหน้าขึ้นมองแสงไฟสลัวในห้องของหลินชิงเวย ในใจพลันคิดว่าเขารู้ดีว่าหลินชิงเวยมิได้ไร้เดียงสาหรือไม่รู้ความอย่างที่เห็น นางเป็นคนจิตใจละเอียดอ่อน ไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจคาดเดาหรืออ่านใจนางออกได้ การที่นางสามารถพูดกับเรื่องเหล่านี้กับไป๋หยี่เนี่ยน ทำให้หลีเช่อรับรู้ได้ว่าหลินชิงเวยมีความลับซ่อนอยู่ในใจ และยังซ่อนคนผู้หนึ่งเอาไว้ด้วย
เป็นครั้งแรกที่หลีเช่อนึกถึงเซียวเยี่ยน หรือจะเป็นเซ่อเจิ้งอ๋องคนนั้น?
หลินชิงเวยกล่าวถูกต้อง เสี่ยวฉีและพวกเข้าเมืองในยามวิกาล พวกเขาไม่ได้รั้งอยู่ในเมืองนานนักก็ออกจากเมืองไป คาดว่าพวกเขาแกะรอยตามเบาะแสของหยางชุน
ซินหรูให้ความสำคัญกับเวลาหลายวันในห้องเรียนมาก นางเข้าเรียนและเลิกเรียนตามเวลาทุกวัน โดยมีเจียงมู่คอยชี้แนะสั่งสอน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไป๋หยี่เนี่ยนคิดตกแล้วหรืออย่างไร หลายวันนี้จึงไม่เห็นนางปรากฏตัวอีก
ในเมืองมีคดีไฟไหม้อีกสองสามครั้ง คดีไฟไหม้ก่อนหน้านี้ของคฤหาสน์สกุลหลี่ถือว่าไม่รุนแรง มาบัดนี้ไฟไหม้คฤหาสน์อีกสองหลัง ประมาณว่าคฤหาสน์ถูกเผาวอดวาย ทั้งยังมีคนตายหลายคน
ซินหรูอยู่ในสำนักศึกษาจึงมิต้องเป็นห่วง หลินชิงเวยและหลีเช่อไปสถานที่เกิดเหตุพร้อมกัน พวกเขาเห็นเพียงคฤหาสน์ดีๆ หลังหนึ่งเหลือเพียงซากปรักหักพังสีดำ ใต้เท้านายอำเภออยู่ที่นั่นเช่นกัน เขากำลังสั่งให้เหล่าเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้น แบกศพผู้ตายออกมาจากกองเพลิง วางเรียงกันบนพื้นที่ว่างด้านหน้า ใช้ผ้าขาวคลุมร่างเอาไว้ นับคร่าวๆ ได้ทั้งหมดหกศพ
นั่นหมายถึงมีคนถูกไฟคลอกตายหกคน
แม้คฤหาสน์สกุลเหลิ่งจะมิได้เป็นครอบครัวผู้มีฐานะอันดับหนึ่ง แต่ยังนับได้เป็นผู้มีหน้ามีตาในเมืองคุน ชั่วพริบตาจึงดูน่าเวทนาอยู่บ้าง บนพื้นมีศพข้ารับใช้ของสกุลเหลิ่งที่ถูกไฟคลอกตายหกคน ครอบครัวของผู้ตายมายืนยันศพและรับศพกลับไปล้วนร่ำไห้ด้วยความเสียใจ
เรื่องนี้ถูกเล่าลือออกไป ทำให้ทั้งเมืองตกอยู่ในบรรยากาศเงียบงัน
ไหนเลยจะรู้ว่ายามดึกของวันรุ่งขึ้น คฤหาสน์สกุลจางเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นอีก เมื่อเทียบกับสกุลเหลิ่งแล้ว เหตุไฟไหม้ครั้งนี้มิได้รุนแรงมากนัก ทว่ายังคงเผาคฤหาสน์เสียหายไปครึ่งหนึ่ง มีสาวใช้ถูกไฟคลอกตายสองคน เมื่อฟ้าสางจึงควบคุมกองเพลิงเอาไว้ได้
หลินชิงเวยและใต้เท้านายอำเภอทำงานร่วมกันจนเริ่มเกิดความคุ้นเคยบ้างแล้ว ใต้เท้านายอำเภอพาหลินชิงเวยไปที่เกิดเหตุพร้อมกันด้วย ทันทีที่ก้าวเข้าไปในคฤหาสน์สกุลจาง ด้านในมีเพียงเสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้น สองสามีภรรยาสกุลจางอยู่ในสภาพอเนจอนาถ ได้ยินว่าต้นเพลิงเกิดขึ้นจากเรือนของคุณหนูสกุลจาง และสาวใช้สองคนที่ถูกไฟคลอกตายนั้นเป็นสาวใช้คนสนิทของคุณหนูสกุลจาง ในยามปกติสาวใช้สองคนมักจะปรนนิบัติรับใช้อยู่ภายในเรือนหลังนี้ เวลานี้คุณหนูสกุลจางได้รับความตื่นตระหนกตกใจจนดูคล้ายเสียสติไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อพวกเขาช่วยคุณหนูสกุลจางออกมา คุณหนูสกุลจางได้แต่ดิ้นรนจะวิ่งเข้าไปในกองเพลิงท่าเดียว
หลินชิงเวยเดินสำรวจสถานที่เกิดเหตุตามหลังนายอำเภอรอบหนึ่ง นางได้ยินคำให้การของข้ารับใช้สกุลจางพบเบาะแสอย่างหนึ่ง จึงถามนายอำเภอว่า “คดีไฟไหม้หลายคดีนี้ สถานที่เกิดเหตุล้วนเป็นครอบครัวใหญ่ภายในเมือง อีกทั้งทุกๆ ครอบครัวมีคุณหนูเพียงคนเดียว?”