ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 432 สูญเสียอะไรบางอย่างไปใช่หรือไม่?
หลีเช่อจูงซินหรูยืนอยู่อีกด้านหนึ่ง ไม่เหลือวี่แววล้อเล่นไม่ยี่หระต่อผู้อื่น เขามองไหล่แบบบางที่กำลังสั่นสะท้านของไป๋หยี่เนี่ยน พลันรู้สึกว่าเรื่องราวทั้งหมดไม่ใช่เช่นนี้ เรื่องของหนุ่มสาวไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ความรักครั้งแรกของแม่นางน้อยในวัยเยาว์เป็นเรื่องที่ก้าวผ่านไปอย่างมิง่ายดาย
เมื่อได้พบความรักในวัยแรกแย้ม บุรุษคนแรกที่ไป๋หยี่เนี่ยนชมชอบ คาดว่าจะอยู่ในความทรงจำของนางไปอีกเนิ่นนาน และลืมไม่ลง
ไม่อย่างนั้นนางคงไม่ร่ำไห้อย่างน่าเวทนาเช่นนี้ นางร้องไห้สะอึกสะอื้น ขยำแขนเสื้อเช็ดน้ำตาแรงๆ ใบหน้าเล็กๆ นั้นแดงก่ำ นางค่อยๆ กล่าวออกมาเน้นๆ ทีละคำ ไม่รู้ว่าต้องใช้ความกล้าหาญมากมายเพียงใด “ได้ เช่นนั้นต่อไป ข้าจะทำอย่างที่ท่านพูด ลืมท่านซะ ข้าจะไม่ชอบท่านอีก”
ไป๋หยี่เนี่ยนหมุนกายกลับไป เงาร่างแบบบางด้านหลังนั้นดูเปราะบาง ความหยิ่งทะนงของนางราวกับมลายหายไปสิ้น นางยกเท้าขึ้นก้าวเดินออกไปข้างนอกทีละก้าวๆ หลีเช่อหันไปมองเจียงมู่ปราดหนึ่ง เขาเกรงว่าไป๋หยี่เนี่ยนกลับไปเพียงลำพังจะไม่ปลอดภัย จึงรีบจูงมือซินหรูตามออกไป
เรื่องนี้นับว่าสิ้นสุดแล้วกระมัง ไป๋หยี่เนี่ยนยอมรับความจริงและจะไม่ทำเรื่องโง่เขลาเพื่อประจบประแจงเจียงมู่อีก ปัญหาเรื่องขอทานในเมืองจะถูกคลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว และเรื่องที่ท่านผู้เฒ่าไป๋ไหว้วานก็ถือได้ว่าสำเร็จแล้ว
นี่คือการกระทำเพียงหนึ่งแต่ได้สอง
ทว่า…หลีเช่อได้แต่ทอดถอนใจ เขามักจะรู้สึกว่า…เรื่องนี้ไม่ใช่อย่างนี้ จะพูดอย่างไรเขาก็เป็นบุรุษที่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวคนหนึ่ง กลับกลัดกลุ้มใจเพราะเรื่องระหว่างหนุ่มสาวเช่นนี้ ที่จริงไม่ควรเป็นเช่นนี้นี่นา!
เมื่อไป๋หยี่เนี่ยนกลับออกมา หลินชิงเวยยังคงหลบอยู่ในมุมหนึ่ง ผนวกกับท้องฟ้าที่มืดลง ไป๋หยี่เนี่ยนแทบจะเอาตัวไม่รอด ไหนเลยจะมีเวลามาคิดถึงหลินชิงเวย นางจึงออกไปเพียงลำพัง ต่อมาหลีเช่อและซินหรูก็ไม่ได้สังเกตเห็นนางเช่นกัน
หลังจากภายในสำนักศึกษาเหลือเพียงความเงียบสงบ มีเพียงสายลมยามราตรีที่พัดกรู ทำให้ต้นไม้ในสำนักศึกษาสะบัดไปมาจนเกิดเสียง เรือนด้านหน้าเหลือเพียงเจียงมู่ในอาภรณ์สีเขียวดังเดิม ชายอาภรณ์ของเขาปลิวพลิ้วเป็นพักๆ เส้นผมดำขลับนั้นสะบัดไปอยู่ด้านหลังไหล่ เขายกมือขึ้น มือขาวสะอาดนั้นราวกับเป็นมือที่จับต้องหมึกดำอยู่เสมอ เขาวางสิ่งของลงบนมุมโต๊ะที่ให้เด็กๆ เรียนหนังสือเป็นประจำแล้วยืนอยู่นั่นอีกนาน
เขารู้สึกเจ็บปวดและสับสนเช่นกันใช่หรือไม่?
เนื่องจากเป็นเวลากลางคืน หลินชิงเวยเองก็มองสีหน้าของเขาไม่ชัดเจนนัก กระทั่งร่างของเขาแทบจะกลมกลืนไปกับท้องฟ้าจึงพบว่าเขาค่อยๆ เดินออกไปจากสำนักศึกษาและหันกลับมาใส่กุญแจประตูใหญ่ของสำนักศึกษา
เจียงมู่กลับบ้านเพียงลำพัง
หลินชิงเวยตามหลังเขาไปเงียบๆ เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าเส้นทางที่เจียงมู่ใช้นั้นจะคุ้นเคยอยู่บ้าง ด้วยเป็นเส้นทางที่นางควรจะกลับไปยังจวนสกุลไป๋
หลินชิงเวยรู้สึกประหลาดใจทันที เขาคงไม่ได้กำลังไปจวนสกุลไป๋หรอกนะ?
ที่จริงแล้วหลินชิงเวยผิดแล้ว เขาเดินผ่านประตูจวนสกุลไป๋กลับบ้านของตนเอง ที่คิดไม่ถึงก็คือบ้านของเจียงมู่กับจวนสกุลไป๋ห่างกันเพียงกำแพงกั้น
นั่นเป็นเรือนหลังเล็กที่สงบเงียบหลังหนึ่ง เขาอาศัยอยู่เพียงลำพัง เมื่อกลับมาถึงในเรือนจึงมืดสนิท ทั้งเงียบสงบและอ้างว้าง เขากลับยืนอยู่หน้าประตู หันหน้าให้กับประตูด้านหลังของจวนสกุลไป๋ มองประตูบานนั้นนิ่งๆ ราวกับคิดจะมองเห็นทัศนียภาพที่อยู่ด้านในผ่านประตูบานนี้ ทว่าเขากลับมองไม่เห็นอะไรเลย จึงได้แต่หันกายกลับไปเงียบๆ และปิดประตู
หลินชิงเวยเดินออกมาจากมุมของตรอกแห่งหนึ่ง ทว่ากลับเห็นทุกๆ การกระทำของเขาอย่างชัดเจน
ที่จริงในใจเขาไม่ใช่ไม่แยแส และไป๋หยี่เนี่ยนเองไม่รู้ว่าเจียงมู่อาศัยอยู่ในเรือนหลังเล็กหลังบ้านนาง หากไม่มีใจจริงๆ เหตุใดจึงเลือกที่จะอยู่ใกล้กันเช่นนี้เล่า หากในใจไม่คิดอะไรจริงๆ ไฉนจึงมองประตูเรือนด้านหลังของไป๋หยี่เนี่ยนนานเช่นนั้น
หรือในทุกวันที่ไม่มีใครรู้ ทุกคืนที่เขากลับมาถึงบ้าน ก็จะยืนอยู่ที่นั่น ไม่รู้ว่ามีความคาดหวังกี่ครั้ง ไม่รู้ว่าคาดหวังมานานเพียงใด
บุรุษแล้งน้ำใจทุกคนล้วนเป็นคนมากรักหลายใจใช่หรือไม่
หลินชิงเวยเดินตรงเข้าไปที่ประตูเรือนด้านหลังแล้วเคาะประตู ไม่นานข้ารับใช้ที่รับผิดชอบเฝ้าประตูเรือนด้านหลังของจวนสกุลไป๋ก็มาเปิดประตูให้ เขาเห็นหลินชิงเวยยืนรออยู่หน้าประตูจึงต้อนรับนางเข้าไป
ภายในจวนสกุลไป๋เงียบสงบผิดสามัญ
ครั้งนี้ไป๋หยี่เนี่ยนมิได้ถือมีดทำกับข้าววิ่งไล่หลีเช่อไปทั่วเรือนอีกแล้ว นางเพียงแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง นางที่เป็นเช่นนี้กลับทำให้ท่านผู้เฒ่าไป๋ปวดใจแทนหลานสาวของตนเองจนแทบนั่งไม่ติด
บางทีเมื่อผ่านเรื่องราวในครั้งนี้ไป ไป๋หยี่เนี่ยนจึงจะเติบโตขึ้นอย่างแท้จริง นางจะไม่ไปเปิดโรงทานแจกข้าวต้มหน้าสำนักศึกษาของเจียงมู่อีก และจะไม่ปรากฏกายต่อหน้าเจียงมู่ทุกสามวันห้าวัน หรืออีกไม่นาน ท่านผู้เฒ่าไป๋จะหาแม่สื่อที่เฟ้นหาบุรุษที่มีฐานะและหน้าตาเหมาะสมกับไป๋หยี่เนี่ยนได้ จากนั้นนางก็จะออกเรือนไปอย่างเชื่อฟังพร้อมกับเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่ของนาง
เช่นนั้นเจียงมู่จะรู้สึกว่าตนเองได้สูญเสียอะไรบางอย่างไปหรือไม่?
ตลอดทางที่เดินกลับมา หลินชิงเวยเดินไปพร้อมกับครุ่นคิด คิดไปคิดมาก็อดที่จะเยาะเย้ยตนเองไม่ได้ นางใส่ใจเรื่องเหล่านี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน พวกเขาจะเป็นไปอย่างไรในวันหน้า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนางด้วยเล่า
ต่อมานางจึงกระจ่างแจ้ง นางเพียงแต่ไม่ปรารถนาให้ไป๋หยี่เนี่ยนในวัยแรกแย้มกลายเป็นหลินชิงเวยคนที่สอง
ดังนั้นตัดขาดกันก็ดี
คนโบราณมิใช่กล่าวว่า แก้ปัญหาด้วยวิธีที่เด็ดขาด เจ็บนานไม่สู้เจ็บสั้น ที่จริงแล้วขอเพียงเป็นบาดแผลที่ทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ เมื่อเผอิญเจอกับสภาพอากาศท้องฟ้ามืดครึ้มก็มักจะมีอาการปวดข้อเข่าเป็นพักๆ นั่นก็คือยังคงรู้สึกเจ็บปวดลึกๆ อยู่นั่นเอง
คิดว่าบนร่างของทุกคนล้วนมีรอยแผลเป็นเช่นนี้ เป็นเรื่องช้าหรือเร็วเท่านั้น
หลังจากหลีเช่อและซินหรูกลับไปก็เก็บตัวอยู่ในเรือนอย่างสงบเสงี่ยม ท่านผู้เฒ่าไป๋รู้ว่าหลีเช่อและไป๋หยี่เนี่ยนนั้นเข้ากันไม่ได้ ซินหรูยังเด็กเกินไป ไม่อาจปลอบโยนไป๋หยี่เนี่ยนได้ เขาเองก็เป็นบุรุษสูงวัยคนหนึ่ง ยิ่งไม่มีปัญญาจะไปปลอบโยนไป๋หยี่เนี่ยน มิง่ายดายเลยกว่าเขาจะรอจนหลินชิงเวยกลับมา เขาจึงรีบก้าวเข้ามาพูดว่า “แม่นางหลิน เจ้ากลับมาในที่สุด เจ้าเข้าไปปลอบโยนเนี่ยนเอ๋อร์สักหน่อยได้หรือไม่ ตั้งแต่นางกลับมานางก็ขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่สนใจผู้ใด ข้าร้อนใจแทบแย่แล้ว ข้ากลัวว่านางจะคิดไม่ตก”
หลินชิงเวย “ท่านผู้เฒ่าไป๋อย่าเพิ่งร้อนใจ ข้าไปดูนางก็พอ”
ภายในเรือนของไป๋หยี่เนี่ยนมีเพียงความมืด สาวใช้ทั้งหมดล้วนถูกไล่ออกมา หลินชิงเวยก้าวเข้าไปในเรือน นางยืนอยู่หน้าประตูเงียบๆ พลันได้ยินเสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้น นางผลักประตูห้องเข้าไป ทว่าประตูกลับถูกลั่นดาลเอาไว้
หลินชิงเวยยกมือขึ้นหยิบปิ่นปักผมบนศีรษะแล้วสอดเข้าไปในช่องระหว่างประตูอย่างเชี่ยวชาญ ค่อยๆ ขยับดาลประตูออกแล้วผลักประตูเข้าไป
แสงไฟจากโคมไฟที่แขวนอยู่บนระเบียงทางเดินส่องเข้ามาในห้อง หลินชิงเวยเห็นไป๋หยี่เนี่ยนฟุบร่างลงกับโต๊ะ ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน
นางไม่จุดตะเกียง ปิดประตูขังตัวเองอยู่คนเดียว มาตรว่าไม่ต้องการให้ผู้อื่นเห็นนางร่ำไห้ด้วยความเจ็บปวด
หลินชิงเวยหันกลับไปปิดประตูห้องแล้วเดินคลำทางมาถึงโต๊ะ นั่งลงข้างกายไป๋หยี่เนี่ยน หัวไหล่ของไป๋หยี่เนี่ยนยังคงสั่นสะท้าน เส้นผมห้อยตกลงมาบนแขนบดบังใบหน้าของนาง นางร่ำไห้จนเสียงแหบเสียงแห้ง
ครู่หนึ่งหลินชิงเวยจึงเอ่ยขึ้นว่า “อยากร้องไห้ยังต้องแอบร้องไห้เช่นนี้หรือ? มีความสุขก็หัวเราะ มีความทุกข์ก็ร้องไห้ นี่ไม่ใช่เรื่องน่าขายหน้าอันใด อีกทั้งข้างนอกไม่มีคน ท้องฟ้ามืดเช่นนี้ ไม่มีใครเห็นและไม่มีใครได้ยิน”
ไป๋หยี่เนี่ยนพูดงึมงำ “แต่เจ้าเห็น และเจ้าได้ยิน”
“หากทำได้ เจ้าก็พยายามมองไม่เห็นข้าก็แล้วกัน” หลินชิงเวยพูดเรียบๆ