ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 433 ต่อไปจะดีขึ้นเอง
อาจเป็นเพราะนางและไป๋หยี่เนี่ยนดูแล้วอยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน จึงเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน และคำพูดของหลินชิงเวยมีเหตุผลเสมอ นางมักจะพูดจาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ไป๋หยี่เนี่ยนยิ่งรู้สึกน้อยต่ำใจขึ้นอีกในชั่วพริบตา เมื่อนางอยู่ต่อหน้าหลินชิงเวย นางไม่จำเป็นต้องควบคุมตนเองอีกแล้ว เสียงร้องไห้จึงยิ่งดังขึ้นเรื่อย สุดท้ายถึงกับร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดอย่างที่สุด ทั้งน้ำมูกและน้ำตาไหลอย่างควบคุมไม่อยู่
มีเพียงหลังจากที่นางร้องไห้ปานใจจะขาดจนสาแก่ใจแล้วเท่านั้นจึงจะสามารถยิ้มรับชีวิตหลังจากนั้นได้ ดังนั้นหลินชิงเวยจึงไม่ขัดขวางนาง ไม่เกลี้ยกล่อมนาง เพียงนั่งเงียบๆ เป็นเพื่อนนาง
ไป๋หยี่เนี่ยนไม่รู้สึกอับอายขายหน้าอันใด อย่างไรเรื่องที่น่าอายกว่านี้นางก็เคยทำต่อหน้าหลินชิงเวยมาแล้ว รอเมื่อนางร้องไห้เสียจนเสียงแหบเสียงแห้งคอบวมแล้ว กระทั่งน้ำตาก็ยังแห้งเหือดจึงค่อยๆ สงบลงได้
จนแล้วจนรอดหลินชิงเวยยังคงไม่ได้บอกกับนางว่าเจียงมู่อาศัยอยู่หลังบ้าน
เจียงมู่อาจจะมีใจต่อแม่นางคนนี้ ทว่าความรักที่ไม่หนักแน่นเข้มแข็งพอและไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาแหกกฎของตนเองเพื่อจะได้อยู่ร่วมกับนาง ย่อมไม่มีค่าคู่ควรที่จะให้เอ่ยถึง
ไป๋หยี่เนี่ยนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด “ต่อไป ข้าจะไม่ชมชอบผู้อื่นด้วยวิธีการเช่นนี้อีกแล้ว”
ได้ยินแล้วก็ยังรู้สึกปวดใจ
เป็นเพราะนางชอบเขาจริงๆ นางจึงได้ทำเรื่องโง่เขลาลงไปมากมาย ในขณะเดียวกันก็ทำให้ชีวิตของนางมีสีสันมากขึ้น หากต่อไปกระทั่งการชอบใครสักคนก็ทำไม่ได้ เช่นนั้นแล้วชีวิตของนางก็จะค่อยๆ อับแสงลง
หากเปลี่ยนเป็นหลินชิงเวยที่อยู่ในวัยแรกแย้มเช่นนี้ หากนางต้องไปชมชอบใครด้วยความไร้เดียงสาเช่นนี้ อาจจะคิดว่าสิ่งที่นางเสียไปนั้นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่มีอยู่ในชีวิตของนาง ต่อไปนางคงไม่ชอบผู้ใดอีก
เพียงแต่เวลานี้นางหนักแน่นขึ้น รู้ว่าบุรุษในใต้หล้ามิได้มีเพียงแค่คนเดียว
นิสัยดื้อรั้นเจ้าทิฐิเช่นไป๋หยี่เนี่ยน จะดันทุรังสักหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องผิด มีเพียงเวลาที่จะบอกกับนางได้ว่า นางควรจะเดินหน้าต่อไป หรือควรจะหมุนตัวกลับมารั้งรอ
หลินชิงเวย “วาสนานั้นขึ้นอยู่กับสวรรค์ลิขิต เจ้าจะพบคนที่ดียิ่งกว่าเขา”
“ต่อให้มีคนที่ดีกว่าเขา ข้าก็จะไม่รักใครเช่นนี้อีกแล้ว” ไป๋หยี่เนี่ยนยกนิ้วมือขึ้นพูด “ความรักเช่นนี้เหนื่อยใจ ครั้งเดียวก็เกินพอ เจ้าจะต้องไม่เคยชอบใครแน่นอน ดังนั้นเจ้าจึงไม่เข้าใจความรู้สึกชนิดนั้น” นางยกมือขึ้นกดลงบนหัวใจของตนเอง “ที่นี่ เจ็บเสียจนแทบจะหายใจไม่ออก ข้าเกือบจะคิดว่าข้าต้องตายเพราะความเจ็บปวดนี้เสียแล้ว”
หลินชิงเวยหัวเราะ “ความรู้สึกที่ได้ร้องไห้ออกมาดังๆ ดีขึ้นมากใช่หรือไม่” นางจะไม่เข้าใจความรู้สึกชนิดนั้นได้อย่างไร แต่ต่อให้เป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ระทมยิ่งกว่านี้ มิใช่ว่าก็ก้าวข้ามผ่านมาแล้วหรือ
นางคิดว่าตนเองเป็นคนที่มีการควบคุมตนเองค่อนข้างดี แต่เมื่อตกอยู่ในห้วงความรักที่ถลำลึกเกินไป นางเองก็เคยปล่อยตัวให้ตกต่ำอยู่ในสภาวะไร้สติมาแล้ว
แต่เวลานี้นางมิใช่มีชีวิตที่ดียิ่งหรือ?
ไป๋หยี่เนี่ยน “อืม รู้สึกดีขึ้นมาก”
หลินชิงเวยลูบศีรษะไป๋หยี่เนี่ยนอย่างที่ลูบศีรษะซินหรู ความรู้สึกชนิดนั้นทำให้ไป๋หยี่เนี่ยนรู้สึกอุ่นใจ อาจเป็นเพราะนางกำพร้าบิดามารดา ต้องการการปลอบประโลมเช่นนี้ นางสูดจมูกและพบกว่ากระบอกตาของนางร้อนผ่าว
หลินชิงเวย “ในเมื่อดีขึ้นมากแล้ว พรุ่งนี้พระอาทิตย์ยังคงขึ้นเช่นเดิม คืนนี้เจ้าเข้านอนตามปกติ อย่าทำให้ท่านปู่ของเจ้าต้องเป็นห่วงอีก นี่เป็นการทรมานคนแก่อย่างหนึ่ง ต่อไปทุกอย่างจะดีขึ้นเอง”
“ข้ารู้…” ไป๋หยี่เนี่ยนเงียบไปอีกครู่หนึ่งแล้วพูดเสียงแห้ง “ก่อนหน้านี้ข้าล่วงเกินคนไว้ไม่น้อย เสียมารยาทกับเจ้า ต้องขออภัยเจ้าด้วย”
หลินชิงเวยพูดกลั้วหัวเราะ “อืม นับว่าเป็นเด็กที่ยังสอนได้”
เมื่อหลินชิงเวยเดินออกมาจากในเรือน ภายในห้องของไป๋หยี่เนี่ยนยังคงมืดสนิทดังเดิม คิดว่าต่อให้หลินชิงเวยปลอบใจนางได้ก็เป็นเรื่องชั่วคราว นางต้องการเวลาให้ตนเองได้คิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาให้ชัดเจน
ท่านผู้เฒ่าไป๋ยังไม่ได้กลับไปพักผ่อน เขาเห็นหลินชิงเวยออกมาจึงรีบถาม “เนี่ยนเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง?”
หลินชิงเวย “ไม่เป็นไร ให้นางอยู่กับตัวเองๆ เงียบสักหลายวันก็จะดีขึ้นเอง” ไป๋หยี่เนี่ยนเป็นเด็กร่าเริงคนหนึ่ง จึงไม่ถึงกับคิดไม่ตก
ท่านผู้เฒ่าไป๋ “เช่นนั้นข้าวางใจแล้ว เวลาไม่เช้าแล้ว เจ้ารีบกลับไปพักผ่อนเถิด”
หลินชิงเวย “ระยะนี้ในเมืองไม่ค่อยสงบ ท่านผู้เฒ่าไป๋เพิ่มกำลังคนเฝ้าเรือนในเวลากลางคืนเถิด ตลอดทั้งคืน”
ท่านผู้เฒ่าไป๋ตกตะลึงแล้วรับคำ “ได้”
ท่านผู้เฒ่าไป๋พอจะรู้เรื่องเกิดเหตุไฟไหม้ติดๆ กันหลายคดีในเมืองนี้ เวลานี้เรื่องที่คนในเมืองพูดถึงกันมากที่สุดก็คือเรื่องไฟไหม้ แต่รายละเอียดนั้นท่านนายอำเภอยังคงปิดเป็นความลับเพราะไม่อยากทำให้ชาวบ้านตื่นตระหนก สำหรับเรื่องที่หลินชิงเวยพูดถึงโจรเด็ดบุปผา นายอำเภอยิ่งปกปิดยิ่งกว่า ไม่อาจให้เล็ดลอดออกไปแม้แต่น้อย
หาไม่แล้วไม่เพียงแต่ความบริสุทธิ์ของบรรดาคุณหนูต้องถูกทำลายลง ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น กระทั่งทำให้โจรเด็ดบุปผาหนีรอดไปได้
สกุลไป๋ก็เป็นครอบครัวใหญ่ในเมืองนี้เช่นกัน หลินชิงเวยกังวลว่าไป๋หยี่เนี่ยนจะกลายเป็นเป้าหมายของโจรเด็ดบุปผา นายอำเภอได้ลอบส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจตรวจตราด้านนอกคฤหาสน์ของครอบครัวใหญ่ภายในเมืองที่มีคุณหนูพันชั่งเพียงคนเดียวทั้งหมด ทันทีที่มีความผิดปกติก็จะลงมือปฏิบัติการทันที
หลังจากกลับมาถึงเรือนพักชั่วคราวของตนเอง หลีเช่อและซินหรูล้วนยังไม่เข้านอน และท่านผู้เฒ่าไป๋ยังได้ส่งของว่างมื้อค่ำมาให้ หลินชิงเวยจึงนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ทั้งวันดูเหมือนนางจะยังไม่ได้กินข้าว
คนทั้งสามนั่งลงบนโต๊ะอาหาร หลีเช่อถามขึ้นด้วยท่าทีกระบิดกระบวน “นาง…เป็นอย่างไรบ้าง?”
หลินชิงเวย “ใส่ใจนาง? ใส่ใจนางก็แต่งนางสิ”
ซินหรูพยักหน้าแรงๆ “ใช่”
หลีเช่อ “นี่ แม้ว่าเมื่อแรกนั้นนางจะหยิ่งยโส เวลานี้ข้าไม่รำคาญนางเท่าใดแล้ว แต่ยังคงไม่มีความรู้สึกเช่นความรักระหว่างหนุ่มสาวกับนางแม้แต่น้อย! แม่นางน้อยที่แม้แต่ขนก็ยังขึ้นไม่ครบ มิใช่แบบที่ข้าชมชอบ ข้าเพียงแต่เป็นห่วงว่านางจะคิดไม่ตกเท่านั้น”
หลินชิงเวยพูดเรียบๆ “นางจะค่อยๆ คิดตกเอง” นางมองซินหรูและหลีเช่อ “พรุ่งนี้พวกเจ้าไม่ต้องไปสำนักศึกษาแล้ว”
ซินหรูรับคำด้วยท่าทางเงื่องหงอย “อ้อ”
หลินชิงเวยจึงพูดว่า “ในเมืองเกิดคดีวางเพลิง ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นโจรเด็ดบุปผาคนหนึ่ง พวกเจ้าอยู่ในจวนสกุลไป๋จะปลอดภัยกว่า รอให้เรื่องนี้คลี่คลายแล้วพวกเราค่อยเดินทางออกไปจากที่นี่”
หลีเช่อ “เจ้าคงไม่ได้เป็นห่วงว่าโจรเด็ดบุปผาจะคิดถึงพวกเราสองคนหรอกนะ? เจ้าดูเจ้าอ่อนเยาว์ราวกับบุปผาบานสะพรั่ง ทั้งยังกลับบ้านดึกดื่นเช่นนี้ เจ้าควรจะตกอยู่ในอันตรายยิ่งกว่าจึงจะถูกกระมัง”
หลินชิงเวย “เวลานี้โจรเด็ดบุปผายังไม่คิดถึงข้าเป็นการชั่วคราว”
ซินหรูรวบรวมความกล้าแล้วพูดว่า “แม้อาจารย์เจียงจะทำให้คุณหนูไป๋ทุกข์ใจ แต่เขาเป็นอาจารย์ที่ดีมากๆ คนหนึ่งจริงๆ เจ้าค่ะ ข้าอยู่ในสำนักศึกษาเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ไม่น้อยทีเดียว” นางกะพริบตาปริบๆ มองหลินชิงเวย “พี่สาว ข้าเองยังไม่โตนัก หน้าตาก็ไม่ได้งดงามอันใด ให้ข้าไปเรียนหนังสือกับอาจารย์เจียงอีกหลายวันหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
หลีเช่อช่วยพูดอีกแรงหนึ่ง “ก็ใช่ ซินหรูใฝ่เรียน ต้องอยู่ที่นี่ทั้งวันน่าเบื่อหน่าย สำหรับข้ายิ่งไม่ต้องเป็นห่วง ข้ามิใช่คนที่ใครจะเด็ดก็เด็ดได้นะ”
หลินชิงเวยกินของว่างจานหนึ่งแล้วพูดว่า “เช่นนั้นก็ได้ แต่หลีเช่อ เจ้าต้องรับผิดชอบดูแลซินหรู หากเกิดข้อผิดพลาดอันใดขึ้น” นางช้อนตาขึ้นมองหลีเช่อ “เจ้ารู้ว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไร” ที่จริงแล้ว หากเวลาถัดมานางต้องติดตามนายอำเภอ ย่อมมีความเป็นไปได้ว่านางคงไม่อาจดูแลซินหรู มีหลีเช่ออยู่ เข้าเรียนเลิกเรียนเป็นเพื่อนซินหรู นางก็วางใจ
ยามบ่ายของวันรุ่งขึ้นยังไม่รอให้หลินชิงเวยออกจากเรือน ใต้เท้านายอำเภอถึงกลับมาเยือนด้วยตนเอง ประโยคแรกนั้นพูดขึ้นอย่างเคียดแค้น “เมื่อคืนแม่นางกล่าวถูกต้องแล้ว คิดว่าในเมืองมีโจรเด็ดบุปผาคนหนึ่งแล้ว”