ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 434 ฉวยโอกาส
เมื่อสอบถามอย่างละเอียดจึงล่วงรู้ว่า ที่แท้เมื่อคืนหลังจากคุณหนูจางสงบลง เมื่อเช้าจางฮูหยินไม่อยู่เป็นเพื่อนนางเพียงชั่วครู่ นางกลับแขวนคอตายและสิ้นใจไปแล้ว
ต่อมาเมื่อเห็นบุตรสาวเป็นเช่นนี้ และคิดได้ด้วยความหวาดกลัวว่าในเมืองคงมีคุณหนูอีกจำนวนไม่น้อยที่ตกอยู่ในอันตราย จึงบอกความจริงของเรื่องราวทั้งหมดออกมา นายอำเภอย่อมต้องปกปิดความลับแทนสกุลจางโดยไม่เปิดเผยเรื่องนี้
ที่แท้เหตุการณ์ไฟไหม้ในคืนนั้น คุณหนูจางคิดแต่อยากจะตายเท่านั้น เมื่อจางฮูหยินหาตัวนางพบ เห็นนางอาภรณ์หลุดลุ่ย ท่าทางอเนจอนาถ จึงรู้ทันทีว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น นางลากตัวคุณหนูจางจากความเป็นความตาย แล้วรีบผลัดอาภรณ์ชุดใหม่เพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจของผู้คน เรื่องนี้มีเพียงสาวใช้คนสนิทสองคนและสาวใช้อาวุโสเท่านั้นที่รู้
ใต้เท้านายอำเภอร้อนใจยิ่งนัก “ข้าให้คนไปตรวจสอบทั้งในเมืองและนอกเมืองแล้ว ไม่พบเบาะแสของโจรเด็ดบุปผาแม้แต่น้อย หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะทำอย่างไร ในเมืองมีคุณหนูมากมายเพียงนั้น หรือต้องตกเป็นเหยื่อของเขาทั้งหมด?!”
หลินชิงเวย “ใต้เท้ามิใช่ส่งคนไปเฝ้าแต่ละครอบครัวอย่างลับๆ แล้วหรือ เมื่อมีการเคลื่อนไหวย่อมรู้ได้ทันที”
“แต่คนของศาลาว่าการมีไม่พอ อย่างไรก็ต้องมีที่เล็ดลอดสายตาไปบ้าง”
ความจริงนี่เป็นเรื่องที่หลินชิงเวยหนักใจอยู่เช่นกัน หลินชิงเวยครุ่นคิดแล้วพูดว่า “ไม่สู้เราไปคฤหาสน์สกุลหลี่อีกสักครั้ง เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งแรกเกิดขึ้นที่นั่น ไปดูอีกครั้งว่ามีเบาะแสอย่างอื่นหรือไม่”
คดีแรกที่คนร้ายก่อขึ้น เมื่อเทียบกับครั้งที่สองและครั้งที่สามแล้วยังไม่สาสมใจ เพราะร่องรอยที่ทิ้งเอาไว้ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่เวลาผ่านมาหลายวันเช่นนี้แล้วยังไม่รู้ว่าจะหาเบาะแสพบหรือไม่
ทว่ายังไม่ทันได้ไปถึงจวนสกุลหลี่ ก็ได้ยินข่าวเรื่องงานศพออกมาจากจวนสกุลหลี่
ที่แท้คุณหนูสกุลหลี่ หลี่ซิ่วเอ๋อร์ได้ฆ่าตัวตายเช่นกัน
หลินชิงเวยลอบตกตะลึงในใจ นางจำได้ว่าครั้งที่แล้วที่ได้พบหลี่ซิ่วเอ๋อร์ เห็นนางมีสีหน้าตื่นตระหนกตกใจ ทว่าไม่มีความรู้สึกอย่างอื่น อีกทั้งสกุลหลี่เป็นสถานที่เกิดเหตุที่แรกของคนร้าย ชัดเจนยิ่งนักว่าเขาเพียงแต่วางเพลิง ทว่ามิได้ทำร้ายหลี่ซิ่วเอ๋อร์ เช่นนั้นจิตใจของคนร้ายฮึกเหิมมากขึ้น หลังจากเขาลงมือข่มขืนคุณหนูสกุลจางแล้วจึงย้อนกลับมา!
เขากลับมาได้อย่างไร?
หลินชิงเวยหันไปมองนายอำเภอ นายอำเภอพูดด้วยสีหน้าซีดขาว “ข้าคิดว่าสกุลหลี่เกิดไฟไหม้ไปแล้วหนหนึ่งจึงไม่น่าจะเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง คนของศาลาว่าการไม่เพียงพอจึงละเลยจวนสกุลหลี่ คิดไม่ถึงว่าคนร้ายจะย้อนกลับมา!”
เข้าไปจวนสกุลหลี่ ภายในจวนมีเพียงความเงียบงัน สองสามีภรรยาสกุลหลี่เริ่มจัดงานศพแล้ว ภายในงานศพเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เมื่อนายอำเภอและหลินชิงเวยมาแล้วจึงเข้าไปจุดธูปเพื่อเคารพศพ
หลี่ฮูหยินสะอื้นไห้แล้วคุกเข่าลงเบื้องหน้านายอำเภอ ทั้งโขกศีรษะและร้องไห้ “ใต้เท้า บุตรสาวของข้าตายอย่างไม่รู้สาเหตุแน่ชัด นางช่างน่าเวทนานัก! รบกวนใต้เท้า หาตัวคนร้ายที่ทำร้ายบุตรสาวของข้าให้จงได้ จะให้นางตายลงอย่างเปล่าๆ ปลี้ๆ ไม่ได้! หาไม่แล้วข้าคงมิอาจนอนตายตาหลับ!”
ในใจนายอำเภอเต็มไปด้วยความรู้สึกขมปร่า คิดดูแล้วเขาเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปกครองบ้านเมืองในเมืองคุนมานานหลายปี ยังไม่เคยพบเรื่องที่ทำให้สลดหดหู่ได้ถึงเพียงนี้ เขาพูดกับหลี่ฮูหยิน “ฮูหยินวางใจ โจรชั่วกล้าทำเรื่องต่ำช้าในเมืองคุนของข้า ข้าจะต้องจับเขามาลงโทษตามกฎหมายแน่นอน”
หลินชิงเวยกวาดตามองไปรอบๆ งานศพรอบหนึ่ง เห็นเหล่าสาวใช้และสาวใช้อาวุโสคุกเข่าอยู่บนพื้น ร่ำไห้ไปพร้อมกับเผากระดาษเงินกระดาษทองในกะละมัง
คุณหนูสกุลหลี่นางนี้มิใช่ญาติพี่น้องของพวกนาง ในจำนวนนั้นมีหลายคนที่เสแสร้งแกล้งทำ มิใช่แค่ดูว่าพวกนางร่ำไห้เสียงดังแค่ไหนจึงจะตัดสินใจได้ แต่ตำแหน่งข้างกายที่หลี่ฮูหยินคุกเข่าอยู่มีสาวใช้อาวุโสนางหนึ่งกลับเป็นจุดสนใจของหลินชิงเวย
นางร่ำไห้ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดและสิ้นหวังอย่างแท้จริง ร่างนั้นคดโค้งคุกเข่าอยู่บนพื้นและสั่นสะท้าน ดวงตาทั้งคู่นั้นบวมแดง หลินชิงเวยถามขึ้นว่า “ท่านนี้คือ?”
หลี่ฮูหยินตอบ “นางคือหลี่มามา แม่นมของซิ่วเอ๋อร์ นางดูแลซิ่วเอ๋อร์ตั้งแต่เล็กจนโต หลี่มามาเห็นซิ่วเอ๋อร์เหมือนลูกของตัวเอง” หลินชิงเวยพยักหน้า ไม่ถามอะไรอีก
ขณะที่นางและนายอำเภอเตรียมจะออกจากงานศพก็มีคนอื่นๆ มาคารวะศพอีก หลี่ฮูหยินคนเดียวมิอาจต้อนรับได้ทัน หลี่มามาจึงลุกขึ้นเพื่อช่วยต้อนรับ หลินชิงเวยเดินผ่านร่างของนางแล้วมองนางเรียบๆ เพิ่งจะเดินผ่านไปได้สองก้าวก็หันกลับมา เพื่อเข้าไปมองใบหน้าของหลี่มามาในระยะประชิด
ใบหน้านั้นเป็นใบหน้าของผู้ที่ผ่านโลกมามาก เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น เมื่อเทียบกับหลี่ฮูหยินแล้วชัดเจนยิ่งนักว่าดูหยาบกว่ามาก แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้หลินชิงเวยยังคงแยกแยะอารมณ์และความรู้สึกใบหน้าของนางได้
เมื่อเห็นหลินชิงเวยจับจ้องมองนาง นางรีบก้มหัวลงต่ำ แสดงท่าทีเคารพนอบน้อม
ชัดเจนเหลือเกินกว่าร้อนตัว
หลินชิงเวย “เจ้าเงยหน้าขึ้นมา”
หลี่มามาตัวสั่นเทิ้ม
นายอำเภอและหลี่ฮูหยินล้วนถูกดึงความสนใจจึงมองมาทางนี้ นายอำเภอถามว่า “มีอะไรหรือ?”
หลินชิงเวยจ้องหน้าหลี่มามาเขม็ง “เจ้ากำลังเจ็บปวดและทุกข์ใจ และละอายแก่ใจด้วย”
ร่างของหลี่มามาสั่นน้อยๆ
หลินชิงเวยหรี่ตาลง “เจ้ากำลังละอายใจอันใดเล่า? การตายของคุณหนูหลี่เกี่ยวข้องกับเจ้าหรือ?”
หลี่มามาได้ยินเช่นนั้น ดวงตาจึงเบิกกว้าง
หลินชิงเวยเอามือไพล่หลังไม่ถามอันใดอีก “ม่านตาขยายกว้าง ข้าเอ่ยถึงการตายของคุณหนูสกุลหลี่ เจ้ามีท่าทีหวาดกลัวอย่างชัดเจน ใต้เท้า นำตัวหลี่มามากลับไปไต่สวนที่ศาลาว่าการเถิด”
นายอำเภอมองหลินชิงเวยด้วยสายตาตกตะลึงพรึงเพริด นางเพียงแค่มองสีหน้าของคนผู้หนึ่งก็รู้ได้ว่าในใจกำลังคิดอะไรหรือ? เพียงแค่นี้ก็สามารถวิเคราะห์ได้แล้วว่าการตายของหลี่ซิ่วเอ๋อร์เกี่ยวข้องกับหลี่มามา?
แม้จะรู้สึกว่าเหลือเชื่อ แต่นายอำเภอยังคงสั่งให้เจ้าหน้าที่เข้ามานำตัวนางกลับไป
ขณะที่กำลังจะถูกพาตัวออกไปจากประตูจวน หลี่มามาร้องอ้อนวอนขึ้นด้วยความหวาดกลัวว่า “ฮูหยิน! ฮูหยิน! มิใช่บ่าวทำร้ายคุณหนูซิ่วเอ๋อร์เจ้าค่ะ! บ่าวเห็นคุณหนูมาตั้งแต่เล็กจนโต จะทำร้ายนางจนตายได้อย่างไร!”
หลี่ฮูหยินเองก็ไม่ค่อยเชื่อนัก “หลี่มามาดีต่อซิ่วเอ๋อร์มาโดยตลอด นางคงไม่มีทางทำร้ายซิ่วเอ๋อร์…”
หลินชิงเวยหันไปมองหลี่ฮูหยิน “ฮูหยินพูดคำพูดนี้ออกมาอย่างไม่ค่อยแน่ใจเช่นกันใช่หรือไม่? เกี่ยวข้องหรือไม่ นำตัวกลับไปไต่สวนก็รู้เอง”
ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่า สายตาของหลินชิงเวยมองคนไม่ผิด หลังจากหลี่มามานางนั้นถูกนำตัวกลับมายังศาลาว่าการ ใช้เวลาไต่สวนหนึ่งวัน ในที่สุดก็ได้ข้อสรุป
เมื่อสกุลหลี่เกิดเหตุไฟไหม้ครั้งแรก หลี่มามาไม่รู้เรื่องราวอันใด แต่เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนั้นมีข้ารับใช้ได้รับบาดเจ็บคนหนึ่ง และประจวบเหมาะว่าข้ารับใช้คนนั้นเป็นบุตรชายของหลี่มามา ครอบครัวของผู้มีอันจะกินนั้นดีต่อครอบครัวของข้ารับใช้เป็นเรื่องธรรมดา บุตรชายของนางได้รับบาดเจ็บขณะทำงาน จึงใช้เรื่องบาดเจ็บที่ขาได้รับเงินไปจากสกุลหลี่ก้อนหนึ่ง และสองสามีภรรยาสกุลหลี่ด้วยเห็นแก่หน้าหลี่มามาจึงได้ให้เงินไปจำนวนไม่น้อย บุตรชายของหลี่มามาจึงกลับไปรักษาตัวที่บ้าน ระหว่างนั้นกลับยิ่งกินดีอยู่ดีและขี้เกียจตัวเป็นขน ไม่เพียงแต่ใช้จ่ายเงินที่สกุลหลี่ให้ไปจนหมดเกลี้ยง ซ้ำยังติดค้างเงินคนไปทั่ว เมื่อเจ้าหนี้มาทวงเงินถึงบ้าน หากไม่คืนเงินก็จะหักขาบุตรชายนางข้างหนึ่ง แต่หากนางยอมปล่อยคนผู้นั้นเข้าไปขโมยทรัพย์สินในจวนสกุลหลี่ เรื่องนี้ถือว่าไม่ติดค้างกัน
ไหนเลยจะคิดว่า หลี่มามาปล่อยคนผู้นั้นเข้าไปในจวนสกุลหลี่ เขามิได้เข้าไปขโมยทรัพย์สิน แต่กลับเข้าไปพรากพรหมจรรย์ของหลี่ซิ่วเอ๋อร์
นายอำเภอถามหลี่มามาว่าคนผู้นั้นอาศัยอยู่ที่ใด แต่หลี่มามากลับตอบว่าไม่รู้