ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 435 คนร้ายเดือดดาล ไม่เกี่ยงวิธีการ
เบาะแสจึงสะดุดลงที่นี่ ตามข้อเสนอแนะของหลินชิงเวย นายอำเภอได้ส่งคนไปนำตัวข้ารับใช้ที่น่าสงสัยของสกุลจางและสกุลเหลิ่ง—กลับมาไต่สวน พบว่าคนร้ายไม่เกี่ยงวิธีการเข้าทางข้ารับใช้ของครอบครัวเหล่านั้น ให้พวกเขายอมปล่อยสุนัขจิ้งจอกเข้าไปในเรือน
เมื่อเป็นเช่นนี้แทบจะเป็นเรื่องที่ป้องกันไม่ได้ ด้วยในครอบครัวของผู้มีอันจะกินนั้นมีข้ารับใช้มากมายปานนั้น เจ้าหน้าที่บางส่วนที่ลอบสังเกตการณ์อยู่ย่อมไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ฉะนั้นจึงมีช่องโหว่ให้คนเล็ดลอดเข้าไปได้อยู่นั่นเอง
หลังจากนั้นไม่กี่วัน มีคุณหนูจากครอบครัวหนึ่งประสบเคราะห์กรรม นายอำเภอถึงกับทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง เขาไม่อาจคำนึงถึงแต่ชื่อเสียงของคุณหนูจากครอบครัวเหล่านี้อีกแล้ว เขาประกาศไปทั่วเมืองว่าเวลานี้ในเมืองมีโจรเด็ดบุปผาคนหนึ่ง ให้แต่ละครอบครัวระมัดระวังป้องกันให้ดี จะต้องควบคุมและตรวจตราข้ารับใช้ภายในเรือนอย่างเข้มงวด หากปล่อยคนร้ายเข้าบ้าน ผลลัพธ์เป็นเรื่องที่มิอาจประเมินความเสียหายได้
ก่อนหน้านี้ชาวบ้านในเมืองต่างพากันคาดเดาไปต่างๆ นานา มีความรู้สึกหวาดกลัวด้วยไม่รู้ความจริง ทว่าบัดนี้นายอำเภอออกมาพูดแล้ว ความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นเพราะไม่รู้ความจริงกลายมาเป็นรู้ความจริงแล้วจึงประหวั่นพรั่นพรึง แต่ละครอบครัวล้วนป้องกันอย่างแน่นหนา ไม่ปล่อยให้โจรเด็ดบุปผาฉวยโอกาสได้
นายอำเภอรู้สึกจนปัญญาเช่นกัน “รู้ว่าทำเช่นนี้จะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น และอาจจะเป็นการปล่อยให้โจรเด็ดบุปผาหนีรอดไปได้ แต่ก็ยังดีกว่าให้ผู้บริสุทธิ์ต้องมาประสบเคราะห์กรรม”
หลินชิงเวยไม่แสดงท่าทีเห็นด้วยหรือคัดค้าน
หากนี่เป็นคดีวางเพลิงที่ผู้ก่อเหตุเกิดติดลมขึ้นมา เขาจะวางมือไปอย่างง่ายดายเช่นนี้หรือ? หากพบว่าคนร้ายเป็นคนที่มีจิตใจเบี่ยงเบนถึงขีดสุด แล้วจะเป็นอย่างไร?
หลินชิงเวยกังวลถึงสิ่งใด สิ่งนั้นก็มา การลงมือของคนร้ายล้วนอยู่ในการคาดเดาของนางทั้งสิ้น เพียงแต่เมื่ออยู่ในยุคสมัยที่ล้าหลังเช่นนี้ คิดจะจับคนร้ายล้วนต้องใช้แรงงานคน และคนร้ายนั้นมีใจคอเหี้ยมโหดผิดสามัญ เขาอยู่ในที่ลับและเจ้าเล่ห์ยิ่งยวด ใต้เท้านายอำเภออยู่ในที่แจ้ง คิดจะจับเขาย่อมมิใช่เรื่องง่าย
ปรากฏว่าเมื่อนายอำเภอประกาศเรื่องนี้ไปทั่วเมือง ส่งผลให้คนร้ายมีโทสะ เพื่อเป็นการท้าทายนายอำเภอ และระบายความโกรธแค้นของตน เขาจึงก่อคดีวางเพลิงขึ้นอีกคดีหนึ่ง
ใต้เท้านายอำเภอพุ่งความสนใจไปที่ครอบครัวของผู้มีอันจะกินเหล่านั้น คนร้ายนั้นกลับเปลี่ยนเป้าหมายของตน เขาถึงกับวางเพลิงบ้านเรือนของชาวนา
เวลานี้เข้าสู่ฤดูคิมหันต์ สภาพอากาศแห้งแล้ง ขอเพียงมีลมเปลวไฟย่อมลุกลามอย่างยากที่จะควบคุมได้ แม้เรือนของครอบครัวของชาวนานั้นจะมิใช่คฤหาสน์หลังใหญ่กว้างขวางเช่นครอบครัวผู้มีอันจะกิน ทว่านับได้ว่าเสียหายไม่มีเหลือเช่นกัน เรือนสองคั่นนั้นถูกเผาจนราบคาบในเวลาชั่วคืนเดียว
ชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้นล้วนออกมาช่วยกันดับไฟ ไม่เช่นนั้นหากรอให้ไฟค่อยๆ ลุกลาม ไม่แน่ว่าบ้านเรือนของตนเองก็จะถูกไฟไหม้ไปด้วย
ครอบครัวชาวนามีแม่นางคนหนึ่งที่ยังมิได้ออกเรือนเช่นกัน แต่ทุกคนต่างพากันไปช่วยกันดับไฟจึงไม่มีใครคิดถึงเรื่องนี้ไปชั่วขณะ และไม่พบเห็นเงาร่างของนาง ทุกคนต่างคิดว่าแม่นางอาจตายในกองเพลิงแล้ว
กลางดึกคืนนั้นเปลวไฟที่ลุกฮือนั้นส่องสว่างไปทั่วทั้งผืนฟ้า หลินชิงเวยเองมิอาจรออยู่ในเรือนได้ นางจึงลุกขึ้นผลัดอาภรณ์เตรียมออกจากจวนสกุลไป๋ หลีเช่อและซินหรูถูกทำให้ตกใจตื่น หลินชิงเวยพูดโดยไม่หันกลับมา “กลับเข้าไปนอนในห้อง ห้ามไปที่ใดทั้งสิ้น”
ซินหรูขยี้ดวงตา “พี่สาว ท่านจะไปที่ไหนเจ้าคะ?”
หลีเช่อเห็นเปลวไฟบนท้องฟ้า สีหน้าเกียจคร้านของปรากฏให้เห็นความเคร่งเครียด “คนร้ายลอบวางเพลิงนี้ไม่จบไม่สิ้น” พูดแล้วก็ตบไหล่ซินหรู “เด็กดี เชื่อฟังพี่สาว กลับเข้าไปนอนในห้อง ข้าไปกับพี่สาวของเจ้า เจ้าจะได้ไม่ต้องกังวล”
เวลาเช่นนี้ซินหรูย่อมไม่สร้างความยุ่งยากให้หลินชิงเวย แม้ว่าตัวนางเองจะรู้สึกเป็นห่วง นางกลับเข้าไปในห้องอย่างเชื่อฟังแล้วพูดกับหลีเช่อว่า “ท่านจะต้องปกป้องคุ้มครองพี่สาวข้าให้ดีเล่า เจ้ารับรองแล้ว”
“ได้ๆ รู้แล้ว” หลีเช่อคลุมเสื้อตัวนอกส่งๆ แล้วพุ่งกายออกไปตามทิศทางที่หลินชิงเวยจากไป
เมื่อไปถึงที่นั่น นายอำเภอกำลังสั่งให้คนไปช่วยกันดับไฟ ตัวเขาเองก็ร้อนใจราวกับมดที่เดินอยู่บนหม้อร้อนๆ อย่างไรอย่างนั้น หลินชิงเวยสอบถามรายละเอียดของครอบครัวนี้แล้ว ครอบครัวนี้อาศัยอยู่เพียงสามีภรรยาคู่หนึ่งกับบุตรสาวเช่นกัน สองสามีภรรยาปลอดภัยดี แต่บุตรสาวนั้นไม่รู้ว่าตายในกองเพลิงหรือหายไปอยู่ที่ใด สองสามีภรรยาคิดว่าบุตรสาวของพวกเขาตายในทะเลเพลิง จึงร่ำไห้เสียใจจนแทบยืนไม่อยู่
หลินชิงเวยมีสีหน้าเย็นชา พูดกับนายอำเภอด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “พาคนออกไปค้นหาในบริเวณใกล้เคียง มีความเป็นไปได้ว่าแม่นางคนนั้นอาจจะยังมีชีวิตอยู่” หากไปถึงช้า จะมีชีวิตอยู่อีกหรือไม่ ก็เป็นเรื่องไม่แน่นอนแล้ว
นายอำเภอได้ยินคำพูดของหลินชิงเวยแล้วราวกับเพิ่งตื่นจากฝัน เขาใจร้อนเกินไปถึงกับลืมลำดับขั้นตอนเรื่องที่ควรทำ หากนี่เป็นการกระทำของคนร้ายโรคจิตที่ลอบวางเพลิงแล้วคร่าพรหมจรรย์แล้วละก็ เช่นนั้นหากบุตรสาวของครอบครัวนี้มิได้ตายในกองเพลิง ย่อมต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างที่สุดเป็นแน่ เขาถึงกับลืมเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปได้
นายอำเภอสั่งการลงไปทันที พร้อมกับพาหลินชิงเวยและหลีเช่อไปด้วย มุ่งหน้าออกไปยังละแวกใกล้เคียงเพื่อค้นหาแม่นางคนนั้น
รอกระทั่งชาวบ้านควบคุมไฟเอาไว้ ราตรีนี้จึงเงียบสงบลง เมืองคุนแห่งนี้ก่อสร้างตามแนวเทือกเขา พวกเขาพบแม่นางคนนั้นในป่าเล็กแห่งหนึ่งไม่ไกลจากหมู่บ้าน
ทว่าไม่พบคนร้ายใจคอเหี้ยมโหดคนนั้น
แม่นางคนนั้นไร้อาภรณ์ปกปิดเรือนร่าง นอนอยู่ในป่าทั้งบาดแผลเต็มตัว ร่างขาวโพลนของนางเปิดเปลือยท่ามกลางราตรี เป็นภาพที่ทิ่มแทงสายตาเหลือเกิน
นางไม่มีลมหายใจแล้ว ทว่าร่างของนางยังอุ่นอยู่
หลินชิงเวยยืนอยู่ด้านข้าง แววตาหม่นวูบด้วยความเวทนา นางจับจ้องหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้า นาทีก่อนนางยังมีชีวิตอยู่ นางถึงกับจินตนาการได้ไม่ยากว่าโจรเด็ดบุปผาฉวยโอกาสที่ทุกคนกำลังช่วยกันดับไฟ ลักพาตัวนางมากระทำชำเราตามอำเภอใจที่นี่ ต่อให้นางร้องตะโกนจนคอแตกก็ถูกกลืนโดยเสียงดับไฟเหล่านั้น ไม่มีใครได้ยิน และไม่มีใครสนใจ
ความรู้สึกต่อสู้ดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง สิ้นหวังขณะที่กำลังต่อสู้ คิดแล้วก็ทำให้คนแทบจะหายใจไม่ออก
หลินชิงเวยปลดเสื้อคลุมตัวนอกของตนคลุมลงบนร่างของหญิงสาวเบาๆ เพื่อศักดิ์ศรีสุดท้ายของนาง
คืนนั้นนายอำเภอสั่งให้คนออกตรวจค้นป่าทั้งหมด กระทั่งฟ้าสางก็ไม่อาจตรวจค้นอะไรออกมาได้
ท่ามกลางคลื่นลมที่เกิดขึ้นทั่วเมือง ขณะที่ทั้งเมืองกำลังตามหาคนร้าย เมืองคุนทั้งเมืองเข้าสู่สภาวะตรวจตราเข้มงวด ทุกบ้านล้วนเกรงว่าจะเกิดเรื่องพบใครล้วนป้องกัน ประตูเมืองไม่ได้เปิดกว้างเพื่อต้อนรับคนนอกเช่นเมื่อก่อนอีกแล้ว ผู้ที่ต้องการเข้าและออกเมืองล้วนต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด กระทั่งโรงเตี๊ยมก็ถูกสั่งปิดเป็นเวลาหลายวัน ด้วยไม่ต้อนรับคนต่างถิ่น
เสียงอ่านหนังสือในสำนักศึกษาเงียบหายชั่วคราวด้วยสาเหตุนี้ บรรดาผู้ปกครองรับบุตรหลายคนกลับไป ระหว่างที่ยังจับตัวคนร้ายไม่ได้ กระทั่งเด็กเล็กก็มิอาจส่งไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ซินหรูจึงไม่มีที่ให้เรียนหนังสือแล้ว จึงได้แต่รั้งอยู่ในจวนสกุลไป๋ หลีเช่อและหลินชิงเวยมักจะไม่อยู่ในจวนสกุลไป๋เพราะพวกเขาต้องออกไปช่วยนายอำเภออีกแรงหนึ่ง
เวลาตลอดทั้งปีของอาจารย์เจียงมู่ ยากนักที่จะมีเวลาว่างหลายวันเช่นนี้
เป็นเวลากลางคืนแล้วทว่าหลีเช่อและหลินชิงเวยยังเดินอยู่บนถนน ในมือถือโคมไฟ ข้างกายพวกเขามีเจ้าหน้าที่สองคน เช่นเดียวกับหน่วยเล็กๆ ที่ลาดตระเวนในเวลากลางคืน เวลานี้คนร้ายนั้นไม่มีเป้าหมายแน่นอนในการลงมือแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครก็ไม่รู้ว่าคดีต่อไปจะเกิดขึ้นที่ใด จึงได้แต่ลาดตระเวนทั้งเมือง ทันทีที่พบความผิดปกติต้องรายงานทันที
บนถนนเงียบสงบ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสลดหดหู่เช่นนี้ เมื่อเทียบกับเมื่อแรกที่พวกเขาเข้ามาในเมืองนี้ดูรุนแรงขึ้น หลีเช่อพูดขึ้นว่า “สถานที่แห่งนี้ ไม่มีกล้องวงจรปิดตามสี่แยก เมื่อคนร้ายก่อเหตุแล้วก็หนีไปอย่างไร้ร่องรอย นานเช่นนี้แล้วหน้าตาเขาเป็นอย่างไร รูปร่างเป็นอย่างไรล้วนไม่มีใครรู้ จะหาอย่างไรกัน?”