ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 436 ความคัับแค้นใจแพร่ระบาดแบบนี้ได้ด้วยหรือ
- Home
- ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง
- เล่มที่ 15 บทที่ 436 ความคัับแค้นใจแพร่ระบาดแบบนี้ได้ด้วยหรือ
“เขาจะต้องยังอยู่ในเมืองแน่นอน หากข้ามองเห็นเขาในแวบแรก จะต้องจำเขาได้แน่” หลินชิงเวยพูดเรียบๆ
หลีเช่อตกตะลึง “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
หลินชิงเวย “หากจะหนี ควรจะหนีตั้งนานแล้ว ทว่ากลับก่อคดีอีก ชัดเจนยิ่งนักว่ากำลังประกาศตัวเป็นปฏิปักษ์กับทางการ คนผู้นี้อายุราวๆ สามสิบปีขึ้นไป รูปร่างขนาดกลาง ผิวพรรณดำคล้ำ สวมอาภรณ์ธรรมดาสามัญ ขอเพียงเขายังอยู่ในเมืองย่อมต้องหาเป้าหมายต่อไปแน่”
หลีเช่อ “เหตุใดเจ้าจึงรู้ละเอียดชัดเจนเช่นนี้?”
“บ่ายวันนี้ไต่สวนคนที่ได้พบกับเขามาก่อนจึงได้ข้อสรุป นายอำเภอได้ให้คนวาดภาพเหมือนติดประกาศไปทั่วแล้ว แม้ว่าจะวาดได้ย่ำแย่อยู่บ้าง”
หลีเช่อพูดอย่างไม่เกรงใจ “มีหรือจะย่ำแย่เล็กน้อย ยุคสมัยนี้ล้วนไม่กล้าชื่นชม จิตรกร วาดออกมาขี้ริ้วขนาดโยนตัวคนจริงๆ ออกไปถึงถนนอีกหลายสาย”
หลินชิงเวยเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงพูดว่า “เวลานี้เขาถูกบีบเสียจนเหมือนสุนัขกระโดดกำแพง จึงเริ่มลงมือกับชาวบ้านธรรมดา เขาได้เลือกคุณหนูจากครอบครัวใหญ่เป็นเป้าหมายตั้งแต่แรก ข้าคิดว่าในใจของเขายังมีเป้าหมายเดิมอยู่ ก่อนหน้าที่เขาจะจัดการเป้าหมายนี้ได้ เขายังไม่ยอมไปจากที่นี่”
“ในเมืองมีคนมากมายเช่นนี้ หากคิดจะตรวจสอบทีละคนนั้นเป็นเรื่องยากมาก อีกทั้งยังสามารถแปลงโฉมได้ เช่นนั้นโอกาสที่จะหาตัวเขาพบได้ก็ยิ่งน้อยลงไปอีก” หลีเช่อว่า “ดูแล้วมีเพียงการลาดตระเวนยามกลางคืนเช่นนี้ จึงจะป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้นอีกได้”
ยามนี้ภายในจวนสกุลไป๋ หลินชิงเวยและหลีเช่อต่างไม่อยู่ ซินหรูอยู่คนเดียวก็ไม่มีกะจิตกะใจจะเข้านอน นางรู้ว่าระยะนี้ไป๋หยี่เนี่ยนค่อนข้างเก็บเนื้อเก็บตัวจึงไปเยี่ยมนางอยู่เสมอ
ไป๋หยี่เนี่ยนเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ อารมณ์มั่นคงขึ้นเล็กน้อย เพียงแต่คนทั้งคนดูไม่ร่าเริงสดใส อาจเป็นเพราะนางยังคิดไม่ตกอย่างแท้จริง นางยังต้องการเวลาอีกสักพัก
นางได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นข้างนอกเช่นกัน ระยะนี้ท่านผู้เฒ่าไป๋ไม่อนุญาตให้นางออกไปข้างนอก
นางเองเป็นคุณหนูของครอบครัวใหญ่ภายในเมืองเช่นกัน แวดวงของบรรดาคุณหนูจะบอกว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่นัก คุณหนูจากครอบครัวผู้มีหน้ามีตาในเมืองทุกคนนางล้วนรู้จัก อีกทั้งยังมีหลายคนที่เป็นสหายสนิท คุณหนูเคราะห์ร้ายเหล่านั้นมีคนสองคนที่เป็นสหายของนาง
เรื่องนี้ทำให้ไป๋หยี่เนี่ยนหวาดกลัว เดิมทีคิดจะไปเคารพศพ ท่านผู้เฒ่าไป๋กลับไม่ยินยอม ด้วยกลัวว่านางจะทำให้คนร้ายจดจำได้และเกิดเรื่องอันตรายขึ้น
ยามนี้ไป๋หยี่เนี่ยนและซินหรูสองคนฟุบร่างกับโต๊ะหิน ไป๋หยี่เนี่ยนเอ่ยขึ้นว่า “พี่ชิงเวยและหลีเช่อ พวกเขาจับคนร้ายได้แล้วหรือไม่?”
ซินหรูพูดด้วยความมั่นใจ “จะต้องจับได้แน่! พี่สาวข้าเก่งกาจปานนั้น!”
ไป๋หยี่เนี่ยนนำความคับแค้นใจถ่ายทอดให้ซินหรูอย่างเป็นผลสำเร็จ “พี่ชิงเวยมีรูปโฉมงดงามเพียงนั้น หากถูกโจรเด็ดบุปผาสนใจเข้าจะทำอย่างไร? หลีเช่อนั่นก็ปีศาจชัดๆ ไม่แน่ว่าทั้งสองคนก็อาจเป็นคนที่โจรเด็ดบุปผาต้องการ ทั้งยังเจ้าเล่ห์มากแผนการเช่นนั้น เขาจะต้องหาโอกาสแยกหลินชิงเวยและหลีเช่อออกจากกัน จากนั้นฉวยโอกาสลงมือ…”
ซินหรู “…” นางยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าไม่เข้าที ยิ่งคิดยิ่งกังวล ในสมองราวกับจินตนาการเห็นหลินชิงเวยและหลีเช่อพบเจอเหตุการณ์เช่นนั้นและไม่อาจช่วยอะไรได้
ซินหรูนอนไม่หลับทั้งคืน ราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็ม นางรอถึงครึ่งคืนหลังก็ทนไม่ได้ในที่สุดจึงวิ่งออกไปตามหาคนทั้งสอง แต่เพิ่งจะวิ่งออกจากเรือนไปก็เห็นหลินชิงเวยและหลีเช่อเดินกลับเข้ามา จึงอดที่จะร่ำไห้ออกมาไม่ได้ “คุณหนูไป๋บอกว่า…คุณหนูไป๋บอกว่าพวกท่านถูกโจรเด็ดบุปผาสนใจแล้ว ข้าตกใจแทบตาย…”
หลีเช่อง่วงจนแทบจะกลายเป็นสุนัขอยู่แล้ว เขาคว้าชายอาภรณ์แล้ววิ่งเข้าไปในเรือนของไป๋หยี่เนี่ยนพร้อมกับพูดว่า “เด็กคนนี้ ไม่อบรมสั่งสอนนางไม่กี่วัน นางก็ขึ้นขนแล้ว ซินหรูไม่ต้องร้องไห้ ข้าจะช่วยเจ้าสั่งสอนนางเอง”
“กลับมา” หลินชิงเวยตวาดเสียงเรียบ
“อ้อ” หลีเช่อเดินกลับมายังเรือนของตน อาบน้ำเสร็จล้มตัวลงนอนทันที
หลายวันนี้ทุกคนต่างเหน็ดเหนื่อยมาก โชคดีก็คือภายในเมืองไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีก ทว่ายังมิอาจหย่อนยานได้ ยิ่งเป็นเช่นนี้ ยิ่งมิอาจปล่อยปละละเลยได้ ขอเพียงรู้ว่าคนร้ายยังอยู่ในเมือง ย่อมต้องมีครั้งต่อไป
วันนี้ไป๋หยี่เนี่ยนอยู่ในเรือนไม่มีอะไรทำ วันทั้งวันจึงไม่สบอารมณ์ มามาในเรือนของนางนำจดหมายมามอบให้นางฉบับหนึ่งพร้อมแจ้งว่า “คุณหนู ข้างนอกมีคนให้ข้านำจดหมายฉบับนี้มามอบให้ท่านเจ้าค่ะ”
เดิมทีไป๋หยี่เนี่ยนไม่รู้สึกสนใจอันใด แต่เมื่อเปิดจดหมายออกดูแล้วอ่านจดหมายที่อยู่ข้างใน สีหน้าท่าทางของนางเปลี่ยนไปทันที จากท่าทีซังกะตายของนายกลายเป็นกระฉับกระเฉงกระตือรือร้น ไม่รู้เป็นเพราะตื่นเต้นหรือเคร่งเครียด ใบหน้าเล็กที่ขาวเผือดอยู่บ้างกลับเต็มไปด้วยเลือดฝาด นางรีบคว้าตัวมามาและถามว่า “คนส่งจดหมายเล่า? เขาอยู่ที่ไหน?!”
มามา “บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ”
ไป๋หยี่เนี่ยนลุกพรวดพราดขึ้นมา นางวิ่งไปรอบๆ ลานเรือน “ไม่ได้ ข้าต้องออกไปหาเขา!” เมื่อก้มลงมองสภาพของตนแล้วก็ฉุกคิดได้ว่าไม่อาจออกไปพบเขาในสภาพเช่นนี้ได้ นางควรจะแต่งกายอย่างพิถีพิถันแล้วค่อยไปพบเขาจึงจะใช้ได้
ดังนั้นไป๋หยี่เนี่ยนจึงกลับห้องไปเปลี่ยนอาภรณ์เป็นกระโปรงสีชมพู นางลูบไล้อาภรณ์สีชมพูในกระจกอย่างพึงใจแล้วเดินออกจากห้อง เป็นเวลาหลายวันแล้วที่นางไม่เบิกบานใจ ไม่มีกะจิตกะใจจะแต่งตัวเช่นนี้
———–
หลายปีก่อน
การสอบเคอจวี่ของแคว้นต้าเซี่ยที่จัดขึ้นทุกๆ สามปีเสร็จสิ้นลงแล้ว เมื่อประกาศจากวังหลวงถูกประกาศออกมา เจียงมู่ที่ไม่มีรายชื่อจึงต้องเดินทางกลับบ้านเกิด
เวลานั้นเขาเป็นซิ่วไฉที่เริ่มมีชื่อเสียงของบ้านเกิดตนแล้ว แต่บัดนี้กลับไม่รู้จะกลับไปอย่างไร เดินทางกลับเมืองหลวงเป็นระยะทางแสนไกล ระหว่างเดินทางกลับได้ใช้จ่ายเงินที่เตรียมมาจนหมดสิ้น
เจียงมู่เป็นบัณฑิตยากจน ตรากตรำร่ำเรียนสิบปี ครอบครัวมีฐานะยากจน เขามัธยัสถ์อดออมทั้งเรื่องอาหารการกินและอาภรณ์ที่สวมใส่ คนจากบ้านเกิดเดียวกันที่มีฐานะยากจนเช่นกัน ให้เกียรติเขาว่าเป็นบัณฑิตคนหนึ่ง แต่บุตรหลานของคนมั่งมีเหล่านั้นกลับดูถูกดูแคลนว่าเขาเป็นซิ่วไฉตกยากคนหนึ่ง
ต่อให้เขาเดินทางกลับบ้านเกิดก็ไม่มีที่ยืน คำสาบานที่เคยกล่าวไว้ดิบดี คนงามที่กล่าวว่ามิใช่เขาจะไม่แต่ง เวลานี้ด้วยเพราะรอการกลับมาของเขาเนิ่นนาน ได้ยินว่าแต่งงานออกเรือนไปกับคนอื่นแล้ว
นั่นเป็นแม่นางรูปโฉมงดงามคนหนึ่ง จิตใจเมตตา บุตรหลานคนมีฐานะในเมืองมากมายที่สนใจนาง ทว่าเวลานั้นความรักระหว่างนางและเจียงมู่มีค่ายิ่งว่าเงินทอง บุตรหลานของคนมีฐานะเหล่านั้นจึงมิอาจแยกพวกเขาได้
เจียงมู่เป็นคนหนุ่มไฟแรง เชื่อว่าโชคชะตาอยู่ในมือของตนเอง ความสุขในชีวิตอยู่ในกำมือตน เขาอำลาบ้านเกิดเดินทางสู่เมืองหลวงด้วยความมั่นใจ แต่ที่คิดไม่ถึงก็คือ สุดท้ายแล้วเขาไม่ได้อะไรกลับมาเลย อีกทั้งยังพ่ายแพ้หมดรูป
บางทีคนมากมายบนโลกนี้ล้วนเป็นเช่นเขา สุดท้ายล้มลงแล้วลุกขึ้นมายืนใหม่ไม่ได้ ตกต่ำลงตั้งแต่นั้น กระทั่งตนเองก็แทบจะไม่รู้จักตัวเองแล้ว
เขาไม่เดินทางกลับบ้านเกิดของตนแต่มุ่งหน้ามายังเมืองคุน เมืองคุนเป็นหัวเมืองที่เล็กกว่าบ้านเกิดของตน เมื่อแรกที่เขาเดินทางมาถึงที่นี่ ทั้งร่างสวมอาภรณ์สกปรกเลอะเทอะ เส้นผมยุ่งเหยิงสภาพอเนจอนาถ ไม่มีใครจดจำได้ว่าเขาเป็นบัณฑิต และเป็นซิ่วไฉที่พอมีชื่อเสียงในบ้านเกิด
ชาวบ้านในเมืองคุนล้วนอัธยาศัยดีและเป็นมิตร เมื่อแรกนั้นเขาเคยเป็นขอทานไร้บ้านอยู่ตามถนน
หากเป็นเมื่อก่อน เขายอมหิวตายก็ไม่ยอมขออาหาร เพียงแต่เวลานี้เขาไม่มีอะไรเลย นอกจากมีชีวิตอยู่ไปวันๆ
เขาไม่มีที่อยู่อาศัย
วันนั้นฝนตก ฝนของฤดูสารทโปรยลงมา ทุกหนทุกแห่งล้วนเปียกปอนไปหมด ร่างผอมบางของเขาซุกอยู่ใต้ชายคามุมถนนแห่งหนึ่ง มองดูผู้คนที่เดินผ่านไปมา
ลมหนาวที่พัดมาพร้อมกับความเปียกชื้นเสียดแทงเข้าไปในกระดูกของเขา เขากอดแขนของตนเองต่อสู้กับความหนาวเย็นจนฟันกระทบกันกึกๆ ใต้ชายคาแคบๆ นั้น