ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 437 เป็นนางท่ี่ดึงเขาขึ้นมาจากหุบเหว
- Home
- ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง
- เล่มที่ 15 บทที่ 437 เป็นนางท่ี่ดึงเขาขึ้นมาจากหุบเหว
ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง ท้องฟ้าที่ฝนกำลังตก คล้ายกับจะมืดเร็วกว่าปกติ แสงไฟสลัวจากโคมไฟบนถนนส่องมาไม่ถึงจุดที่เขาอยู่ ร่างของเขาแทบจะกลมกลืนไปกับความมืดของราตรี บนถนนมีคนเดินผ่านเป็นพักๆ ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะพบเห็นเขา
กระทั่งต่อมา แม่นางน้อยอายุราวๆ สิบเอ็ดสิบสองปีนางหนึ่งปรากฏกายเบื้องหน้าเขา ในมือถือร่มคันหนึ่ง ราวกับตัวร่มจะมีน้ำหนักมากเกินไป ทำให้นางประคองไม่อยู่ จึงได้แต่ใช้ไหล่แบบบางนั้นประคองร่มเอาไว้ น้ำฝนที่ไหลลงมาจากชายคาเรือนตกลงบนร่มกระดาษมันของนางค่อยๆ ไหลลงสู่พื้น และบดบังลมฝนให้เขาได้ชั่วขณะ
แม่นางน้อยราวกับเป็นแสงสว่างสายหนึ่งที่ส่องสว่างความมืดมิด และส่องสว่างเขาด้วย ทำให้สภาพอเนจอนาถและสกปรกทั้งหมดของเขาเข้าสู่คลองจักษุของผู้คน นางมองเขาด้วยดวงตาใสบริสุทธิ์
เจียงมู่ไม่ยินยอมให้คนเข้าใกล้เขาเช่นนี้ มองเขาละเอียดถี่ถ้วนเช่นนี้ แต่ด้วยแม่นางน้อยไร้เดียงสา เขาไม่ปรารถนาให้ดวงตาใสสะอาดบริสุทธิ์คู่นั้น เห็นความมืดดำอีกมุมหนึ่งบนโลกนี้
แม่นางสวมกระโปรงสีชมพู ด้านหลังร่างของนางมีรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ หลังคารถม้ามีมุมสี่มุมล้วนมีโคมไฟแขวนเอาไว้ดวงหนึ่ง แสงไฟจากโคมไฟส่องสว่างกรอบหน้าและรูปร่างเล็กๆ ของนาง ภายใต้แสงไฟ สายลมที่พัดมาทำให้ความเปียกชื้นในบรรยากาศกลายเป็นละอองฝนเล็กๆ ราวกับขนเป็ด
หยาดฝนเม็ดเล็กๆ ที่ถูกส่องสว่างด้วยแสงไฟนั้นราวกับอัญมณี มันค่อยๆ ทำให้ชายกระโปรงของแม่นางเปียกชื้น เดิมทีนางสามารถสะอาดหมดจดได้ อาจเป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก จึงทำให้นางลงจากรถม้า ถือร่มเอียงคอมองเขา
เจียงมู่เบี่ยงกายก้มหน้าลงต่ำ เขาไม่ปรารถนาเกี่ยวข้องกับผู้ใดนอกจากตัวเอง
ผ้าม่านหน้าต่างรถม้าถูกเลิกขึ้น ชายชราคนหนึ่งมองเขานิ่งๆ เขาคงจะรักและเอ็นดูแม่นางน้อยอย่างที่สุด มีคนขับรถม้าและสาวใช้คนหนึ่ง คนทั้งหมดน่าจะออกมาจากงานเลี้ยงของครอบครัวอื่น ประจวบเหมาะกับทางกลับบ้านผ่านมาทางนี้ เขามีเมตตาและมีเหตุผลถึงขั้นยอมให้หลานสาวพันชั่งของตนลงจากรถม้าในวันที่ฝนตกเพื่อเข้าใกล้ขอทานคนหนึ่ง
ชายชรารออยู่ครู่หนึ่งจึงส่งเสียง “เนี่ยนเอ๋อร์ ควรกลับไปแล้ว”
ขอทานในเมืองมีน้อยมาก ต่อให้มีก็ไม่เหมือนเช่นเจียงมู่ที่นั่งยองๆ หลบอยู่ใต้ชายคาที่คับแคบ กระทั่งมิอาจหลบลมหลบฝนได้เช่นเจียงมู่ ความทุกข์ทรมานจากผิวกายของเขาไหนเลยจะทำให้เขาทุกข์ใจเท่าการไม่มีอะไรแม้แต่อย่างเดียวของเขา
แม่นางถามเขา “เจ้าหนาวหรือไม่?”
เจียงมู่ไม่ตอบ เขาทำเพียงเบี่ยงร่างของตนออกไปอีกเล็กน้อยราวกับต้องการหันหลังให้นาง
ผ่านไปครู่หนึ่งแม่นางจากไป แต่นางกลับวางร่มไว้ข้างเท้าเจียงมู่ บังลมและฝนที่ตกลงมาจากชายคาแทนเจียงมู่
คนขับรถม้าอุ้มแม่นางขึ้นรถม้า รอกระทั่งเจียงมู่มีความกล้าหาญเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง รถม้าได้วิ่งออกไปไกลมากแล้ว เห็นเพียงโคมไฟบนหลังคารถม้าเลือนราง
เจียงมู่มองร่มที่อยู่เบื้องหน้า น้ำฝนหยดลงบนร่มกระดาษกลายเป็นหยดแล้วไหลลงไป
ดูออกว่านั่นเป็นแม่นางน้อยที่ถูกเลี้ยงดูด้วยความรักและทะนุถนอม เติบโตมาอย่างไร้กังวล นางยังมีจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์อย่างหาได้ยากยิ่ง
เจียงมู่คิดไม่ถึงว่า ต่อมาแม่นางน้อยคนนั้นจะย้อนกลับมาอีก ขณะที่เขากำลังหิวและหนาวจนใกล้จะหลับไป ทว่ากลับไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะตื่นขึ้นมาได้อีกหรือไม่
นางยังคงนั่งรถม้ามา เสียงรถม้าที่บดลงกับพื้นกระเบื้องสีเขียวเข้มดังขลุกๆ เข้าใกล้เขามากขึ้นเรื่อยๆ
รถม้าหยุดลงเบื้องหน้าเจียงมู่ แม่นางลงจากรถม้าโดยการประคองของคนขับรถม้า คนขับรถม้ารีบส่งเสียงร้องเตือนว่า “ฝนตกถนนลื่น คุณหนูระวังนะขอรับ”
ในมือของนางประคองชามใบใหญ่ใบหนึ่ง นางนั่งยองๆ ลงเบื้องหน้าเจียงมู่แล้ววางชามใบนั้นลงบนมือของเจียงมู่ ในชามมีบะหมี่อยู่เต็มชามและยังร้อนอยู่ เมื่อนิ้วมืออันเย็นเยียบของเจียงมู่สัมผัสถูกความอบอุ่นนั้น เขาแทบจะไม่อยากจะเชื่อว่าที่แท้แล้วเขาไม่ได้รับความรู้สึกอบอุ่นเช่นนี้มานานแค่ไหนแล้ว
แม่นางพูดว่า “กินเถิด” หลังจากกลับเรือนไปแล้ว นางให้คนต้มบะหมี่ให้เขาเป็นการเฉพาะ
เจียงมู่ไม่ขยับ แม่นางปีนกลับขึ้นไปในรถม้า อุ้มเสื้อผ้าขนาดใหญ่ลงมาชุดหนึ่งห่มลงบนร่างของเจียงมู่ “นี่เป็นสิ่งของที่ข้าไปแอบหยิบมาจากในห้องของท่านปู่ ให้เจ้าสวมใส่”
เวลานั้นนางเพียงแต่รู้สึกว่า ทั้งๆ ที่ขอทานคนนั้นรูปร่างสูงใหญ่ แต่ซุกกายอยู่เช่นนั้นต้องไม่สบายเนื้อสบายตัวเป็นแน่ อีกทั้งคืนนั้นฝนตก เขาจะต้องทั้งหนาวทั้งหิว จึงซุกร่างของตนเองจนกลายเป็นก้อนกลมๆ
ที่ไม่รู้ก็คือ การกระทำด้วยใจเมตตาของแม่นางน้อยคนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องสละเงินทองมากมาย แค่เพียงบะหมี่ชามหนึ่ง ร่มคันหนึ่ง และเสื้อผ้าชุดหนึ่งก็สามารถช่วยเหลือคนที่ขาตกลงไปในหุบเหวขึ้นมาได้แล้ว
ต่อมา แม่นางไม่เคยพบเห็นขอทานที่ซุกกายคนนั้นอีกเลย แต่มีวันหนึ่งยามฟ้าสาง ข้ารับใช้ในจวนเปิดประตูเรือนด้านหลังออกเพื่อรับผักสดรอบใหม่ที่ถูกส่งเข้ามา กลับพบว่าหน้าประตูมีชามเปล่าใบหนึ่ง ร่มคันหนึ่ง และยังมีเสื้อผ้าที่ซักสะอาดแล้วชุดหนึ่งวางอยู่
เจียงมู่คิดว่าชั่วชีวิตนี้ของเขา จะไม่ได้พบแม่นางคนนั้นอีก
ทว่าสุดท้ายเขาตัดสินใจที่จะกลับมาที่นี่ เมืองคุนไม่มีใครรู้จักเขา แม้เสื้อผ้าบนร่างของเขาจะดูเก่าขาด แต่เขาสะอาดสะอ้านและกระฉับกระเฉง ต่อให้เป็นบัณฑิตยากจน เขาก็ไม่มีทางให้คนที่นี่คิดว่าเขาเป็นขอทาน
เขาตั้งรกรากในเมืองคุน เริ่มต้นจากการขายตัวอักษรและภาพวาดของตนเอง เขาขายราคาถูกมากเพียงเพื่อประทังปากท้องเท่านั้น มีครั้งหนึ่งรถม้าของท่านผู้เฒ่าไป๋ผ่านมาเห็นตัวอักษรของเขา และชมชอบตัวอักษรพู่กันของเขา ราวกับท่านผู้เฒ่าไป๋เป็นคนแรกที่ยอมรับความสามารถของเขา จึงซื้อตัวอักษรของเขาเอาไว้ทั้งหมด
เขาได้พบแม่นางคนนั้นอีกครั้ง นางโตขึ้นเล็กน้อย และเป็นสาวขึ้น ทั้งน่ารักและงดงาม
ที่แท้เป็นคุณหนูใหญ่สกุลไป๋ ไป๋หยี่เนี่ยน
ไป๋หยี่เนี่ยนในวัยแรกแย้มกลับหลงรักเจียงมู่ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นเขา
ราวกับนี่เป็นสวรรค์ที่ล้อเล่นกับเขา ทำให้เขาสูญเสียบางอย่างไป และให้เขาได้รับอะไรกลับมาบ้างในเวลาที่เหมาะสม เขาเคยสูญเสียหญิงอันเป็นที่รักคนหนึ่ง มาบัดนี้เขาได้รับแม่นางอีกคนหนึ่งที่บริสุทธิ์และงดงาม
ทว่าเขาที่เป็นคนไม่มีหลักแหล่งเช่นนี้ จะสามารถครอบครองได้หรือ?
ต่อมาอีก เขาสอนเด็กๆ ที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียงอ่านหนังสือ เด็กๆ ที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงล้วนชมชอบเขา เพียงแค่เขาอยากจะเปิดสำนักศึกษาของตนเองสักแห่งหนึ่ง ใต้เท้านายอำเภอถึงขั้นนำเงินส่วนตัวออกมาช่วยเหลือ สำนักศึกษาของเขาจึงก่อตั้งสำเร็จ
ขอเพียงเขาสอบถามไปทางนายอำเภอก็รู้ว่า สกุลไป๋นั้นเป็นตระกูลขุนนาง ไป๋หยี่เนี่ยนมีท่านลุงคนหนึ่งรับราชการเป็นท่านเจ้าเมืองอยู่ในเมืองชิ่งซาน
และเมืองชิ่งซานนั้นเป็นบ้านเกิดของเขา หญิงสาวที่เคยเป็นคนรักของเขา บุรุษที่นางแต่งไปนั้นมีความเกี่ยวพันกับคนในสกุลไป๋
ดังนั้นเมื่อสวรรค์ประทานความรักจากแม่นางน้อยคนหนึ่งมาให้ เขาจึงได้แต่ทำเหมือนมองไม่เห็น ชีวิตที่เหลือของเขาปรารถนาเพียงได้อยู่อย่างสงบ ไม่คิดจะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวในอดีตแม้แต่น้อย เพียงแค่นึกถึงสกุลไป๋ เขาก็จะนึกถึงอดีตที่แล้วมาของตนเอง วันหน้าหากแม่นางรู้เรื่องราวในอดีตของเขาว่าเขาไม่อาจออกมาพบหน้าผู้คนได้ เขาจะยังคู่ควรกับความรักของแม่นางอีกหรือ?