ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 438 นางเป็นเป้าหมายถัดไปของคนร้าย
ท่านผู้เฒ่าไป๋ไม่อนุญาตให้ไป๋หยี่เนี่ยนออกไปนอกจวน แต่เวลานี้นางได้รับจดหมายเช่นนี้ฉบับหนึ่ง จึงไม่มีใครขัดขวางการออกไปข้างนอกของนางได้อีก
นางคิดว่าชั่วชีวิตนี้ นางจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว นางคิดว่านางต้องฝืนใจลืมเจียงมู่ ทุกคนล้วนคิดว่านางอายุยังน้อย เป็นเพียงแค่ความรู้สึกชื่นชมเทิดทูนบูชาเพียงชั่วครู่ชั่วยาม รอให้นางโตเป็นผู้ใหญ่แล้วพบกับบุรุษที่ดียิ่งกว่านี้ก็จะไม่คิดเช่นนี้แล้ว
ทว่ามีเพียงตัวนางเองที่รู้ว่า นางชมชอบเขามากเพียงใด
จดหมายนั้นเจียงมู่เขียนมา นัดให้นางออกไปพบหน้าที่วัดกลางภูเขา นอกเมืองคุนมีวัดหลิงอวิ๋น วัดหลิงอวิ๋นเป็นวัดเล็กๆ วัดหนึ่ง บนภูเขามีเพียงหลวงจีนไม่กี่รูป ถือศีลกินเจตลอดชีวิตโดยไม่ข้องเกี่ยวกับโลกภายนอก ด้วยเหตุที่ระยะนี้ในเมืองเกิดความไม่สงบ คนที่เคยเดินทางไปไหว้พระที่วัดจึงมีน้อยมาก ภายในวัดจึงเงียบสงบ เป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การพบหน้ากัน
ไป๋หยี่เนี่ยนในยามนี้ถูกความลิงโลดจากการได้รับจดหมายของเจียงมู่บดบังทุกสิ่ง นางไม่คิดว่าการออกไปเช่นนี้จะมีอันตรายมากเพียงใด ดูเหมือนอันตรายทั้งหมดล้วนไม่เกี่ยวข้องกับนาง นางมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือไปวัดหลิงอวิ๋นเพื่อพบเจียงมู่ นางคิดจะบอกความรู้สึกทั้งยินดีและไม่ยินดีกับเขา
ตนเองชอบเขา ชอบมาหลายปีเช่นนี้ เอาแต่ใจก็ดี ยึดติดก็ช่าง หากไม่พูดกันให้ชัดเจน นางอาจจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต
แม้จะมีความเป็นไปได้ว่า เจียงมู่อาจจะไม่ชอบนางแม้แต่นิดเดียว
แต่นางยังคงต้องไปอยู่นั่นเอง
มามาขวางนางไว้ไม่อยู่ นางยืนกรานจะออกไปทางประตูเรือนด้านหลัง และให้มามาเตรียมรถม้ามารอที่ประตูเรือนด้านหลัง มามาพูดจาเกลี้ยกล่อม “คุณหนู นายท่านบอกแล้วว่าท่านออกจากจวนไม่ได้ หากเกิดเรื่องอันใดขึ้น…”
ไป๋หยี่เนี่ยนพูดตัดบท “จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นในวัดได้? เกิดเรื่องก็เกิดเรื่องในเมืองกระมัง นอกเมืองจึงจะปลอดภัย เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว ข้าจะต้องไปให้ได้ อาจารย์เจียงมู่กำลังรอข้าอยู่ที่นั่น!” นางเปิดประตูแล้วหันกลับมากำชับสั่งความกับมามา “ยังมี เรื่องนี้เจ้าห้ามบอกท่านปู่ข้า ไม่ว่าใครก็ห้ามบอก รู้หรือไม่?”
ไป๋หยี่เนี่ยนวางท่าเป็นคุณหนูใหญ่ของจวน ทั้งสั่งทั้งขู่มามา มามาได้แต่พยักหน้าหงึกๆ ไป๋หยี่เนี่ยนจึงมุดเข้าไปในรถม้าแล้วให้คนขับรถม้าออกเดินทาง
คนขับรถม้าคนนั้นสวมเสื้อผ้าฝ้ายธรรมดาชุดหนึ่ง เขานั่งอยู่ข้างหน้ารถม้ามือหนึ่งถือสายบังเหียน อีกมือหนึ่งถือแส้ม้า หน้าตาท่าทางอายุราวๆ สามสิบเล็กน้อย รูปร่างขนาดกลาง ผิวพรรณดำคล้ำ
รอจนรถม้าเคลื่อนไปข้างหน้า มามามองตามรถม้าไปน้ำตาหยดลงมา นางพูดพึมพำอย่างละอายแก่ใจ “คุณหนู สวรรค์ต้องคุ้มครองท่านแน่ บ่าวเองก็จนปัญญาเช่นกัน…”
เวลานี้เองมีเงาร่างสายหนึ่งเดินออกมาจากมุมหนึ่งของกำแพง เป็นบุรุษรูปร่างซูบผอม เขาหันไปมองรถม้าที่ออกไปไกล “ท่านแม่ ท่านหลอกให้คุณหนูสกุลไป๋ออกนอกเมืองจริงๆ หรือ?”
มามาถลึงตาใส่บุรุษนั้น ทุบตีเขาราวกับเสียสติไปแล้ว “ล้วนเป็นเจ้า! ล้วนเป็นสิ่งของสกปรกเช่นเจ้าที่ไม่รักดี! ใครใช้ให้เจ้าไปเล่นการพนัน! ใครใช้ให้เจ้าไปข้องเกี่ยวกับคนโหดเหี้ยมพวกนั้น!”
เริ่มแรกบุรุษรูปร่างซูบผอมยังทนรับการทุบตี ต่อมาเมื่อทนไม่ไหวเขาจึงพูดสวนกลับไปว่า “ยังไม่ใช่เพราะสกุลไป๋ที่ขับข้าออกมา ข้าไม่มีงานทำ! นี่จะโทษข้าได้หรือ? หากพวกเราไม่ทำเช่นนี้ เขาก็จะสังหารข้า ท่านมิใช่ไม่รู้นี่นา มีเรื่องอะไรที่คนผู้นั้นทำออกมาไม่ได้บ้าง ท่านอย่าตีอีกเลย!” พูดแล้วก็ผลักมามาออกไปอีกทางหนึ่งอย่างสิ้นความอดทน เขาผลักมามาไปริมกำแพง “อย่างไรเรื่องราวก็เป็นเช่นนี้แล้ว เรื่องนี้มีท่านและข้าที่รู้ ขอเพียงท่านกับข้าไม่พูดออกไป ไม่ว่าใครก็ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของพวกเรา จะโทษก็ต้องโทษที่คุณหนูใหญ่คนนั้นหลอกง่ายเกินไป ตัวเองเดินออกไปหาเรื่องถึงที่” เขาถ่มน้ำลายลงพื้น ด้วยสีหน้าโหดเหี้ยม “ถุย เป็นสิ่งของที่มีชีวิตดีเกินไปจริงๆ นางไม่ติดกับ แล้วใครจะติดกับ!”
เวลานี้ ประตูที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถูกเปิดออก
เจียงมู่ยืนอยู่ด้านหลังบุรุษร่างผอมคนนั้น สีหน้าย่ำแย่ ริมฝีปากซีดขาวเล็กน้อย เขาถามขึ้นว่า “ผู้ใดพานางไปกันแน่ จะพานางไปที่ใด?” เขายืนฟังอยู่ด้านหลังประตูอย่างชัดเจน ฟังแล้วรู้สึกหนาวเยือกไปทั้งร่าง
เริ่มแรกบุรุษซูบผอมคนนั้นตกใจจนสะดุ้งโหยง เมื่อได้สติกลับมา เห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าเป็นคนแปลกหน้าคนหนึ่ง สถานที่เช่นสำนักศึกษา บุรุษซูบผอมมีหรือจะเคยไป เขาย่อมต้องไม่รู้จักเจียงมู่ ยิ่งไม่รู้ว่าเขาก็คือคนที่ไป๋หยี่เนี่ยนคิดถึงตลอดเวลา
บุรุษคนนั้นโบกมือไปมาอย่างรังเกียจ “เรื่องของสกุลไป๋ เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย! เจ้าอย่าแส่!”
หลายปีมานี้เจียงมู่มีนิสัยอ่อนโยน ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับใคร และไม่ค่อยก่อเรื่องกับผู้ใดแม้แต่คนเดียว เขามิใช่ว่าไม่รู้จักโมโห ทันทีที่คนเช่นนี้โมโหขึ้นมามักจะน่ากลัวเสมอ เขาคว้าตัวบุรุษร่างผอม “ข้าถามเจ้าอีกครั้งหนึ่ง นางไปที่ใด?”
บุรุษร่างผอมเห็นเขาตามติดเช่นนี้จึงกำหมัดแล้วซัดออกไปทันที เจียงมู่เป็นบัณฑิตคนหนึ่ง แม้เขาจะมีรูปร่างสูงกว่าบุรุษร่างผอมเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ไม่เคยทำเรื่องเช่นชกต่อยกับผู้อื่น จึงถูกบุรุษนั้นชกใส่หนึ่งหมัดจนถอยหลังไปสองก้าว
บุรุษร่างผอมคิดไม่ถึงเช่นกันว่าจะมีคนมาปรากฏตัวขึ้น ในใจยังกริ่งเกรงว่าเรื่องจะแดงออกไป เขาจึงข่มขู่ว่า “ข้าเตือนเจ้ายุ่งให้น้อยหน่อย! หากเจ้ากล้าพูดออกไป เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”
เจียงมู่ยกมือขึ้นแตะมุมปากของตนที่มีหยดเลือดไหลออกมา เขามองนิ้วมือแดงสดของตน นาทีต่อมาเขาเม้มปากแล้วโผร่างเข้าไปชกต่อยกับบุรุษร่างผอมนั้น
เขาไม่รักษาภาพพจน์ของตน ไหนเลยจะมีท่าทีเหมือนบัณฑิตผู้สอนหนังสือหลงเหลืออยู่อีก และไหนเลยจะมีท่าทางสงบนิ่งเหมือนในยามปกติ ยามนี้เขาเปรียบเสมือนสุนัขคลั่งที่เห็นคนก็กระโจนเข้าไปกัด
บุรุษร่างผอมสู้เจียงมู่ไม่ได้ ถูกเจียงมู่กดลงกับพื้นอย่างเสียเปรียบ เขาถูกเจียงมู่ชกต่อยจนต้องส่งเสียงร้องออกมา แววตาของเจียงมู่น่ากลัวเขาพูดเสียงต่ำ “บอกข้ามา พวกเจ้าหลอกให้นางไปที่ใด?! หาไม่แล้ววันนี้ หากข้าไม่ตีเจ้าให้ตาย ก็ข้าถูกเจ้าตีตาย แต่ขอเพียงข้ายังมีลมหายใจข้าจะต้องไปแจ้งความ บอกเรื่องนี้กับท่านผู้เฒ่าไป๋ ให้พวกเจ้าได้ไม่คุ้มเสีย!”
มามาที่อยู่ด้านข้างฟังแล้วตกใจจนเนื้อเต้น นางลืมร้องไห้ไปนานแล้ว นางพูดทันทีว่า “วัดหลิงอวิ๋น! นางไปวัดหลิงอวิ๋น! คนผู้นั้นเขียนจดหมายฉบับหนึ่งให้ข้ามอบให้คุณหนู หลังจากคุณหนูอ่านแล้วดีใจปานคลุ้มคลั่ง บอกว่าอาจารย์เจียงรอนางอยู่ในวัด ข้าคิดไม่ถึงว่าคุณหนูจะเชื่อคำพูดคนอื่นง่ายดายเช่นนี้”
อาจารย์เจียง
เป็นเขาใช่หรือไม่?
แต่เจียงมู่ไม่ได้ไปวัด และไม่ได้เขียนจดหมายใดๆ เพื่อนัดพบหน้าไป๋หยี่เนี่ยน เช่นนั้นผู้ที่เขียนจดหมายฉบับนั้นเป็นใครกันแน่?
เป็นเพราะไป๋หยี่เนี่ยนคิดว่าผู้ที่เขียนจดหมายเป็นเขาใช่หรือไม่ ดังนั้นนางจึงไม่คิดอะไรทั้งสิ้น และวิ่งออกไปยังสถานที่นัดพบทันที?
เป็นเพราะนางไม่มีการป้องกันอยู่แล้ว หรือเป็นเพราะคิดว่าเป็นเขา นางจึงไม่มีใจคิดป้องกันกันแน่?
คิดมาถึงตรงนี้ เจียงมู่ราวกับถูกตะปูแหลมๆ ดอกหนึ่งแทงเข้ามาในหัวใจอย่างแรง เจ็บเสียจนเขาต้องสูดปาก
แม่นางโง่เขลาคนนั้น
เขาสูญเสียการควบคุมตนเองอย่างสิ้นเชิง ลุกขึ้นยืนแล้วหันหน้าวิ่งออกไปอย่างบ้าคลั่ง อาภรณ์สีเขียวที่เคยสะอาดสะอ้านและเป็นระเบียบเรียบร้อยในยามปกติเพราะเพิ่งจะชกต่อยมายกหนึ่งบัดนี้มีสภาพอเนจอนาถ เขาไม่มีเวลาสนใจตนเอง แต่ได้วิ่งออกนอกเมืองเต็มกำลัง
บุรุษร่างผอมถูกชกต่อยไม่น้อยทีเดียว เขาสูดปากด้วยความเจ็บและตวาดว่า “เหตุใดท่านจึงต้องบอกเขา! เช่นนี้พวกเรามิใช่ถูกเปิดโปงแล้วหรือ?”