ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 439 มีอันตราย
มามาราวกับตื่นจากความฝัน หมุนกายคิดจะกลับเข้าไปในประตูเรือนด้านหลังของจวนสกุลไป๋ “ไม่ได้ ข้าต้องไปบอกนายท่านผู้เฒ่า! จะเกิดเรื่องกับคุณหนูใหญ่ไม่ได้…”
“ท่านเสียสติไปแล้ว!” บุรุษร่างผอมได้ยินแล้วร้อนใจทันที เขารีบล้มลุกคลุกคลานขึ้นมาจากพื้นและกอดมามาเอาไว้ “ท่านแม่ ท่านมีสติหน่อยได้หรือไม่ หากท่านไปบอกกับนายท่านผู้เฒ่าไป๋ พวกเราจะมีชีวิตรอดหรือ? หรือท่านคิดจะให้บุตรชายท่านและตัวท่านเองใช้ชีวิตบั้นปลายอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือในคุกใช่หรือไม่?!”
มามาไม่คิดเช่นนั้นแน่นอน นางลังเลใจทันที นางร้องไห้แล้วพูดว่า “เช่นนั้นควรทำอย่างไรเล่า?”
บุรุษร่างผอมลากมามาออกเดิน “ฉวยโอกาสที่ตอนนี้พวกเขายังไม่รู้เรื่อง พวกเรารีบหนีเถิด หาไม่แล้วหากถูกพบเข้าก็จะสายเกินไป!”
รถม้าของไป๋หยี่เนี่ยนมาถึงประตูเมือง บริเวณประตูเมืองมีการตรวจตราอย่างเข้มงวด ทว่ากลับด้วยเหตุผลว่าคนที่นั่งอยู่บนรถม้าคือคุณหนูใหญ่สกุลไป๋ คนที่เฝ้าประตูเมืองนั้นรู้จักนาง ไป๋หยี่เนี่ยนบอกว่าตนเองต้องการออกจากเมืองอย่างเร่งด่วน เจ้าหน้าที่มิกล้าขัดขวางนางจึงปล่อยให้รถม้าของนางออกจากเมืองไป
ไป๋หยี่เนี่ยนย่อมไม่บอกว่าตนเองต้องการไปวัดหลิงอวิ๋น หากท่านปู่ของนางรู้เข้าต้องไปตามหานางที่วัดหลิงอวิ๋น หากเป็นเช่นนั้นนางคงไม่ได้พบหน้าเจียงมู่
แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดล้วนไม่ได้สังเกตว่าคนขับรถม้าของสกุลไป๋ดูเหมือนผิดปกติ เวลานั้นไป๋หยี่เนี่ยนดึงความสนใจไว้ที่นางทั้งหมด
หลังจากรถม้าออกจากเมืองราวๆ หนึ่งก้านธูป เจียงมู่จึงวิ่งมาถึงประตูเมือง เจ้าหน้าที่ขัดขวางเขา มีเจ้าหน้าที่ที่รู้จักเขาจึงถามเขาว่าต้องการไปที่ใด
เจียงมู่ถามทั้งเหงื่อท่วมตัว “คุณหนูไป๋ออกจากเมืองไปแล้วใช่หรือไม่?”
เจ้าหน้าที่พยักหน้าอย่างไม่กระจ่างแจ้งนัก “ใช่แล้ว นางเพิ่งจะออกไปเมื่อหนึ่งก้านธูปก่อนหน้านี้”
เจียงมู่พูดทันที “รบกวนท่านไปแจ้งกับท่านผู้เฒ่าไป๋ คุณหนูไป๋ออกจากเมืองด้วยตนเองเพื่อขึ้นเขาไปยังวัดหลิงอวิ๋น เกรงว่าจะมีอันตราย” พูดแล้วก็ฉวยโอกาสที่เจ้าหน้าที่กำลังตกตะลึงวิ่งออกไปนอกเมืองทันที
เจ้าหน้าที่ยังไม่ทันได้สติกลับมา เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งจึงเดินเข้ามาถามว่า “อาจารย์เจียงต้องการไปที่ใดกัน?”
“เขาไม่ได้พูด”
เจ้าหน้าที่ที่เอ่ยถามเมื่อครู่หัวเราะขึ้นมา “วันนี้ประหลาดนัก ยังสามารถเห็นอาจารย์เจียงมีท่าทางราวกับวิญญาณจะหลุดออกจากร่างได้”
เจ้าหน้าที่ได้สติกลับมากล่าวว่า “เขาให้ข้าไปแจ้งกับท่านผู้เฒ่าไป๋ว่าคุณหนูไป๋ออกจากเมืองไปวัดหลิงอวิ๋น อาจมีอันตราย”
เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งหัวเราะออกมาพรืดหนึ่ง “บนภูเขานอกเมืองจะมีอันตรายอันใด มีอันตรายเท่าโจรเด็ดบุปผาที่อาละวาดทั่วเมือง ทำให้คุณหนูมากมายในเมืองหวาดกลัวเช่นนี้หรือไม่? อีกทั้งประตูเมืองมีเพียงเจ้าข้าสองคน กำลังคนไม่เพียงพออยู่แล้ว คนอื่นๆ ล้วนออกพื้นที่ไปลาดตระเวน หากเจ้าต้องไปบอกความ ข้าอยู่ที่นี่เพียงคนเดียวจะเฝ้าประตูเมืองได้อย่างไร หากโจรเด็ดบุปผาจ้องหาโอกาสลอบออกจากเมือง อาจเกิดข้อผิดพลาดได้”
เจ้าหน้าที่คนนั้นครุ่นคิดแล้วก็คิดว่าใช่ คุณหนูไป๋ขึ้นเขาไปวัด ข้างกายมีคนขับรถม้าไปด้วย อีกทั้งยังมีอาจารย์เจียงตามไปจะพบอันตรายอันใดได้?
เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งตบไหล่ของเขา “วางใจเถิด คุณหนูไป๋ไปวัดหลิงอวิ๋นเพื่อจุดธูปไหว้พระ ไม่แน่ว่าบ่ายๆ ก็กลับมาแล้ว คุณหนูเรือนอื่นล้วนตกใจเสียจนไม่กล้าก้าวออกจากประตูจวน มีเพียงนางที่ฟ้าไม่กลัวดินไม่กลัว กลับออกมาเพ่นพ่านไปทั่ว” นี่มิใช่เพิ่มงานให้พวกเขาหรือไร
ในยามปกติไป๋หยี่เนี่ยนให้การช่วยเหลือขอทานจนเกิดความวุ่นวายในเมือง เรื่องเอาแต่ใจแต่ละเรื่องที่นางได้ก่อเอาไว้ ในใจของเจ้าหน้าที่เหล่านั้นมากน้อยอย่างไรก็มีความอิดหนาระอาใจอยู่บ้าง ความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อนางก็คือ—เพิ่มความยุ่งยากให้กับผู้อื่น
แน่นอนว่าใครต่างก็คิดไม่ถึงว่านางจะพบกับอันตรายจริงๆ
เจ้าหน้าที่ไม่ใส่ใจต่อเรื่องนี้อีก พวกเขาปฏิบัติหน้าที่เฝ้าประตูเมืองอย่างจริงจัง ตรวจตราผู้คนที่เข้าออกประตูเมืองและค่อยๆ ลืมเรื่องนี้ไป
ระหว่างทางร่างกายของเจียงมู่อาศัยเรี่ยวแรงทั้งหมดของเขา เขารวบรวมกำลังทั้งหมดวิ่งไปข้างหน้า เขารู้ว่าเขาวิ่งเร็วสู้รถม้าของไป๋หยี่เนี่ยนไม่ได้ แต่ขอเพียงเขาเร็วขึ้นอีกหน่อย บางทีไป๋หยี่เนี่ยนก็จะมีอันตรายน้อยลง
สมองของเขาแล่นปราดอย่างรวดเร็ว เป็นใครกันที่หลอกให้นางไปวัดหลิงอวิ๋น? หลายวันนี้เรื่องโจรเด็ดบุปผาทำให้ทั้งเมืองวุ่นวายไม่หยุด เจียงมู่มิใช่ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ แต่เขากลัวว่าความคิดของตนเองยุ่งยากซับซ้อนเกินไป
หวังว่าคนที่ล่อลวงไป๋หยี่เนี่ยนออกไปจะไม่ใช่โจรเด็ดบุปผา
ความคิดนี้บังเกิดขึ้น เมื่อเขาค่อยๆ ได้สติหลังจากออกประตูเมืองมา ระหว่างที่เขาให้เจ้าหน้าที่ไปบอกความนั้น เขายังไม่ค่อยแน่ใจ หากคาดเดาฐานะของคนที่ล่อลวงไป๋หยี่เนี่ยนส่งเดช ไม่เพียงแต่อาจส่งผลกระทบต่อคนในเมืองนี้ หากบรรดาเจ้าหน้าที่ต่างพากันไปวัดหลิงอวิ๋นเพื่อจับกุมตัวโจรเด็ดบุปผา หากคนผู้นั้นมิใช่โจรเด็ดบุปผา มีความเป็นไปได้ว่าโจรเด็ดบุปผาตัวจริงจะฉวยโอกาสระหว่างนี้เข้าไปก่อคดีอีกครั้ง หากเรื่องนี้ถูกเล่าลือออกไปจะยิ่งผลเสียต่อชื่อเสียงของไป๋หยี่เนี่ยน
ดังนั้นเขาจึงให้เจ้าหน้าที่ไปบอกความแก่ท่านผู้เฒ่าไป๋ว่าไป๋หยี่เนี่ยนไปที่ใด ไม่ได้บอกว่าไป๋หยี่เนี่ยนไปทำอะไรจึงตกอยู่ในอันตราย เพียงแต่เขาคิดไม่ถึงว่าเจ้าหน้าที่เหล่านั้นไม่ได้เป็นห่วงไป๋หยี่เนี่ยนเช่นที่เขาเป็นห่วง และถึงกับไม่ได้ไปบอกความแก่ท่านผู้เฒ่าไป๋
เขาเพียงแต่คาดหวังว่าคนร้ายคนนั้นจะไม่ใช่โจรเด็ดบุปผา ท่านผู้เฒ่าไป๋ย่อมรู้เรื่องอย่างรวดเร็วและส่งคนไปช่วยเหลือไป๋หยี่เนี่ยนในทันที
รถม้ามาถึงภูเขาด้านหน้าวัดหลิงอวิ๋น ข้างหน้าคือบันไดหินขึ้นสู่ภูเขาที่ทอดเป็นแนวยาว ไป๋หยี่เนี่ยนลงจากรถม้า ยืนอยู่บนบันไดแล้วมองขึ้นไป เส้นทางนี้รถม้าไม่อาจขึ้นไปได้ นางจึงได้แต่ยกชายกระโปรงแล้วเดินขึ้นไปทีละก้าวๆ คนที่มาจุดธูปไหว้พระล้วนทำเช่นนี้ทั้งสิ้น เพื่อเป็นการแสดงความจริงใจต่อการมาสักการบูชา
เพียงแต่ระยะนี้ภายในวัดไม่มีคนมาจุดธูปแม้แต่คนเดียว บันไดหินทอดยาวนั้นมีเพียงไป๋หยี่เนี่ยนคนเดียว นางเดินขึ้นไปอย่างรีบเร่ง
ออกมาอย่างฉุกละหุก ไป๋หยี่เนี่ยนจึงไม่ได้พาสาวใช้มาด้วย และเกรงว่าหากพาสาวใช้มาด้วยจะทำให้ท่านปู่พบเห็นเข้า จึงให้สาวใช้ของตนเฝ้าเรือนเอาไว้เพื่อให้คนเข้าใจว่านางยังอยู่ในห้อง
เวลานี้ท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม ละอองฝนเม็ดเล็กๆ เริ่มตกลงมาจากท้องฟ้า ยังดีที่สองข้างบันไดยังมีต้นไม้ให้ร่มเงา น้ำฝนจึงยังไม่อาจผ่านเข้ามาได้โดยง่าย ไป๋หยี่เนี่ยนจึงไม่เปียกปอนเท่าใดนัก ฝนที่ยังคงตกลงมานั้นไหลผ่านใบไม้และหยดลงสู่พื้นในที่สุด นางหันกลับไปมองเห็นบันไดเบื้องหลังตนเปียกพอสมควร
ไป๋หยี่เนี่ยนเข้าไปในวัด หลวงจีนไม่กี่รูปในวัดกำลังจุดธูปทำวัตร เมื่อเห็นไป๋หยี่เนี่ยนมาจึงรีบต้อนรับนางเข้าไปในวิหาร ยามนี้เป็นเวลาบ่าย นางออกมาทั้งที่ยังไม่ได้กินอาหารมื้อเที่ยง หลวงจีนจึงไปเตรียมอาหารเจให้นาง
หลวงจีนนำทางไป๋หยี่เนี่ยนไปจุดธูป ไป๋หยี่เนี่ยนดูเหมือนอดรนทนไม่ไหว นางคว้าชายแขนเสื้อของหลวงจีนแล้วถามขึ้นว่า “อาจารย์เจียงอยู่ที่นี่หรือไม่?”
หลวงจีนหันกลับมาเห็นสีหน้าร้อนรนของไป๋หยี่เนี่ยนจึงประนมมือขึ้นแล้วกล่าวว่า “สีกา ในวัดมีสีกาเพียงคนเดียว ไม่มีคนอื่น”
แววตาของไป๋หยี่เนี่ยนหม่นแสงลง นางปล่อยมือ “อ้อ อย่างนี้หรือ” นางฝืนทำท่าทีร่าเริงสดใสในชั่วพริบตา พูดกลั้วหัวเราะ “ไม่เป็นไร อย่างไรข้าจะรอเขาที่นี่ อาจเป็นเพราะฝนตกหนักเดินทางไม่ได้ เขาจึงมาถึงหลังข้า คาดว่าอีกไม่นานเขาต้องมาถึง” ในเมื่อมาก็มาแล้ว เช่นนั้นไปจุดธูปในวิหารก่อนก็แล้วกัน