ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 440 เดินทางไม่หยุด
นางไม่ได้มาวัดหลิงอวิ๋นนานแล้วเช่นกัน แต่อย่างไรในปีหนึ่งต้องมาเยือนที่นี่หลายครั้ง ด้วยเหตุนี้นางจึงคุ้นเคยดีกับวัดหลิงอวิ๋น นางคุกเข่าอยู่ในวิหาร มือทั้งคู่ประกบเข้าหากัน เบื้องหน้าก็คือพระพุทธรูปที่หล่อด้วยโลหะสีทองส่องประกายวับวาว ทว่ากลับดูเย็นชา เป็นเพราะพระพุทธรูปเหล่านี้ที่ดึงดูดให้ผู้ที่มีความศรัทธามาจุดธูปไหว้พระไม่รู้ตั้งเท่าใด
ไป๋หยี่เนี่ยนก็เป็นหนึ่งในนั้น
นางพนมมือพร้อมกับหลับตาลง ทางหนึ่งภาวนาในใจ ขอให้พระพุทธองค์ปกป้องคุ้มครองท่านปู่ของนางมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนร้อยปี ขอให้บิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้วของนางอยู่บนสรวงสวรรค์อย่างเป็นสุข และยังขอ…ยังขอ…ให้เจียงมู่ออกมาพบหน้านางเร็วขึ้น ขอให้นางและเจียงมู่มีวาสนาอยู่ร่วมกันในที่สุด
ขณะที่คิดเช่นนี้ อาภรณ์และเส้นผมของไป๋หยี่เนี่ยนล้วนชื้นเล็กน้อย เส้นผมดำขลับอยู่ด้านหลังไหล่ ทว่าริมฝีปากกลับปรากฏให้เห็นรอยยิ้มอันอ่อนโยน นางเหมือนเช่นสตรีในวัยเดียวกัน อดที่จะคิดถึงคนในใจของตนไม่ได้
หากถึงที่สุด นางและเจียงมู่มีวาสนาเป็นคู่ครองของกันและกัน นางจะมาจุดธูปแก้บนที่วัดแห่งนี้ทุกเดือน
สุดท้ายไป๋หยี่เนี่ยนโขกศีรษะดังๆ ให้กับพระพุทธรูปสามครั้ง พร้อมกับพูดเสียงเบา “ขอให้พระพุทธองค์ส่งเสริมด้วย”
ต่อมาอาหารเจอย่างง่ายๆ เตรียมเสร็จเรียบร้อย หลังจากไป๋หยี่เนี่ยนกินอาหารเจแล้ว นางกลับไปพักผ่อนในห้องพักแขกพร้อมกับกำชับหลวงจีนในวัดว่า หากอาจารย์เจียงมาถึงจะต้องไปแจ้งกับนางทันที
นางอยู่ในห้องพักก็นอนไม่หลับ นั่งๆ ยืนๆ อย่างไม่เป็นสุข ด้วยสภาพอากาศในเวลานี้ไม่หนาวเย็น นางจึงถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกมาแขวนผึ่งลม มองสายฝนที่ตกลงตามชายคา ฟังเสียงต๊อกๆ ของสายฝนที่หยดลงมา
เวลาค่อยๆ คืบคลานผ่านไปทีละน้อย
บริเวณตีนเขา หลังจากคนขับรถม้านำรถม้าไปผูกไว้ในสถานในป่าลึกแล้วจึงเดินออกมา เขาช้อนตาขึ้นมองบันไดหินสีเทาเบื้องหน้า จากนั้นค่อยๆ เดินขึ้นไปทีละขั้นๆ อย่างไม่รีบร้อน
สีหน้าและแววตาของเขาค่อยๆ เปลี่ยนไปตามแต่ละก้าวที่เขาเดินขึ้นบันไดหิน จากความสงบนิ่งในตอนแรก ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเลือดเย็นโหดเหี้ยม ใบหน้าและแววตาของเขาค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเคียดแค้นไร้ที่สิ้นสุด ราวกับเขาจะคว้าดาบมาฟาดฟันคนในวัดทั้งหมดอย่างไร้ปรานีในนาทีถัดไป
ทว่าหลังจากเขาเดินขึ้นมาบนบันไดหินได้ครึ่งทาง สีหน้าและท่าทางอันน่าสะพรึงกลัวของเขากลับค่อยๆ ถูกเก็บงำขึ้นมา กระทั่งเขาก้าวขึ้นไปบนบันไดขั้นสุดท้าย วัดหลิงอวิ๋นปรากฏอยู่เบื้องหน้า เวลานี้เป็นเวลาโพล้เพล้ เบื้องหลังของเขามีท้องฟ้ามืดครึ้มเป็นทัศนียภาพ เวลานี้สีหน้าของเขามีเพียงความสงบนิ่ง
หลวงจีนเดินเข้ามาถามไถ่ เขาจึงยกมือขึ้นประนมแล้วพูดว่า “เดินทางผ่านภูเขาด้านล่างฝนตกหนัก ได้ยินว่าบนภูเขามีวัดแห่งหนึ่งจึงขึ้นเขามาจุดธูปไหว้พระและคิดจะค้างแรมที่นี่สักคืนหนึ่ง ขอพระอาจารย์อนุญาตด้วย”
ผู้ออกบวชล้วนมีจิตใจเมตตาอารี อีกทั้งเรื่องเช่นนี้เมื่อก่อนเกิดขึ้นเป็นประจำ หลวงจีนรูปนั้นเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา จึงเดินนำเขาเข้าไปในห้องพักด้านหลัง
เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ เขาเดินไปเดินมาในวัด บรรดาหลวงจีนในวัดกำลังเตรียมอาหารเจเพื่อส่งไปยังห้องของเขาและห้องของไป๋หยี่เนี่ยน
ฝนตกหนักครั้งนี้ขัดขวางการเดินทาง เจียงมู่ที่อยู่อย่างรักสันโดษมาโดยตลอดคล้ายย้อนกลับไปถึงอดีตเมื่อหลายปีก่อน เขาไม่มีที่ไป ตกต่ำจนถึงที่สุด เพียงแต่เวลานั้นเขายินดีที่จะให้ตนเองตกต่ำ ยามนี้ไม่เหมือนกัน ยามนี้เขาคิดจะไปช่วยผู้อื่นอย่างไม่คิดชีวิต
ไม่ นั่นไม่ใช่ผู้อื่น นั่นเป็นแม่นางที่ดึงเขากลับมาจากหุบเหวได้ทันท่วงที
ไม่ว่าอย่างไรเขาจะต้องปกป้องนางให้ได้ ไม่อาจให้นางสูญเสียอะไร
ด้วยฝนตกหนักทำให้เส้นทางทั้งเปียกและลื่น เขาล้มลงและลุกขึ้นมาหลายครั้งอย่างไม่กลัวเจ็บแล้ววิ่งไปข้างหน้า ร่างของเขาเต็มไปด้วยดินโคลน เสื้อผ้าเปียกปอน ใบหน้าคมสันเป็นนิตย์นั้นมีคราบดินโคลนเปรอะเปื้อนเช่นกัน
คิดว่าหากไป๋หยี่เนี่ยนได้พบเขาอีกครั้งหนึ่ง จะต้องคิดว่าเขาเป็นขอทานที่มาจากที่ไหนสักแห่งกระมัง คงจำไม่ได้ว่าเขาก็คือเจียงมู่
อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน
เมื่อท้องฟ้ากลายเป็นสีดำ ราวกับเขาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่นี่ปีนขึ้นภูเขา ต่อให้ไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้แต่น้อยก็ไม่อาจหยุดได้
ส่วนเมืองคุนในเวลานี้ สกุลไป๋ร้อนใจด้วยหาตัวไป๋หยี่เนี่ยนไม่พบตลอดทั้งบ่าย ไม่มีใครรู้ว่านางไปที่ไหน จึงตามหากันทั่วทั้งเมือง หลินชิงเวยและหลีเช่อได้ยินเรื่องนี้ไม่กล้าเสียเวลาจึงออกไปตามหาด้วย
เจ้าหน้าที่ผู้เฝ้าประตูเมืองจึงได้สติว่าค่ำมืดเช่นนี้แล้วคุณหนูสกุลไป๋ยังไม่กลับมา หากระหว่างทางเกิดอันตรายอันใดขึ้นจริงๆ เล่า ดังนั้นจึงรีบนำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อยามกลางวันมาแจ้งกับสกุลไป๋
เวลาพลบค่ำ คนจำนวนหนึ่งควบม้าเร็วเร่งเดินทางฝ่าสายฝนออกจากเมืองมุ่งหน้าไปยังวัดหลิงอวิ๋น
จากเมืองคุนถึงวัดหลิงอวิ๋น หากขี่ม้าหรือนั่งรถม้าระยะทางไม่นับว่าไกล หากเป็นวันที่สภาพอากาศดีท้องฟ้าแจ่มใส ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วยามก็ไปถึง แต่หากฝนตกย่อมต้องใช้เวลามากหน่อย ทว่าใช้สองขาวิ่งเช่นเจียงมู่ และฝนตกจึงทำให้เดินทางล่าช้ามาก เคราะห์ดีที่ท้องฟ้าใกล้มืด เจียงมู่จึงเดินทางมาถึงตีนเขาวัดหลิงอวิ๋น
ขณะที่เจียงมู่ก้าวขึ้นบันไดหินอย่างยากลำบาก หลินชิงเวยและหลีเช่อรวมไปถึงเจ้าหน้าที่ของทางการและคนของสกุลไป๋กำลังเร่งเดินทางอย่างบ้าคลั่ง
การควบม้าในวันที่ฝนตกนั้นมีความเป็นไปได้ว่าคนและม้าจะตีลังกาหงายหลังได้ เจ้าหน้าที่และคนของสกุลไป๋ต่างควบม้าไม่เร็วนัก ทว่าหลินชิงเวยไม่อาจใส่ใจมากมายเช่นนั้น นางควบม้าได้เร็วแค่ไหนก็ควบเร็วเท่านั้น หลีเช่อนั้นมิได้เชี่ยวชาญการควบม้านัก แต่เขาเห็นหลินชิงเวยไม่ลดความเร็วลงแม้แต่น้อย เกรงว่านางจะมีอันตรายจึงกัดฟันกวดตามไป “หลินชิงเวย เจ้าช้าหน่อยได้หรือไม่?! เจ้าทำเช่นนี้จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายๆ รู้หรือไม่!”
หลินชิงเวยหันมามองเขา สีหน้าเคร่งเครียดอย่างหาได้ยาก สายฝนเม็ดละเอียดตกลงบนใบหน้าของนาง ร่างของนางเปียกชื้น นางสะบัดแส้และตวาดเสียงดัง “ไม่มีเวลาคิดมากมายแล้ว ย่าห์!”
ช้าไม่ได้
หลายวันนี้นางและหลีเช่อวิ่งวุ่นอยู่ข้างนอกทั้งวัน ในเมืองจึงปลอดภัยชั่วคราว แต่ในใจนางนั้นกระจ่างแจ้งเหลือเกินว่าคนร้ายก่อคดีโดยไม่เกี่ยงวิธีการ ย่อมไม่วางมือง่ายดายเช่นนี้เด็ดขาด นางคิดว่าเขามีเป้าหมายที่ชัดเจนของตนเอง
ยามนี้ไป๋หยี่เนี่ยนขึ้นเขาไปอย่างไม่ชัดเจน มีความเป็นไปได้ว่าคนร้ายใช้แผนการหลอกล่อ เช่นนั้น ชัดเจนอย่างยิ่งว่าไป๋หยี่เนี่ยนคือเป้าหมายของคนร้าย ต่อให้เจียงมู่ไล่ตามไป ทัน แต่เขาเป็นเพียงบัณฑิตคนหนึ่งจะเป็นคู่ต่อสู้ของคนร้ายได้อย่างไร สถานการณ์ของไป๋หยี่เนี่ยนอันตรายเหลือเกิน
คิดไม่ถึงว่าป้องกันแล้วป้องกันเล่า ในที่สุดกลับมิอาจป้องกันกระต่ายขาวตัวน้อยวิ่งออกไปติดกับดักของคนร้ายได้
หลินชิงเวยยากที่จะจินตนาการว่าผลสรุปจะเป็นอย่างไร ในเมืองมีคุณหนูมากมายที่ต้องประสบเคราะห์กรรม หลินชิงเวยไม่ปรารถนาให้ไป๋หยี่เนี่ยนกลายเป็นหนึ่งในนั้นที่ถูกทำลายชีวิตทั้งชีวิต
ดังนั้นสิ่งที่นางสามารถทำได้ก็คือไม่อาจคิดส่งเดช จะต้องไปถึงวัดหลิงอวิ๋นด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
คนที่อยู่ข้างหลังเหล่านั้นถูกทิ้งไปไกลอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว มีเพียงหลีเช่อที่ยังคงยืดหยัดตามติดหลินชิงเวย
หลีเช่อเห็นหลินชิงเวยร้อนใจเช่นนี้ คิดถึงว่าในยามปกติหลินชิงเวยปฏิบัติต่อไป๋หยี่เนี่ยนอย่างห่างเหิน นอกจากครั้งที่แล้วที่ไปปลอบโยนไป๋หยี่เนี่ยนด้วยตนเอง เวลาอื่นๆ ไม่ได้แสดงออกอันใดอีก แต่ปากนางไม่พูดไม่ได้หมายความว่าในใจนางไม่ใส่ใจ
ที่จริงแล้วตั้งแต่ก้าวเข้าเมืองคุน อาจจะรู้สึกต่อนางไม่ดีนัก คุณหนูใหญ่สกุลไป๋นางนั้นก็ช่างหาเรื่องยุ่งยากมากมายจริงๆ แต่หลังจากที่พวกเขาค่อยๆ ทำความเข้าใจคนผู้นี้ พบว่านางเพียงแต่ไร้เดียงสาเกินไป มีจิตใจดี เฉกเช่นที่นางหลงรักเจียงมู่ นางก็แค่ชมชอบคนผู้หนึ่ง
เมื่อแรกหลีเช่อรู้สึกว่านางน่าสงสาร แต่ต่อมากลับรู้สึกว่านางน่ารักน่าเอ็นดูอย่างไม่รู้ตัว