ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 441 ความชั่วปรากฏ
หากเกิดเรื่องขึ้นกับไป๋หยี่เนี่ยนจริงๆ เช่นนั้นย่อมเป็นความน่าเสียดายอย่างยิ่งยวด ในใจของพวกเขาไม่ว่าใครก็ไม่ได้รู้สึกดีไปกว่ากัน ด้วยเหตุนี้หลีเช่อจึงมิได้ขัดขวางหลินชิงเวยที่ควบม้าด้วยความบ้าคลั่งเช่นนี้อีก
ไม่เพียงแต่ไป๋หยี่เนี่ยนเท่านั้น ต่อให้เปลี่ยนเป็นสตรีนางอื่นตกอยู่ในอันตราย หลีเช่อเชื่อเหลือเกินว่าหลินชิงเวยก็จะไปช่วยเหลือโดยไม่หยุดคิดเช่นนี้เหมือนกัน เวลาหลายวันที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนนั้น มองออกว่านางเป็นคนที่ภายนอกดูเย็นชาแต่จิตใจอ่อนโยน เป็นสตรีที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมคนหนึ่ง
ฝนที่ตกลงในครั้งนี้ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลง ไป๋หยี่เนี่ยนนั่งอยู่ในห้องพัก สายตาที่มองความมืดนอกหน้าต่างนั้นนิ่งลึก เสียงฝนหยดลงบนใบไม้เกิดเป็นเสียงไพเราะเสนาะหู ทว่าจิตใจของนางมิได้อยู่ในอารมณ์สุนทรีย์เช่นนั้น
กระทั่งฟ้ามืดลง ไป๋หยี่เนี่ยนก็ยังไม่เห็นเจียงมู่ และตัวนางเองถูกฝนที่ตกลงมาในครั้งนี้ขัดขวางการเดินทาง ไม่อาจเดินทางกลับเข้าไปในเมือง คืนนี้จึงได้แต่ค้างคืนอยู่ที่นี่ หากรู้แต่แรกว่าเป็นเช่นนี้ นางควรจะพาสาวใช้มาด้วยสักคน
หลวงจีนส่งอาหารเจมาถึงห้องพัก อาหารเจรสชาติอ่อน ยามบ่ายไป๋หยี่เนี่ยนกินไปไม่กี่คำด้วยจิตใจกำลังลิงโลด ยามนี้นางรู้สึกหิวบ้างแล้วจึงลุกขึ้นไปนั่งที่โต๊ะแล้วเริ่มกินอาหาร
นางกินไปไม่กี่คำก็ไม่มีความอยากอาหารแล้ว
วัดหลิงอวิ๋นในวันที่ตกอยู่ในค่ำคืนของวันฝนตกและสายลมที่พัดกรรโชกให้ความรู้สึกเงียบสงัด กระทั่งแสงสีเหลืองทองที่ส่องประกายออกมาจากในวัดก็ยังรู้สึกว่าไม่ใช่ความจริง
บรรดาหลวงจีนในวัด บางคนเคาะไม้มู่อวี๋พร้อมกับสวดมนต์นั้นนอนลงไปกับพื้น บางคนนั่งสมาธิอยู่ในห้องและล้มตัวลงนอนไปบนเตียง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างเงียบงัน ไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ต่อมาบุรุษคนนั้นที่ขึ้นมาบนภูเขาเข้ามาตรวจสอบว่าบรรดาหลวงจีนแต่ละคนหมดสติไปแล้วด้วยสีหน้าเย็นชา จากนั้นจึงเดินออกไปจากวิหาร พระพุทธรูปที่อยู่เบื้องหลังส่องประกายแสงทองระยิบระยับ ทว่ากลับยิ่งขับให้ใบหน้าของเขาดำมืดราวกับนรก
บุรุษคนนั้นมองสายฝนใต้ชายคาเรือนแล้วเดินกลับไปตามระเบียงทางเดิน มุ่งหน้าไปยังห้องพักของไป๋หยี่เนี่ยน
ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ สีหน้าและแววตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เส้นเลือดสีเขียวข้างขมับนั้นเต้นแรงจนปูดโปนขึ้นมา มือทั้งคู่กำเป็นหมัดแน่น ราวกับกำลังคลุ้มคลั่งด้วยต้องการสังหารคนอย่างไรอย่างนั้น
บุรุษคนนั้นยืนอยู่หน้าประตูห้องพักของไป๋หยี่เนี่ยนในที่สุด เขายืนอยู่ครู่หนึ่งเพื่อสงบสติอารมณ์ จึงยกมือขึ้นเคาะประตูห้อง เขาเคาะประตูสามครั้ง ไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่อยู่ข้างใน
ครั้งที่สี่ เขาผลักประตูเข้าไป
ประตูห้องมิได้ลงดาล เพราะก่อนหน้านี้มีหลวงจีนมาส่งอาหารเจ เมื่อกลับออกไปเขาจึงได้แต่หับประตูปิดกลับไปให้ บอกว่าอีกประเดี๋ยวจะย้อนกลับมาเก็บถ้วยชาม ไป๋หยี่เนี่ยนจึงสุดแล้วแต่เขา
มาบัดนี้เมื่อประตูห้องถูกคนผลักจึงเปิดออก โคมไฟที่แขวนอยู่ในห้องถูกน้ำฝนจากด้านนอกสาดจนเปียกชื้น เงาของบุรุษนั้นถูกแสงสลัวจากโคมไฟส่องให้เห็นว่ายาวไปถึงสายฝนในค่ำคืนนี้
เขาจับจ้องสายตามองไป๋หยี่เนี่ยนที่ฟุบร่างอยู่บนโต๊ะ อาหารเจข้างมือถูกนางทำให้พลิกคว่ำ อาหารหกเต็มโต๊ะ นางหมดสติขณะที่กำลังกินอาหารเจโดยไม่รู้ตัว
บุรุษคนนั้นสาวเท้าก้าวเข้าไปในห้อง เดินเข้าไปหานางทีละก้าว กระทั่งยืนอยู่เบื้องหน้านาง จึงก้มหน้าลงมองนางครู่หนึ่ง
ใบหน้าเล็กๆ อันงดงามนั้นอ่อนเยาว์ราวกับจะคั้นน้ำออกมาได้ เป็นดรุณีน้อยที่สะอาดบริสุทธิ์ไร้ตำหนิคนหนึ่ง บุรุษคนนั้นมองไปๆ แล้วพลันคิดถึงเรื่องอื่น กระบอกตาของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ สายตาที่มองไป๋หยี่เนี่ยนเปลี่ยนไป ความเจ็บปวดโถมกระหน่ำ เขาขบฟันพูดว่า “ข้าจะให้พวกเจ้าได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานชนิดนี้เสียบ้าง”
พูดแล้วเขาก็โน้มกายลงอุ้มร่างอ่อนปวกเปียกของไป๋หยี่เนี่ยนขึ้นมาแล้วก้าวไปที่เตียง เขาโยนร่างของไป๋หยี่เนี่ยนลงบนเตียง ทว่าการเคลื่อนไหวที่รุนแรงเช่นนี้กลับมิได้ทำให้นางรู้สึกตัวตื่นขึ้น
อาจเป็นเพราะยาสลบนั้นมีฤทธิ์รุนแรงเกินไป ไป๋หยี่เนี่ยนจึงสลบไสลโดยไม่รับรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เมื่อร่างของตนกระแทกกับเตียงนั้น สามัญสำนึกของนางรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวด นางเพียงแต่ขมวดคิ้วสูดปากเบาๆ แล้วไม่มีปฏิกิริยาอันใดอีก
ทว่านี่กลับทำให้บุรุษคนนั้นรู้สึกพึงพอใจ ที่เขาโยนร่างของนางลงบนเตียงก็เพื่อให้นางมีสติเล็กน้อย มีเพียงการมีสติเล็กน้อยจึงจะรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดและสิ้นหวัง เรียกฟ้า ฟ้าไม่ขาน เรียกดิน ดินไม่รับ เขาจะช่วงชิงทุกอย่างจากนางจนไม่เหลืออะไร ให้นางเคียดแค้นชิงชังจนต้องตาย
ไป๋หยี่เนี่ยน เป็นหลานสาวของไป๋ซิวเจี๋ย ขุนนางสุนัขคนนั้น เขารอมานานมากจริงๆ ในที่สุดเขาก็รอคอยจนได้โอกาสนี้!
ขณะที่บุรุษคนนั้นทาบกายลงไป มืออันใหญ่โตทั้งหยาบและเปี่ยมไปด้วยเรี่ยวแรงนั้นยื่นออกไปราวแกะขนมจั้งอย่างไรอย่างนั้น เขาค่อยๆ ปลดกระโปรงของนางออกทีละชิ้นๆ
เรือนร่างงดงามของดรุณีน้อยค่อยๆ ปรากฏเบื้องหน้าสายตาของเขา จุดประกายความปรารถนาราวสัตว์ป่าของเขา เขาปรารถนาให้นางลืมตาขึ้นมองเขาเหลือเกิน มองให้ชัดเจนว่าคนที่กำลังจะพรากความบริสุทธิ์จากนางนั้นเป็นใครกันแน่
เจียงมู่วิ่งขึ้นมาบนภูเขา ในที่สุดก็ยืนอยู่หน้าประตูวัดหลิงอวิ๋น เขายังไม่ได้ทันหยุดเพื่อพรูลมหายใจ ก็ต้องวิ่งเข้าไปในวัด ขาทั้งคู่ของเขาในยามนี้ไม่มีความรู้สึกอีกแล้ว เขารู้เพียงว่าเขากำลังออกกำลังกายซ้ำไปซ้ำมาราวกับเป็นเครื่องจักร
เมื่อเขาเห็นหลวงจีนที่ล้มลงนอนกับพื้นในวิหาร ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้มขึ้นมา ทั้งๆ ที่เขารู้สึกว่าหมดแรงแล้ว แต่กลับไม่รู้ว่ามีเรี่ยวแรงมาจากที่ใดอีก เขาหันหน้าแล้ววิ่งออกไป ทางหนึ่งวิ่ง อีกทางหนึ่งค้นหา
วัดหลิงอวิ๋นไม่ใหญ่นัก นอกจากวิหารด้านหน้าแล้วก็คือเรือนด้านหลังที่เป็นห้องพักแขก เขาวิ่งไปตามทิศทางของแสงไฟ ระหว่างทางเขาเห็นไม้ฟืนกองหนึ่งวางอยู่มุมหนึ่งของกำแพง เขาจึงหยิบท่อนไม้ขึ้นมาท่อนหนึ่ง ทว่าฝีเท้านั้นวิ่งไปข้างหน้าโดยไม่หยุดชะงัก
อาจเป็นเพราะสวรรค์เองรู้สึกว่าติดค้างเขา ดังนั้นครั้งนี้จึงดีต่อเขาไม่น้อย ในที่สุดเขาก็หาห้องพักห้องนั้นพบ และเป็นห้องพักที่ไป๋หยี่เนี่ยนที่นอนนิ่งอยู่ในนั้น
เขายืนอยู่หน้าประตูได้ยินเสียงเต้นของหัวใจตนเอง และเห็นอาภรณ์ของไป๋หยี่เนี่ยนที่วางอยู่บนหัวเตียงอย่างยุ่งเหยิง บุรุษคนนั้นยืนอยู่หน้าเตียงกำลังทาบร่างลงไปบนร่างของไป๋หยี่เนี่ยน ในสมองของเขาขาวโพลนไปหมด รู้สึกเพียงเลือดที่วิ่งจากหัวใจโถมเข้ามาในสมอง เขาไม่ได้คำนึงถึงความสามารถอันใดทั้งสิ้น ได้แต่กำท่อนไม้ในมือแน่นพุ่งเข้าไป จากนั้นทุบตีลงบนร่างของบุรุษคนนั้นเต็มแรง
บุรุษคนนั้นส่งไป๋หยี่เนี่ยนมาถึงที่นี่ เขารู้ว่านอกจากข้ารับใช้สองคนของสกุลไป๋ที่ล่วงรู้เรื่องนี้แล้วไม่มีคนอื่นอีก และข้ารับใช้สองคนนั้นมีใจละโมบและรักตัวกลัวตายเช่นคนอื่นๆ ขายเจ้านายเพื่อเงินทอง ย่อมไม่มีทางบอกร่องรอยของไป๋หยี่เนี่ยนกับคนอื่น ก่อนหน้าที่จะถึงประตูเมือง เขายังได้ย้ำเตือนไป๋หยี่เนี่ยนว่าห้ามบอกกับเจ้าหน้าที่ว่านางกำลังไปวัดหลิงอวิ๋น หาไม่แล้วท่านปู่ของนางจะต้องตามหามาถึงที่นั่นอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูจึงไม่รู้ว่านางอยู่ที่นี่ ด้วยเหตุนี้เขาจึงลงมือก่อเหตุด้วยความย่ามใจและไม่รีบร้อน รอให้เขาจากไปในคืนนี้ก็จะวางเพลิงวัดหลิงอวิ๋นเพื่อทำลายร่องรอยและศพ
เพียงแต่คิดไม่ถึงว่า ถึงกับยังมีคนขึ้นมาบนภูเขา