ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 442 ลืมไปแล้วว่าเจ็บเพียงใด
ร่างของบุรุษคนนั้นตกลงมาจากบนเตียงเพราะเจ็บปวดจากการถูกทุบตีไปหลายครั้ง เขาเห็นร่างที่เต็มไปด้วยดินโคลนร่างหนึ่งกระโจนเข้าไปข้างเตียง รีบหยิบเสื้อผ้าอาภรณ์แต่ละชิ้นที่วางสะเปะสะปะบนเตียงสวมใส่กลับไปให้ไป๋หยี่เนี่ยน และเขย่าหัวไหล่ของนาง “ไป๋หยี่เนี่ยน เจ้าตื่นขึ้นมา! เจ้าตื่นขึ้นมา! ไป๋หยี่เนี่ยน...” น้ำฝนบนใบหน้าคมสันของเขาหยดลงบนกระโปรงของไป๋หยี่เนี่ยนกลายเป็นรอยเปื้อนวงใหญ่ เขาเป็นเพียงบัณฑิตคนหนึ่งจึงลืมไปว่าบุรุษที่อยู่ข้างหลังโหดร้ายเพียงใด ขณะที่เขาสวมใส่อาภรณ์ให้ไป๋หยี่เนี่ยนพร้อมกับพยายามปลุกนางให้ตื่นขึ้นมา บุรุษคนนั้นคว้าท่อนไม้แล้วเงื้อมือขึ้นฟาดลงบนด้านหลังศีรษะของเจียงมู่เต็มแรง
เวลานั้นเจียงมู่รู้สึกราวกับสมองของตนถูกเขาทุบด้วยท่อนไม้จนแตกละเอียด ความเจ็บปวดที่ส่งตรงมาจากสมองนั้น ทำให้เขารู้สึกชาไปทั้งร่างราวกับไม่ใช่ตนเองอย่างไรอย่างนั้น ภาพเบื้องหน้าพลันกลายเป็นพร่ามัวและดำมืด เขาเกือบจะมองหน้าตาของไป๋หยี่เนี่ยนได้ไม่ชัดเจน
บุรุษคนนั้นหิ้วตัวเขาขึ้นมาแล้วโยนลงไปบนพื้นพร้อมกับด่าทอว่า “รนหาที่ตาย” จากนั้นเขาไม่ยอมเสียเวลาตรงเข้าไปจัดการกับไป๋หยี่เนี่ยนต่อทันที รอให้เขาเสร็จเรื่องที่เขาต้องการทำเสียก่อน เขาจะทำให้หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีนี้ได้แต่มา ไม่มีขากลับ
เจียงมู่ประคองศีรษะของตน มองภาพที่อยู่เบื้องหน้าให้ชัดเจนอย่างมิง่ายดาย เขาเห็นบุรุษคนนั้นจะรังแกข่มเหงไป๋หยี่เนี่ยน เขาข่มกลั้นความเจ็บปวดราวกับศีรษะจะแตกร้าว กระโจนเข้าไปอีกครั้งแล้วลากตัวบุรุษคนนั้นลงมา
บุรุษคนนั้นเดือดดาลอย่างที่สุด เขาลงมือทุบตีเจียงมู่ทันที
คนทั้งสองต่อสู้กันอุตลุด เก้าอี้และโต๊ะในห้องล้วนพลิกคว่ำ เจียงมู่คิดจะแย่งท่อนไม้มาจากมือของบุรุษคนนั้น แต่เขาไม่มีเรี่ยวแรง ทั้งยังวิ่งมาตลอดทางจึงมิใช่คู่ต่อสู้ของบุรุษคนนั้น บุรุษคนนั้นซัดเขาจนหมอบลงกับพื้นอย่างไม่กินแรงเท่าใดนัก
เจ็บเหลือเกิน ทุกๆ ส่วนของร่างกายล้วนเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่สิ่งที่เจียงมู่สามารถทำได้เพียงสิ่งเดียวก็คือลากบุรุษคนนั้นอย่างเอาเป็นเอาตายโดยไม่ยอมปล่อยมือ ทันทีที่เขาปล่อยมือ ไป๋หยี่เนี่ยนจะตกอยู่ในอันตราย เขายินดีให้ตนเองมีอันตราย ต่อให้เขาตายก็ไม่ยอมปล่อยมือ
ท่ามกลางราตรีมืดสนิท เสียงร้องคำรามของม้าดังขึ้นบริเวณตีนเขา ตามที่เจ้าหน้าที่ได้แนะเส้นทางก่อนออกเดินทาง ราวๆ สามสิบลี้มีทางแยกบริเวณตีนเขามีเส้นทางที่สามารถทะลุมายังบันไดหินที่ขึ้นไปบนภูเขาได้ นั่นเป็นปากทางขึ้นวัดหลิงอวิ๋น เส้นทางนี้จดจำได้ไม่ยาก น้ำฝนทำให้เปลือกตาของหลินชิงเวยเปียกชุ่ม นางช้อนตามองขึ้นไปเบื้องหน้าก็คือเส้นทางขึ้นสู่ภูเขาที่พวกเขาพูดถึง
นางและหลีเช่อไถลร่างลงจากหลังม้าแล้ววิ่งขึ้นไปยังภูเขาด้วยความรวดเร็ว
ไม่ว่าบุรุษคนนั้นจะทำอย่างไรกับร่างของเจียงมู่ ทว่าเจียงมู่ยังคงขบฟันแน่นไม่ยอมปล่อยมือ บุรุษคนนั้นเป็นคนเหี้ยมโหด เขาใช้ท่อนไม้ในมือฟาดลงบนศีรษะของเจียงมู่ครั้งแล้วครั้งเล่า เจียงมู่เบิกตากว้างมองไป๋หยี่เนี่ยนที่อยู่บนเตียงตลอดเวลา กระทั่งภาพเบื้องหน้าพร่ามัว เขาก็ยังไม่ยอมหลับตา
เขานึกถึงค่ำคืนในวันที่ฝนตกเมื่อหลายปีก่อน แม่นางผู้มีจิตใจเมตตาใช้ร่มคันหนึ่งบังสายลมและสายฝนให้กับเขา ใช้บะหมี่ชามหนึ่งและเสื้อผ้าชุดหนึ่งให้ความอบอุ่นอย่างที่สุดแก่เขา
จะให้แม่นางเช่นนั้นถูกคนชนิดนี้ทำให้แปดเปื้อนไม่ได้เด็ดขาด
ภายในแววตานิ่งลึกคู่นั้นเต็มไปด้วยความอบอุ่น ดวงตาทั้งคู่ของเจียงมู่เต็มไปด้วยเลือด เส้นเลือดฝอยในตาของเขาขึ้นมาเต็มดวงตาทั้งคู่ เขากัดริมฝีปากแน่น โลหิตสีแดงสดหยดลงมาจากจังหวะการหายใจของเขา ราวกับลูกบอลที่ถูกปล่อยอากาศออกไป ทันทีที่มีรูรั่ว พละกำลังและสติของเขาก็อันตรธานไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างของเขาทั้งร่างหมดแรง
เจียงมู่คิดในใจ นางที่เป็นแม่นางที่ดีเช่นนี้ต้องมีคู่ครองที่ดีกว่านี้ เขาเป็นเพียงคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของนางในวัยแรกแย้มเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป นางจะค่อยๆ ลืมเขาไปเอง นางจะได้พบกับบุรุษดีๆ ที่รักและทะนุถนอมปกป้องนาง แต่งเป็นภรรยาให้เขา วันหน้าให้กำเนิดบุตรสาวบุตรสาว มีความสุขไปตลอดชีวิต
เขาคิดเช่นนี้ตั้งแต่เริ่มต้น เขาไม่ต้องการให้นางมาอยู่ร่วมกับเขา ขอแค่เขาอยู่เป็นเพื่อนนางก็พอ รอกระทั่งนางสร้างครอบครัวอยู่ในเมืองนี้ เขาจะสอนหนังสือเด็กๆ ทุกวัน กระทั่งเห็นกับตาว่านางพบกับความสุขของชีวิตในวันนั้น
แม่นางเป็นคนดีมาก ไม่ว่านางจะหยิ่งผยองและเอาแต่ใจเพียงใด ล้วนเป็นแม่นางที่มีจิตใจเมตตาที่สุดในใต้หล้า ไม่รู้ว่าเป็นเวลากี่คืน หรือเป็นกี่ครั้งที่เขามองประตูเรือนด้านหลังของจวนสกุลไป๋ที่ปิดสนิท เขาเคยคิดว่าแม่นางน้อยหลงรักชมชอบตน เป็นความโชคดีของเขาเพียงแค่วันสองวันกระมัง (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
น่าเสียดาย เขาเป็นคนไม่มีหลักแหล่ง ไม่คู่ควรกับนาง
อดีตของเขา เขาไม่ปรารถนาให้ผู้ใดล่วงรู้ เขาไม่ปรารถนาให้นางล่วงรู้เช่นกันว่าเขาก็คือขอทานข้างทางที่นางเคยให้ความช่วยเหลือคนนั้น หากทำได้ เขาปรารถนาให้ในใจของนางจดจำเขาในฐานะอาจารย์เจียงที่สอนหนังสืออยู่ในสำนักศึกษาคนนั้น
บุรุษโหดเหี้ยมคนนั้นเห็นเจียงมู่ไม่ยอมปล่อยมือ เขาจึงบันดาลโทสะด้วยการใช้ท่อนไม้ในมือตีศีรษะของเจียงมู่กระทั่งไม้หักเป็นสองท่อน บุรุษคนนั้นมองท่อนไม้ในมือที่หักออกเป็นสองส่วน ปลายท่อนไม้ด้านหนึ่งหักเป็นปลายแหลม เขาชูด้านปลายแหลมขึ้นสูงแล้วแทงลงบนร่างของเจียงมู่อย่างแรง
เสื้อผ้าถูกแทงทะลุ ท่อนไม้นั้นเสียดแทงเข้าไปในเนื้อราวกับเป็นหนามที่ทิ่มแทงเข้ามาถึงหัวใจของเจียงมู่ ราวกับเจียงมู่คิดจะตอบโต้ ทว่าสุดท้ายเขายังคงล้มเหลว เขาถูกบุรุษคนนั้นกดร่าง เขายิ่งดิ้นรน ท่อนไม้นั้นก็ยิ่งแทงเข้ามาในร่างกายของเขาลึกขึ้นอีก แทงจนทิ้งรอยเป็นรูโหว่บนร่างของเขาราวกับถูกเหล็กร้อนนาบไฟเผาเป็นตราประทับอย่างไรอย่างนั้น
เจียงมู่ค่อยๆ ลืมเลือนไปว่าเขาเจ็บปวดเพียงใด
บุรุษคนนั้นคิดจะพาไป๋หยี่เนี่ยนไปที่อื่น แต่เมื่อเขาขยับเท้า พบว่ามือของเจียงมู่ยังคงจับอยู่ที่ข้อเท้าของเขาไม่ยอมปล่อย หรือต้องสับมือนั้นให้ขาดจึงจะยอมเลิกรา?
หลินชิงเวยและหลีเช่อตามมาทันในเวลานี้เอง พวกเขาไม่มีเวลาใส่ใจหลวงจีนที่หมดสติเหล่านั้นแต่บุกเข้าไปในเรือนด้านหลัง กวาดตามองไปเห็นประตูของห้องพักห้องนี้เปิดกว้าง มีแสงไฟส่องลอดออกมา
เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นด้านนอกทำให้บุรุษคนนั้นตื่นตระหนก เขารู้ว่ามีคนมาแล้ว ไม่อาจเสียเวลาอยู่ที่นี่อีก ขณะที่เขากำลังคิดจะหนี เห็นมือของเจียงมู่จับข้อเท้าของเขาไม่ปล่อยจึงพยายามดิ้นรนอย่างที่สุด กระทั่งเหยียบย่ำบดขยี้ลงบนกระดูกข้อนิ้วของเจียงมู่ ทว่าเจียงมู่ยังคงไม่ยอมปล่อยมือ เขาจนปัญญาด้วยความร้อนใจจึงใช้ไม้ที่เปื้อนเลือดนั้นแทงเข้าไปบนจุดชีพจรบริเวณข้อมือของเจียงมู่ แม้เจียงมู่จะลืมเจ็บลืมปวด แต่เส้นเอ็นบนข้อมือนั้นกลับกระตุกไม่หยุด ขณะที่นิ้วมือของเขาบิดเบี้ยว บุรุษคนนั้นจึงสลัดตัวออกไปได้
เมื่อหลินชิงเวยและหลีเช่อวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา เห็นเพียงเงาร่างด้านข้างของบุรุษคนนั้นที่กระโดดออกไปทางหน้าต่าง
หลินชิงเวยเห็นภาพเบื้องหน้าถึงกับทำให้นางลืมหายใจ หัวใจพลันสะดุด หลีเช่อเองตกอยู่ในอาการตะลึงงันเช่นกัน เขาไม่เคยเห็นภาพเหตุการณ์น่าสะเทือนใจเช่นนี้มาก่อน
หลินชิงเวยได้สติอย่างรวดเร็วจึงสั่งการเสียงสั่น “ยังตะลึงอะไรอยู่อีก ยังไม่รีบตามไป!”
เมื่อหลินชิงเวยส่งเสียง ด้านหลีเช่อได้กระโดดออกจากทางหน้าต่างเพื่อไล่ตามไป นางรีบเข้ามาในห้องเห็นเจียงมู่นอนอยู่บนพื้น
แม้เขาจะอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทว่าหลินชิงเวยยังคงจำเขาได้ตั้งแต่แวบแรก
ใต้ร่างของเขาคือคราบโลหิตสีแดงเข้มที่กำลังไหลพลั่งออกมา ราวกับเลือดกำลังไหลออกจากร่างของเขาจนหมด เหลือเพียงร่างที่เป็นเปลือกเท่านั้น สีหน้าของเขาที่อยู่ท่ามกลางโลหิตสดๆ ยิ่งขับให้ดูซีดขาว ทั้งๆ ที่ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยและมองคานเพดานของห้องอย่างเลื่อนลอย ค่อยๆ กลายเป็นสีเทา หน้าอกนั้นกระเพื่อมเล็กน้อย ชัดเจนยิ่งนักว่าเขาเหลือเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้าย…ลมหายใจเฮือกสุดท้าย