ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 443 ช่วยข้าเรื่องหนึ่ง
หลินชิงเวยคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเจียงมู่แล้วฉีกกระโปรงของตนเองอย่างลนลาน ใช้ผ้ารัดเพื่อห้ามเลือดบริเวณปากแผลของเขาอย่างแน่นหนา นางขบฟันพูดว่า “อาจารย์เจียง! อาจารย์เจียง ท่านต้องอดทนนะ!”
หลินชิงเวยหยิบเข็มเงินออกมาฝังลงบนจุดชีพจรของหัวใจของเขา แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่นางมีเข็มเงินติดตัวมาเพียงสองเล่มจึงไม่อาจทำอะไรได้มากนัก ล่วมยาของนางไม่ได้อยู่ข้างกาย นางไม่อาจช่วยชีวิตคนที่กำลังจะตายต่อหน้าต่อตาคนนี้!
ในฐานะของท่านหมอ นางไม่มีสิ่งของเหล่านี้ได้อย่างไร!
เป็นครั้งแรกที่หลินชิงเวยรู้สึกหัวเสียเช่นนี้ เหตุใดข้างมือนางจึงไม่มีล่วมยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่นางต้องการ!
นางคิดไม่ถึงว่าเจียงมู่จะมาถึงก่อนพวกนางก้าวหนึ่ง ร่างของเขาเต็มไปด้วยดินโคลนและรอยเลือด แสดงให้เห็นว่าเขามาที่นี่อย่างเร่งรีบ จึงทำให้ตนเองมีสภาพเช่นนี้
นางรู้ตั้งแต่แรกว่าเจียงมู่มิใช่ไม่มีใจให้ไป๋หยี่เนี่ยน เขาชอบนาง หลินชิงเวยอ่านสายตาของเขาออก เขาชอบแม่นางน้อยผู้มีนิสัยตรงไปตรงมาคนนั้นอย่างมาก แต่ที่เขาปฏิเสธย่อมต้องมีเหตุผลที่ไม่อาจบอกผู้ใดได้
แต่นางยังคงเลือกที่จะมองข้ามมันไป พวกเขาทุกคนต่างคิดเช่นเดียวกันว่า ให้ไป๋หยี่เนี่ยนลืมเจียงมู่ไปเลยจึงจะเป็นเรื่องดี
แต่มาบัดนี้หลินชิงเวยพลันรู้สึกว่า นี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย
หากเป็นเรื่องดี เหตุใดบัณฑิตผู้รักสันโดษคนนี้จึงมานอนอยู่ที่นี่ เหตุใดร่างของเขาจึงเต็มไปด้วยบาดแผล และเหตุใดเขาจึงสละชีวิตของตนเองเพื่อช่วยไป๋หยี่เนี่ยน!
“อาจารย์เจียง…” หลินชิงเวยเปิดม่านตา ทางหนึ่งใช้วิธีปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานอีกทางหนึ่งเรียกชื่อของเขา ราวกับไม่ต้องการให้เขาหมดสติไป
เจียงมู่ไอแค่กๆ สองครั้ง เขายังคงกลัวว่าจะเป็นการเสียมารยาทจึงยกมือขึ้นปิดปาก โลหิตสีแดงสดที่ไหลลงมาตามร่องนิ้วเรียวยาวของเขานั้น ช่างทิ่มแทงสายตาเหลือเกิน เห็นแล้วทำให้ตื่นตระหนก
หลินชิงเวยจ้องมองเขา เส้นเลือดบริเวณขมับเต้นตุบๆ เมื่อสายตาของนางตกลงบนกำไลข้อมือของตนเองนางพลันนึกขึ้นได้ว่า กำไลข้อมือของนางได้ซ่อนยารักษาหัวใจที่นำมาช่วยชีวิตคนเอาไว้ จึงรีบแกะกำไลข้อมือของตนหยิบยาออกมาหลายเม็ดพร้อมกับประคองเจียงมู่ขึ้นมา ให้เขากลืนยารักษาหัวใจลงไป
เจียงมู่กลืนยาลงไปเช่นกัน เขาคิดว่าหากเขาสามารถอดทนได้อีกสักระยะหนึ่งก็ดีเหมือนกัน
ทว่าเมื่อหลินชิงเวยใช้แขนของตนประคองศีรษะด้านหลังของเขานั้น นางกลับต้องตกตะลึงพรึงเพริด ส่วนกะโหลกสมองด้านหลังศีรษะของเจียงมู่นั้นแตกละเอียดเสียแล้ว…บริเวณนั้นมีสภาพนิ่มเละไปหมด…
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะยาของหลินชิงเวยหรือการปฐมพยาบาลเบื้องต้นบังเกิดผล ทำให้เจียงมู่ค่อยๆ มีสติคืนมาในระยะเวลาอันสั้น ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยค่อยๆ มีประกายขึ้นเล็กน้อย
เขาหลับตาลง “มีคนมาก็ดีแล้ว นางไม่เป็นไรกระมัง?”
หลินชิงเวยไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี นางรู้สึกกระวนกระวายใจจนพูดอะไรไม่ออก ไป๋หยี่เนี่ยนมีสีหน้าปกติ ลมหายใจสม่ำเสมอ ดูท่าแล้วไม่มีอันตรายถึงชีวิต อาจจะเป็นเพราะถูกรมยาสลบ เจียงมู่เป็นห่วงนาง ไม่สู้เป็นห่วงตัวเขาเอง
ทว่าเจียงมู่ยังคงไม่วางใจ เขาถามอีกว่า “ท่านช่วยข้าดูหน่อย นางเป็นอะไรหรือไม่?”
หลินชิงเวยเคลื่อนย้ายร่างของเขา ประคองเขาไปเอนพิงกับข้างเตียง “ท่านดูเอง”
เจียงมู่ยื่นนิ้วมือที่เต็มไปด้วยโลหิตสดๆ ของเขาไปรอที่จมูกของไป๋หยี่เนี่ยนเพื่อทดสอบดูว่านางยังหายใจหรือไม่แล้วจึงพูดอย่างวางใจว่า “เพียงแค่นอนหลับไป แต่นอนหลับก็ดีเหมือนกัน…”
“เหตุใดท่าน...”
“แม่นางหลิน ช่วยข้าสักเรื่อง” หลินชิงเวยที่อยู่เบื้องหน้าเจียงมู่ประเดี๋ยวชัดเจนประเดี๋ยวพร่ามัว (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
หลินชิงเวย “ข้าไม่อาจช่วยอะไรท่านใด ท่านเองก็เห็นแล้ว ข้าและสหายของข้าล้วนทำได้เพียงสร้างความเดือดร้อนให้พวกท่าน ในเมื่อท่านชอบนาง รอให้นางตื่นขึ้นมาค่อยพูดกับนางด้วยตนเอง ข้าไม่ช่วยท่าน” นางเห็นเขาหัวเราะแล้วพลันรู้สึกว่าตนเองดูเหมือนทำความผิดชนิดที่มิอาจชดเชยได้
กระบอกตาของนางแดงก่ำ ได้ยินเจียงมู่กล่าวว่า “หากนางตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าข้าไม่ได้สอนหนังสืออยู่ในสำนักศึกษาอีก รบกวนท่านบอกกับนางว่าข้าจากไปแล้ว และไม่คิดจะย้อนกลับมาอีก”
หากตั้งแต่แรกหลินชิงเวยไม่ตัดสินใจโดยพลการแล้วไปเกลี้ยกล่อมให้ไป๋หยี่เนี่ยนปล่อยวาง หากพวกเขาทุกคนไม่ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อให้ไป๋หยี่เนี่ยนถอดใจ แต่ให้กำลังใจนางกระทั่งนางไปตามตื๊อเจียงมู่อย่างกล้าหาญ เจียงมู่อาจจะยินยอมทำลายปราการในใจของตนเองลงก็ได้ใช่หรือไม่ แล้วอยู่ร่วมกันกับไป๋หยี่เนี่ยน
หากเป็นเช่นนั้น บทสรุปอาจจะไม่เหมือนกันใช่หรือไม่?
หลินชิงเวยรู้สึกเป็นทุกข์ ในใจนางขมปร่าและไม่รู้จะทำอย่างไรดี นางมิใช่คนจิตใจอ่อนไหวไปกับผู้ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตง่ายดายนัก แต่คนที่มีประสบการณ์ต้องพลัดพรากตายจากกันด้วยตนเองมาก่อน จึงจะเข้าใจความเจ็บปวดชนิดนั้น
นางนำเอาประสบการณ์ของตนเองมาตัดสินเร็วเกินไป นางคิดว่าเจียงมู่เป็นบุรุษแล้งน้ำใจคนหนึ่ง ไม่แตกต่างจากบุรุษที่นางเคยพบมาคนนั้น คิดว่าเขาไม่อาจให้ความสุขกับไป๋หยี่เนี่ยนได้
เขาอาจจะให้ความสุขไป๋หยี่เนี่ยนไม่ได้ แต่เขากลับตายแทนไป๋หยี่เนี่ยนได้
คนเช่นนี้ ความสุขเป็นของคนอื่น ความโดดเดี่ยวอ้างว้างจึงจะเป็นของตนเอง
หลินชิงเวยพูดเบาๆ “เช่นนั้นหากนางยืนกรานที่จะรอท่านจะทำอย่างไรเล่า? ข้าเกลี้ยกล่อมคนไม่ค่อยเป็น มีแต่จะทำให้เรื่องดีๆ ย่ำแย่ลง”
“ท่านก็บอกนางว่าข้าไปกับแม่นางคนอื่นแล้ว ตั้งแต่ต้นจนจบ ข้าล้วน…รำคาญนางยิ่งนัก…” เจียงมู่พูดเสียงเบามาก ราวกับอยู่ในความฝัน
“อาจารย์เจียง!”
อาจเป็นเพราะกลิ่นคาวเลือดในห้องนั้นเข้มข้นเกินไป ทำให้ไป๋หยี่เนี่ยนที่สลบอยู่นั้นรู้สึกไม่เป็นสุข นางขมวดคิ้ว ทางหนึ่งส่ายหน้า อีกทางหนึ่งพูดพึมพำ “อาจารย์เจียง…อาจารย์…เจียงมู่…”
เจียงมู่ไม่ได้ยินหลินชิงเวยเรียกเขา แต่เขากลับได้ยินไป๋หยี่เนี่ยนเรียกเขา เปลือกตาที่ค่อยๆ ปิดลงนั้นลืมขึ้นอย่างยากลำบาก ลมหายใจนั้นราวกับประเดี๋ยวมีประเดี๋ยวไม่มี ทว่ากลับยืดหยัด ไม่ยินยอมที่จะขาดใจไปเช่นนี้
หลินชิงเวยไม่อาจช่วยอะไรได้ แม้นางจะแตกฉานในวิชาแพทย์ก็ช่วยเจียงมู่ไม่ได้ ความรู้สึกไร้สามารถนั้นกดทับตัวนาง นางได้แต่มองเหตุการณ์อันน่าเศร้าเบื้องหน้า
ไป๋หยี่เนี่ยนอยู่ในภาวะอารมณ์ไม่มั่นคง นางลืมตาขึ้นช้าๆ ในที่สุด ในดวงตานั้นมีละอองน้ำฉาบอยู่ชั้นหนึ่ง แต่ด้วยนางถูกรมด้วยยาสลบฤทธิ์รุนแรงต่อให้นางลืมตาขึ้นมา ยามนี้ทั้งตัวคนก็ไม่ได้มีสติรับรู้อันใดมากนัก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าดูพร่ามัวรู้สึกราวฟ้าดินนั้นตาลปัตรหมุนกลับ ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ใด
นางคิดว่าตนเองล้มป่วย อาจจะเพราะต้องไอเย็น มีอาการตัวร้อนอยู่บ้าง ดังนั้นสติจึงไม่แจ่มชัดนัก นางรู้สึกว่านางไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย นางนอนอยู่บนเตียงเพียงลำพัง ขยับไปไหนก็ไม่ได้ ข้างกายไม่มีใครคอยดูแล
น้ำตาไหลลงตามหางตา นางพูดกับตัวเอง “เจียงมู่…ข้ารอท่านนานเช่นนี้…เมื่อใดท่านจึงจะมาพบข้า? ท่านมิใช่บอกว่า…จะรอข้าอยู่ที่นี่หรอกหรือ ท่านไม่มา ข้าก็จะรอท่านไปอย่างนี้…”
หลินชิงเวยตะลึงงัน มองไป๋หยี่เนี่ยนที่นอนอยู่บนเตียงบ่นพึมพำ ที่แท้เป็นเช่นนี้ นางจึงมาวัดหลิงอวิ๋นโดยไม่สนใจสิ่งใด?
หลินชิงเวยเก็บงำความรู้สึกสับสนวุ่นวายในใจแล้วพูดกับเจียงมู่ “ข้าบอกนาง นางย่อมไม่เชื่อ ท่านพูดกับนางด้วยตนเองเถิด”
ไป๋หยี่เนี่ยนได้ยินเสียงสนทนาข้างเตียงจึงพยายามที่จะพลิกกายมาดู แต่ร่างของนางไม่มีเรี่ยวแรง นางตะแคงร่างมาอย่างมิง่ายดาย ดวงตาพร่ามัวนั้นราวกับค่อยๆ มองเห็นจุดหมาย ทว่าภาพเบื้องหน้ากลับกลายเป็นสีดำอีกครั้งในชั่วพริบตา
เจียงมู่ยกมือขึ้นปิดดวงตาทั้งคู่ของไป๋หยี่เนี่ยน เลือดจากปลายนิ้วมือนั้นหยดลงบนหน้าอันเย็นเยียบของนางแล้วผสมกับน้ำตาของนาง ไหลพรากลงมา