ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 445 ลืมเขาจริงๆ
ใบหน้าเล็กๆ ของไป๋หยี่เนี่ยนขาวเผือด นิ้วมือนั้นกำเข้าหากันแน่น
หลินชิงเวยพูดอีกว่า “อ้อ ใช่แล้ว เขาเห็นเจ้าหมดสติไม่รู้สึกตัว จึงให้ข้าบอกกับเจ้าว่า ที่จริงแล้วเขารำคาญเจ้ามาก เพียงแต่เห็นแก่ที่เจ้าเป็นคุณหนูใหญ่สกุลไป๋ ดังนั้นจึงไม่อยากหักหน้าเจ้า เจ้ารบกวนจิตใจเขามาโดยตลอด แต่ไหนแต่ไรมา เขาไม่เคยชอบเจ้า”
ริมฝีปากของไป๋หยี่เนี่ยนสั่นระริก ทว่าไม่ได้ส่งเสียงอันใด นางป่วยหนักเพิ่งจะฟื้นคืนสติทว่ายังไม่หายดี ดวงตานั้นแดงก่ำราวกับดวงตาของกระต่าย
หลินชิงเวยขมวดคิ้ว “ดังนั้น เขาบอกให้เจ้าไม่ต้องจดจำเขา”
“ที่แท้สิ่งที่เขาต้องการพูดกับข้าคือคำพูดเหล่านี้” ไป๋หยี่เนี่ยนร้องไห้และหัวเราะไปพร้อมๆ กัน “หากรู้แต่แรกก็ไม่ควรมีความหวังอันใดมากมายนัก ทำให้ข้าดวงตามืดบอดกระทั่งไม่อาจตัดใจได้”
คำพูดของหลินชิงเวยนั้นสวนทางกับความคิดในใจของนาง แต่นอกจากทำเช่นนี้แล้วนางจะทำอย่างไรได้อีก ต่อให้ทุกคนต่างรู้เรื่องการตายของเจียงมู่ แต่ไป๋หยี่เนี่ยนจะรู้เรื่องนี้ไม่ได้ นั่นมิใช่ความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวของเจียงมู่หรือ เขาปรารถนาที่จะจากไปเงียบๆ เพียงลำพัง หากไป๋หยี่เนี่ยนยังคงคิดถึงเขา เช่นนั้นเขาย่อมจากไปอย่างไม่สงบ
ไป๋หยี่เนี่ยนยังเล็ก อายุยังน้อย นางยังมีเส้นทางอีกยาวไกลที่จะต้องเดินต่อไป หลินชิงเวยกระจ่างแจ้งแก่ใจ เจียงมู่ไม่ปรารถนาให้ชีวิตในวันหน้าของนางมีเงาร่างของเขาอยู่
ดังนั้น ให้เป็นไปอย่างนี้เถิด
ให้ไป๋หยี่เนี่ยนเข้าใจว่าเขา…เจียงมู่ เป็นคนแล้งน้ำใจ อย่างน้อยคนที่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปจะดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขขึ้นบ้าง
ขณะที่หลินชิงเวยหมุนตัว ไป๋หยี่เนี่ยนถามขึ้นว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดเขาจึงไม่บอกกับข้าด้วยตัวเอง หากเขาบอกกับข้าด้วยตัวเอง ข้าก็คงไม่ตามติดเขาไม่ลดละเช่นนี้” ระหว่างที่นางหมดสติ นางฝันซ้ำไปซ้ำมาตลอดเวลา ในฝันนั้นนางร้องไห้และจำได้ว่า เจียงมู่พูดกับนางอย่างไร้เยื่อใยในฝันเช่นกัน เขาบอกว่าเขาไม่เคยชอบนางเลย
นางควรตื่นและมีสตินานแล้ว
ฝีเท้าของหลินชิงเวยหยุดชะงัก นางตอบทั้งๆ ที่ไม่ได้หันกลับมา “เพราะว่าเขารอไม่ได้ รอไม่ได้แม้แต่นาทีเดียว”
ไป๋หยี่เนี่ยนหัวเราะแล้วก็ร้องไห้ มือทั้งคู่ประคองใบหน้าที่มีน้ำตานองหน้า “ได้ยินเจ้าพูดว่าเขาทำเกินไปเช่นนี้ แต่ข้ายังคงไม่เชื่ออยู่นั่นเอง คนที่ข้าชอบมาตั้งนานจะเป็นคนเช่นนี้”
ต่อมานางพูดทั้งสะอื้นไห้ “แต่ถ้าหากเขาไม่ต้องการให้ข้าจดจำเขาจริงๆ ข้าจะพยายามลืมเขา เริ่มต้นชีวิตใหม่ มองหาคนที่รักและทะนุถนอมข้า…ต้องมีแน่นอน”
หลินชิงเวยหันไปยิ้มให้นาง “จะเป็นการดีที่สุดหากเจ้าสามารถคิดได้เช่นนี้”
หลายปีหลังจากนั้น นางลืมเขาได้จริงๆ บุรุษคนหนึ่งนามว่าเจียงมู่ จากนั้นเริ่มต้นใช้ชีวิตใหม่และมีความรักครั้งใหม่ นางแต่งให้กับบุรุษไม่ดีไม่เลวคนหนึ่ง ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเพียงแต่ภายในใจที่มีรอยแผลเป็นนั้น เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า ต่อให้ไปสะกิดถูกมันเข้าก็ไม่รู้เจ็บปวดอันใดอีก
นางไม่เคยรู้เลยว่า บุรุษที่นางเคยหลงรักอย่างลึกซึ้งเข้าไปถึงกระดูกคนนั้น นอนหลับอย่างสงบอยู่บนภูเขาด้านหลังวัดที่นางมักจะไปจุดธูปไหว้พระเสมอ
วัดหลิงอวิ๋นสำหรับไป๋หยี่เนี่ยน ทั้งๆ ที่เป็นสถานที่สร้างความปวดร้าวให้กับนาง แต่นางเองก็ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดจึงสลัดสถานที่แห่งนี้ไม่หลุด เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง นางมักจะขึ้นมาที่นี่เพื่อดูๆ เสมอ
ล้วนกล่าวกันว่าท่านผู้เฒ่าไป๋มีนิสัยรักและตามใจหลานสาวอย่างยิ่ง เขากลายเป็นผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ที่สุดของวัดหลิงอวิ๋น ระหว่างที่เขามีชีวิตอยู่ เขามักจะช่วยเหลือวัดหลิงอวิ๋นให้พ้นจากอุปสรรคต่างๆ เมื่อทางวัดต้องการเงินเพื่อสร้างวิหาร เขาไม่ตระหนี่ถี่เหนียว เพียงเพื่อให้ภูเขาด้านหลังของวัดมีความสงบดังเดิม อีกทั้งยังไหว้วานหลวงจีนในวัดให้ไปจุดธูปและเผากระดาษเงินกระดาษทองที่หลุมศพนั้นเป็นประจำ
สิ่งที่เขาสามารถทำได้มีเพียงเท่านี้
อยู่พำนักในจวนสกุลไป๋มาเป็นเวลาหลายวัน ถึงเวลาที่หลินชิงเวย หลีเช่อและซินหรูสมควรไปจากที่นี่แล้วเช่นกัน ท่านผู้เฒ่าไป๋รู้สึกซาบซึ้งใจต่อพวกเขามาก เขาคิดจะไปส่งพวกเขาด้วยตนเอง
ก่อนจากกัน ท่านผู้เฒ่าไป๋พูดกับหลินชิงเวย “แม่นางหลิน พวกเจ้าออกจากเมืองคุนแล้วคิดจะไปที่ใด?” (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
หลินชิงเวยพูดเรียบๆ “ยังไม่มีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน”
“เรื่องเป็นอย่างนี้” พูดแล้วเขาก็หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อมอบให้กับหลินชิงเวย “รบกวนเจ้าสักเรื่องได้หรือไม่ หากเจ้าบังเอิญเดินทางผ่านเมืองชิ่งซาน ให้มอบจดหมายฉบับนี้ให้กับเจ้าเมืองชิ่งซาน ไป๋ซิวเจี๋ย” หลินชิงเวยไม่รีบร้อนรับจดหมายมา ท่านผู้เฒ่าไป๋กล่าวอีกว่า “หลายวันก่อนเจ้ามักจะออกไปทำงานกับใต้เท้านายอำเภอ ไม่รู้ว่าเขาเคยพูดถึงลุงรองของเนี่ยนเอ๋อร์หรือไม่ เขาเป็นบุตรชายคนที่สองของข้า ซึ่งก็คือท่านเจ้าเมืองของเมืองชิ่งซาน ที่ต้องการฝากจดหมายฉบับนี้ให้กับเขา ด้วยปรารถนาให้เขาตรวจสอบเรื่องโจรเด็ดบุปผา และจับกุมตัวโจรเด็ดบุปผาให้ได้ในเร็ววัน เพื่อไม่ให้สตรีบริสุทธิ์เหล่านั้นต้องเคราะห์ร้ายอีก”
“ท่านผู้เฒ่าไป๋มีใจแล้ว” หลินชิงเวยรับจดหมายฉบับนั้นไป
ทางด้านใต้เท้านายอำเภอได้ยินมาว่าหลินชิงเวยกำลังจะไปจากที่นี่ เขาจึงมาส่งด้วยตนเองเช่นกัน สามารถให้ท่านผู้เฒ่าไป๋และนายอำเภอมาส่งด้วยตนเองได้ ไม่อาจไม่พูดว่าหลินชิงเวยและพวกมีหน้ามีตาอย่างยิ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ออกจะดูเอิกเกริกเกินไป หลังจากหลินชิงเวยขึ้นรถม้าแล้วจึงค่อยๆ หว่านล้อมและปฏิเสธไม่ให้พวกเขาไปส่งถึงหน้าประตูเมือง
ขณะเดียวกัน ใต้เท้านายอำเภอได้มอบจดหมายฉบับหนึ่งให้กับหลินชิงเวยเช่นกัน หลินชิงเวยพูดสัพยอก “คงมิใช่จดหมายที่มอบให้กับท่านเจ้าเมืองของเมืองชิ่งซาน?”
นายอำเภอกระจ่างแจ้งโดยพลัน เขาหันไปสบตากับท่านผู้เฒ่าไป๋ จากนั้นก็หัวเราะขึ้นมา หลินชิงเวยกล่าวว่า “ดูท่าแล้ว เมืองชิ่งซานแห่งนี้อย่างไรต้องไปสักเที่ยวแล้ว เพียงแต่ข้ามีเงื่อนไขข้อหนึ่ง รบกวนท่านผู้เฒ่าไป๋และใต้เท้ารับปากด้วย”
“เรื่องอันใดเจ้าพูดมาเถิด”
หลินชิงเวยหัวเราะ “พำนักอยู่ในจวนสกุลไป๋มาเป็นเวลาหลายวัน มีเพียงท่านผู้เฒ่าไป๋และใต้เท้านายอำเภอที่รู้ว่าข้าไปที่ใด เมืองชิ่งซานต้องเดินทางไปทิศทางใด?”
นายอำเภอ “ย่อมต้องเป็นทิศตะวันตก”
หลินชิงเวยจึงบอกว่า “หากมีคนมาถึงที่นี่แล้วถามถึงร่องรอยของพวกข้า รบกวนท่านผู้เฒ่าไป๋และใต้เท้านายอำเภอบอกเขาไปว่าพวกเรามุ่งหน้าลงใต้”
ใต้เท้านายอำเภอและท่านผู้เฒ่าไป๋ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ซักถามอันใดอีก พวกเขาล้วนพยักหน้ารับคำ
ต่อมารถม้าเคลื่อนไหวค่อยๆ ออกจากเมืองคุน
วันนี้สภาพอากาศสดใส ในเมืองค่อยๆ ร้อนขึ้นทีละน้อย รถม้าออกจากเมืองมุ่งหน้าตามทิศทางสู่เมืองชิ่งซาน
ใต้เท้านายอำเภอและท่านผู้เฒ่าไป๋ต่างไม่รู้ว่าผู้ใดกันแน่ที่จะตามหาหลินชิงเวยและพวก แต่หลินชิงเวยคาดการได้ถูกต้องเช่นกัน พวกเขาเพิ่งออกเดินทางไปได้สองวัน มีคนกลุ่มหนึ่งมาถึงเมืองคุน
นั่นคือบุรุษรูปงามรูปร่างสูงใหญ่ไม่สามัญคนหนึ่ง นับตั้งแต่เขาเข้ามาในเมือง อาภรณ์สีม่วงนั้นขับให้เขาดูเย็นชายิ่งขึ้น นัยน์ตาดำขลับในดวงตาเรียวรูปหงส์ของเขาลอบกวาดมอง ข้างหลังของเขามีเสี่ยวฉีและผู้ติดตามในอาภรณ์สีดำอีกสองคน ทันทีที่มองก็รู้ว่ามิใช่ชาวเมืองคุน แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ ด้วยหน้าตาและบุคลิกที่แผ่กระจายออกมา รวมไปถึงผู้ติดตามในชุดดำที่มีท่าทีระแวดระวัง ล้วนทำให้เป็นจุดสนใจของผู้คน
คืนนั้นเซียวเยี่ยนและเสี่ยวฉีมาถึงเมืองคุนตามร่องรอยที่หยางชุนทิ้งเอาไว้ พวกเขาออกตามไปนอกเมือง คิดไม่ถึงว่าไล่ตามไปกระทั่งเข้าไปในป่าลึก พวกเขาตามหาไปรอบๆ หยางชุนเองก็บินวนไปมาเพื่อตามหาไปรอบๆ เช่นกัน
ต่อมาหาเจออย่างไม่ง่ายดายในที่สุด แต่ยังไม่ทันได้ดีอกดีใจ หยางชุนกลับบินวนไปรอบๆ ไก่ป่าลักษณะงดงามตัวหนึ่ง พวกเขาออกติดตามมาไกลถึงเพียงนี้ แต่กลับเป็นการจับไก่ป่าตัวหนึ่ง
ไก่ป่าตัวนั้นมีท่าทีหยิ่งผยองยิ่งยวด ไม่แยแสหยางชุนแม้แต่น้อย มันกางปีกทั้งคู่แล้วกระพือปีกบินหนีไป
เซียวเยี่ยนขมวดคิ้วมองเงาร่างหลากหลายสีสันอันงดงามนั้นแล้วพลันกระจ่างแจ้งว่าเกิดอะไรขึ้น
หลินชิงเวย…กำลังซ่อนตัวจากเขา เพราะต้องการซ่อนตัวจากเขา ดังนั้นจึงนำหนอนกู่ที่อยู่ในร่างของไป๋เสวี่ยย้ายมาอยู่บนร่างของไก่ป่าตัวหนึ่ง นางแจ่มแจ้งว่าเขาจะตามรอยที่หยางชุนตามหาไป๋เสวี่ยจนพบนาง ดังนั้น…ร่องรอยจึงขาดสะบั้นลงเช่นนี้
เขาควรจะรู้สึกดีใจหรือว่าเป็นทุกข์ดีนะ?