ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 446 ข้าเป็นผู้ชายของนาง
หากตัดใจได้แล้วจริงๆ เหตุใดยังต้องซ่อนตัวจากเขาอีกเล่า ในใจของนางมีเพียงความว่างเปล่าจริงๆ หรือ?
เซียวเยี่ยนช้อนตาขึ้นมอง สายตานั้นมองไกลออกไป สิ่งที่ปรากฏให้เห็นในคลองจักษุคือทิวเขาที่ซ้อนตัวลดหลั่นกันไปไม่มีที่สิ้นสุด เสี่ยวฉีที่อยู่ข้างกายเขาเอ่ยขึ้นว่า “ท่านอ๋อง เบาะแสขาดลงบริเวณใกล้เคียงเมืองคุน ไม่สู้พวกเราไปสืบดูที่เมืองคุน อาจจะมีเบาะแสใหม่นะขอรับ”
ครู่หนึ่งเซียวเยี่ยนจึงถอนสายตากลับมาแล้วสะบัดชายอาภรณ์หมุนตัวมุ่งหน้าลงเขาพร้อมกับเอ่ยเรียบๆ ว่า “ไปเมืองคุน”
ไม่ว่านางจะไปที่ไหน ขอเพียงนางเคยแวะพักที่เมืองคุนย่อมรู้แน่นอนว่านางไปที่ใด ไก่ป่าที่อยู่ในภูเขาตัวนั้นมันไม่มีทางบินไปภูเขาลูกอื่น ด้วยป่าแห่งนี้เป็นป่าใหญ่ ภูเขาลูกนี้อยู่ใกล้เมืองคุนที่สุด ดังนั้นมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าหลินชิงเวยย้ายหนอนกู่มาไว้บนร่างของไก่ป่าขณะที่นางอยู่ในเมืองคุน
ต่อให้รู้ว่านางไม่ต้องการให้ตนเองหานางพบแล้วอย่างไรเล่า เขามิอาจหยุดยั้งก้าวเดินของตนเองได้ ต่อให้รู้ว่าในใจของนางมีเพียงความว่างเปล่า ต่อให้เขาทุ่มเทความพยายามที่มีทั้งหมดก็มิอาจเบียดเข้าไปในจิตใจของนางได้ เขาก็ไม่คิดที่จะรามือเพียงเท่านี้ นอกเสียจากว่านางจะเคียดแค้นชิงชังเขาเสียจนไม่อยากกล่าวลาเขาด้วยคำพูดที่ว่า “เซียวเยี่ยน จากกันตลอดกาล ขอให้ท่านมีความสุข” แต่พูดกับเขาว่า “เซียวเยี่ยน ข้าชิงชังเหลือเกินที่ท่านไม่ตาย” เขาอาจจะหยุดวิ่งไล่ตามนาง
วันนั้นจะมาถึงหรือไม่ มาถึงเมื่อใด เขาไม่รู้
แต่ไรมาเซียวเยี่ยนไม่เคยพูดความในใจกับผู้ใดมาก่อน มีเพียงตัวเขาเองที่รู้ว่าเขาคิดถึงนางมากเพียงใด
นางเอียงคอด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มขณะยืนอยู่ใต้ต้นหลิ่วข้างกำแพงวัง กระโปรงสีเขียวอ่อน ผมหน้าม้าของนางถูกลมพัดปลิวเบาๆ นางมองเขาด้วยสายตาเจ้าเล่ห์และเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเมื่อเรียกเขาว่า “เสด็จอา”
ในส่วนลึกของจิตใจคนเราล้วนมีความทรงจำที่ลืมไม่ลง นั่นเป็นความทรงจำที่ลืมไม่ลงของเซียวเยี่ยน
ยามนี้เมื่อนึกขึ้นมา เขาถึงกับค่อยๆ ตกลงไปในกับดักอย่างไม่รู้ตัวตั้งแต่ตอนนั้น ทั้งๆ ที่เขารู้ว่าเขาปฏิบัติตัวต่างไปจากยามปกติ ทว่ากลับดูเหมือนเขาเสพติดมันอย่างไรอย่างนั้น ไม่ยอมถอนตัวออกมา
ดังนั้นในเวลานั้น เขาจึงไม่เคยปฏิเสธหลินชิงเวยอย่างเด็ดขาด ที่จริงแล้วเขาทำตามความพอใจของตนเอง ต่อให้เป็นความสุขเพียงชั่วครู่ชั่วยามก็ตาม
ยามนี้คณะของเซียวเยี่ยนเข้ามาในเมืองคุน เสี่ยวฉีเองมิได้อยู่เฉย เขานำภาพเหมือนของหลินชิงเวยและซินหรูไปถามในโรงเตี๊ยม
ขอเพียงหลินชิงเวยและซินหรูมาที่นี่ย่อมต้องเข้าพักในโรงเตี๊ยมเป็นแน่
ปรากฏว่าเมื่อเสี่ยวฉีสอบถามโรงเตี๊ยมทั้งหมดในเมืองก็พบเบาะแส หลินชิงเวยและซินหรูเคยเข้าพักโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในนั้นจริงๆ และต่อมายังมีบุรุษอีกคนหนึ่งมาร่วมทางในภายหลัง
ตามที่หลงจู๊ของโรงเตี๊ยมพูดถึง บุรุษคนนั้นหน้าตาคมสัน หล่อเหลา หลงจู๊อายุปูนนี้แล้วยังไม่เคยพบบุรุษรูปงามเช่นนี้มาก่อน
เซียวเยี่ยนยืนอยู่หน้าโต๊ะคิดเงิน เมื่อได้ยินเช่นนั้นคิ้วพาดเฉียงราวกับกระบี่นั้นขมวดมุ่น เขามองหลงจู๊ด้วยสายตาเย็นชาปราดหนึ่ง “บุรุษคนนั้นเทียบกับข้าแล้วเป็นอย่างไร?”
เสี่ยวฉี “…” เขาเงยหน้าขึ้นมองเซียวเยี่ยนด้วยสายตาตื่นตะลึง จิตใจของเขาในนาทีนี้สับสนอลหม่านไปหมด
เมื่อก่อนท่านอ๋องของตนไม่เคยใส่ใจรูปโฉมหน้าตาของตน มาบัดนี้ถึงกับลดตัวมาเปรียบเทียบหน้าตากับผู้อื่น? เป็นเพราะถูกกระตุ้นด้วยคำพูดของหลงจู๊แน่ๆ ข้างกายแม่นางหลินยังมีบุรุษรูปงามคนหนึ่ง เป็นเรื่องปกติหากท่านอ๋องจะรู้สึกว่าถูกคุกคาม…เสี่ยวฉีคิดเช่นนี้เหมือนกัน
หลงจู๊ “เอ้อ...” เขามองบุคลิกและหน้าตาของเซียวเยี่ยนแล้วคิดว่าคนผู้นี้สง่าผ่าเผยและองอาจ บุคลิกไม่สามัญ แต่สีหน้าท่าทางเย็นชานั้น…ทำให้เขาไม่กล้าล่วงเกิน ราวกับท่าทีเย็นชานั้นกำลังเตือนหลงจู๊ว่า ไม่ว่าเรื่องใดให้คิดพิจารณาก่อนเอ่ยวาจาออกไป หากพูดไปแล้วทำให้เขาไม่พอใจแล้วละก็ ผลที่ตามมาย่อมต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง
ดังนั้นหลงจู๊จึงพูดอย่างบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่นว่า “คุณชายท่านนี้มีบุคลิกสง่างามเช่นกัน ดูแล้วหน้าตาดีกว่าบุรุษที่อยู่ข้างกายแม่นางคนนั้นชั้นหนึ่ง คุณชายสูงกว่าบุรุษหน้าตางดงามคนนั้นเล็กน้อย บุรุษหน้าตางดงามคนนั้นสวมอาภรณ์สีแดงทั้งชุด ดึงดูดสายตายิ่งนัก เขามิได้แต่งกายโอ้อวดเฉกเช่นบุรุษหน้าตาดี แต่กลับทำให้เขาดูสุขุมยิ่งขึ้น” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ราวกับคำพูดของหลงจู๊ทำให้เซียวเยี่ยนพึงพอใจ มีการบรรยายรูปพรรณสัณฐานของหลงจู๊ว่า ข้างกายหลินชิงเวยมีบุรุษหน้าตางดงามสวมอาภรณ์ชุดแดงคนหนึ่ง เช่นนั้นย่อมง่ายดายต่อการเสาะหา เซียวเยี่ยนจึงถามว่า “เวลานี้พวกเขาอยู่ที่ใด?”
หลงจู๊ “เรื่องนี้ข้าไม่ใคร่แน่ใจนัก พวกเขาเข้าพักที่โรงเตี๊ยมของข้าเพียงไม่กี่วัน ต่อมาถูกเจ้าหน้าที่ของศาลาว่าการพาตัวไป จากนั้นดูเหมือนจะเข้าไปพำนักอยู่ในจวนสกุลไป๋ เวลานี้ไม่มีผู้ใดรู้ว่าพวกเขายังอยู่ในเมืองหรือไม่”
“ขอบคุณ” เซียวเยี่ยนหมุนกายจากไป ขณะที่เขาสะบัดแขนเสื้อได้วางเงินก้อนหนึ่งลงบนโต๊ะทำงานของหลงจู๊
คนทั้งกลุ่มออกไปจากโรงเตี๊ยมในชั่วพริบตา
หลงจู๊ถือเงินเอาไว้ในมือด้วยความยินดี เสี่ยวเอ้อร์ที่อยู่ด้านข้างกล่าวขึ้นว่า “แต่ข้ากลับรู้สึกว่าคุณชายชุดแดงท่านนั้นหน้าตาดีกว่าเล็กน้อย” หากว่ากันด้วยเรื่องบุคลิกหน้าตาดีแล้ว บุรุษชุดแดงนั้นย่อมหาผู้ใดเทียบได้ยาก แต่คุณชายเมื่อสักครู่กลับหล่อเหลา ทว่าความเย็นชานั้นบีบคั้นจิตใจคน หน้าตาดีเหมือนกัน แต่เป็นความหน้าตาดีที่แตกต่างกัน
หลงจู๊พยักหน้า “พูดมาก คนสองคนนั้นบุคลิกลักษณะไม่เหมือนกันแม้แต่น้อย”
ขณะนั้นเซียวเยี่ยนเพิ่งจะเดินออกจากหน้าประตูโรงเตี๊ยมไปไม่ไกล ใครใช้ให้ประสาทการได้ยินของเขาไม่สามัญกัน เขาจึงได้ยินบทสนทนาระหว่างหลงจู๊และเสี่ยวเอ้อร์ไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว เขาชะงักฝีเท้าแล้วสั่งเสี่ยวฉี “ไปเอาเงินกลับมา”
เสี่ยวฉีกลับไปเอาเงินที่หลงจู๊ยังไม่ได้ทันถือให้อุ่นมือกลับคืนมา หลงจู๊ทำหน้าราวกับจะร้องไห้ “เป็นเพียงการหยอกล้อเท่านั้น ต้องถือเป็นจริงเป็นจังถึงเพียงนี้เลยหรือ…ช่างใจแคบเสียจริง!”
ทว่าเสี่ยวฉีไม่อาจไม่ยอมรับว่า ท่านอ๋องของเขาดูเหมือนจะกลายเป็นคนใจแคบอยู่บ้าง และยัง…คิดเล็กคิดน้อย
พวกเขาไปศาลาว่าการตามเบาะแสที่ได้มาจากหลงจู๊ เวลานั้นนายอำเภอนั่งทำงานอยู่ในศาลาว่าการ ทันทีที่เจ้าหน้าที่คนนั้นได้ยินเสี่ยวฉีแจ้งความประสงค์ในการมาที่นี่ทั้งยังจำได้ว่าภาพเหมือนนั้นก็คือแม่นางหลินและน้องสาว เขาจึงรีบไปรายงานต่อนายอำเภอ
นายอำเภอเดินออกมา เมื่อแรกเขาเข้าใจว่าผู้ที่มาตามหาหลินชิงเวยเป็นคู่แค้นของนาง แต่เมื่อเห็นหน้าตาของคนหลายคนนี้แล้วรู้สึกได้ถึงความจริงจัง ไม่เหมือนคนเลวที่ชอบทำเรื่องต่ำช้าเหล่านั้น
เซียวเยี่ยนสอบถามนายอำเภอถึงทิศทางที่หลินชิงเวยเดินทางด้วยท่าทีไม่สนิทสนมและไม่ห่างเหิน
นายอำเภอคิดในใจ ในเมื่อได้รับปากแม่นางหลินเอาไว้แล้วว่าจะไม่บอกร่องรอยของนางให้แก่ผู้ใดรู้ เขาพูดแล้วย่อมทำได้ ดังนั้นจึงตอบว่า “ข้ารู้ว่าพวกเขาเดินทางไปทิศทางใด”
เซียวเยี่ยนพูดเรียบๆ “รบกวนใต้เท้าบอกด้วย”
นายอำเภอบังเกิดความอยากรู้อยากเห็นเรื่องซุบซิบนินทาขึ้นในชั่วพริบตา บุรุษที่อยู่เบื้องหน้านี้ดูแล้วบุคลิกหน้าตาดี ยากจะหาคนเทียบได้ จึงถามว่า “เช่นนั้นเจ้ากับแม่นางหลินมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างไร?”
เซียวเยี่ยนครุ่นคิดแล้วตอบอย่างไม่คิดปิดบัง “ข้าเป็นผู้ชายของนาง”
“…” มุมปากของนายอำเภอยกขึ้นพร้อมกับมองบนด้วยอับจนคำพูด ที่แท้มาตามภรรยานี่เอง นายอำเภอคิดในใจ แม้แม่นางหลินจะอายุน้อยไปหน่อย แต่การพูดการจาและบุคลิกแตกต่างจากสตรีคนอื่นๆ ในทางตรงกันข้าม นางหนักแน่นสุขุม กลับดูเหมาะสมกับบุรุษตรงหน้าไม่เลวทีเดียว จะบอกทิศทางของแม่นางหลินให้กับเขาดีหรือไม่นะ แต่เขารับปากแม่นางหลินแล้วนี่นา…เฮ้อ นี่เป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับใต้เท้านายอำเภอที่คิดจะเป็นผู้สนับสนุนส่งเสริมผู้อื่น!
เซียวเยี่ยนถามอีก “นางมุ่งหน้าไปทิศทางใด?”
ในที่สุดนายอำเภอกัดฟันตอบไปว่า “นางมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก เอ้อ ไม่ใช่ ไปทางทิศใต้!”