ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง - เล่มที่ 15 บทที่ 447 ยิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ
เซียวเยี่ยนเลิกคิ้ว “ตกลงว่าเป็นทิศตะวันตกหรือทิศใต้?”
“ใต้ ทิศใต้!” นายอำเภอกลัวว่าเขาจะไม่เชื่อจึงพูดอีกว่า “ถูกต้องแล้ว เป็นทิศใต้ ดูเหมือนแม่นางหลินเคยพูดขณะกำลังจะออกเดินทาง!”
เซียวเยี่ยน “ขอบคุณใต้เท้า”
นายอำเภอมองเซียวเยี่ยนและผู้ติดตามจากไปพร้อมกับถอนหายใจเบาๆ เป็นทิศตะวันตกหรือทิศใต้นั้นเขาเองก็ไม่แน่ใจ ในเมื่อแม่นางหลินได้กำชับเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ต่อให้เขาเป็นคนรักของแม่นางหลินก็มิควรได้รับการยกเว้นเช่นกัน อีกทั้งเขาเป็นผู้ชายของแม่นางหลินจริงหรือไม่ เขาที่มีโอกาสพบหน้าเพียงครั้งเดียวก็ไม่แน่ใจนัก
อืม นายอำเภอพลันรู้สึกว่าตนเป็นคนฉลาดปราดเปรื่องยิ่งนัก ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดขณะที่กำลังตกอยู่ในภาวะสับสน!
เซียวเยี่ยนนำคนทั้งหมดมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ ระหว่างทางที่เขาเดินทางลงทิศใต้กลับทำให้เขาอยู่ไกลจากหลินชิงเวยมากขึ้นเรื่อยๆ
เวลานี้หลินชิงเวยกำลังเดินทางไปทางทิศตะวันตกเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองชิ่งซาน ภายในรถม้าไม่ได้กว้างขวางอันใดมากนัก ภายในมีพื้นที่เพียงพอสำหรับหลินชิงเวยและซินหรูสองคนเท่านั้น หลีเช่อจึงได้แต่นั่งอยู่นอกรถม้า ทำหน้าที่เป็นคนบังคับรถม้า
สภาพอากาศเริ่มร้อนขึ้นมาแล้ว นั่งด้านนอกก็มีข้อดีอย่างหนึ่งคือได้ชื่นชมทัศนียภาพด้านนอก เมื่อแรกนั้นหลีเช่อเต็มใจทำหน้าที่คนขับรถม้ายิ่ง แต่เมื่อเวลาล่วงเลยจนถึงเวลาที่พระอาทิตย์ยิ่งเคลื่อนตัวสูงขึ้น เขารู้สึกร้อนจนทนไม่ไหว จึงได้แต่บังคับรถม้าไปหยุดอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้เพื่อพักผ่อน ทางหนึ่งใช้แขนเสื้อพัดใบหน้าอันงดงามของตน “ไอหยา ไม่ไหว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าต้องตากแดดจนตัวดำแน่ๆ”
ซินหรู “ไม่ต้องเป็นกังวล ที่นี่มีหน้ากากบำรุงผิว!”
ดังนั้น ซินหรูจึงไปหยิบหน้ากากบำรุงผิวออกมาจากล่วมยาหลายแผ่น คนทั้งสามนั่งอยู่ใต้ต้นไม้แล้วพอกหน้าด้วยหน้ากากคนละแผ่น ความชุ่มชื้นนั้นให้ความรู้สึกเย็นสบาย หน้ากากนี้ทำมาจากหนังงู ทั้งบางและนุ่ม อีกทั้งยังนำมาใช้ซ้ำได้ ขอเพียงนำหน้ากากไปทาน้ำยาที่สกัดจากสมุนไพรที่หลินชิงเวยผสมขึ้นมาก็ใช้ได้แล้ว
รอจนแสงแดดไม่แรงนัก ทั้งสามจึงขึ้นรถม้าแล้วเดินทางต่อ
ทว่าระหว่างทางซินหรูนึกถึงไป๋หยี่เนี่ยนขึ้นมา ส่งผลให้นางหมดสนุกต่อการเดินทางนี้ นางพูดกับหลินชิงเวย “พี่สาว ที่จริงคุณหนูไป๋เป็นคนน่าสงสารนะเจ้าคะ ทั้งๆ ที่นางคิดจะมาส่งพวกเรา น่าเสียดายที่สุขภาพไม่ดีจึงได้แต่พักผ่อนอยู่ในห้อง”
หลีเช่อที่อยู่ด้านนอกได้ยินเข้าจึงพูดว่า “นางกลัวว่ามาส่งพวกเราแล้วจะร้องไห้ขี้มูกโป่งน่ะสิ”
ซินหรูเงียบขรึมไปอีกพักใหญ่จึงกล่าวว่า “เป็นเพราะนางจมอยู่ในความทุกข์ที่อาจารย์เจียงจากไป นางยังเดินออกมาจากความทุกข์ไม่ได้ ข้าเรียนหนังสืออยู่ในสำนักศึกษาเป็นเวลาหลายวันนั้น อาจารย์เป็นคนดีคนหนึ่ง เขาดีต่อทุกคน แต่กลับแล้งน้ำใจกับคุณหนูไป๋เพียงคนเดียว”
หลินชิงเวยเอนกายพิงไปกับรถม้า มองทัศนียภาพนอกหน้าต่าง นางยกมือขึ้นลูบผมของซินหรู “เจ้ายังเล็ก ไม่เข้าใจอะไร”
ซินหรูพยักหน้า “ข้าไม่เข้าใจจริงๆ นั่นแหละเจ้าค่ะ ข้ารู้เพียงว่ารักแท้บนโลกใบนี้ไม่ควรถูกทอดทิ้ง การชมชอบคนผู้หนึ่งอย่างจริงใจ ต่อให้คนผู้นั้นไม่ชอบนาง เขาก็ไม่ควรทำร้ายนาง ในเมื่อรู้ว่าในใจของตนมีคนอื่น รู้ว่าช้าเร็วตนเองต้องไปจากที่นี่ เหตุใดจึงไม่ปฏิเสธแต่เนิ่นๆ ไม่ไปจากที่นี่เร็วหน่อย?” ที่นางโมโหที่สุดก็คือไป๋หยี่เนี่ยนเป็นเช่นพี่สาวของนาง การทุ่มเทจิตใจชอบคนคนหนึ่งอย่างจริงใจ ท้ายที่สุดกลับต้องมีจุดจบเยี่ยงนี้ คนที่เคยทุ่มเทพยายามที่จะชอบและรักคนคนหนึ่งล้วนต้องถูกปฏิบัติเช่นนี้ใช่หรือไม่ เช่นนั้นรักแท้บนโลกใบนี้จะมีค่าอะไรให้คนไขว่คว้าอีกเล่า?
ซินหรูคิดว่าต่อไปตนเองอย่าได้ไปชมชอบบุรุษคนใดอย่างง่ายดายจะดีกว่า กระทั่งบุรุษที่มีความโดดเด่นเช่นอย่างเซ่อเจิ้งอ๋อง อาจารย์เจียง สุดท้ายล้วนกลายเป็นคนเนรคุณทั้งสิ้น เช่นนั้นยังจะมีบุรุษคนใดที่จะดีต่อผู้อื่นอย่างจริงใจนะ?
คิดมาถึงตรงนี้ ซินหรูอดที่จะปวดใจแทนหลินชิงเวยไม่ได้
หลินชิงเวยลูบล่วมยาของตน “ซินหรู หากมิใช่เป็นเพราะไม่มีทางเลือก อาจารย์เจียงเองก็คงไม่ยินยอมถอดใจที่จะจากไปทั้งอย่างนี้” หากมิใช่เพราะอาจารย์เจียงได้รับบาดเจ็บสาหัสเกินไป ส่วนนางเองก็หมดหนทางที่จะช่วยเขา คาดว่าตอนนี้เขาและไป๋หยี่เนี่ยนคงได้อยู่ร่วมกันแล้ว
ซินหรูพูดทั้งมีน้ำโห “จากไปแล้วก็คือจากไปแล้ว ยังมีอะไรที่เรียกว่าไม่มีทางเลือกอีก” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“เขาตายไปแล้ว”
หลินชิงเวยบอกความจริงกับซินหรูด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยเช่นนี้เอง ขณะนั้นบนใบหน้าเล็กๆ ของซินหรูมีเพียงความตกตะลึงพรึงเพริด
ต่อมา ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก
เร่งเดินทางมาเป็นเวลาหลายวันและเส้นทางที่พวกเขาเลือกใช้นั้นถูกต้อง คนทั้งสามจึงเดินทางมาถึงเมืองชิ่งซานในที่สุด
เมืองชิ่งซานใหญ่กว่าเมืองคุนไม่รู้ตั้งกี่เท่า ไม่แปลกอันใดที่เมืองซึ่งเป็นมณฑลจะมีทหารเฝ้ายามรักษาการณ์เข้มงวดกว่าเมืองคุน ประตูเมืองทั้งสองด้านมีคนยืนยาม หอที่อยู่ด้านบนประตูเมืองมีทหารยืนยามเช่นกัน
มองไปไกลๆ ประตูเมืองนั้นสูงตระหง่านให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม
ทันทีที่ก้าวเข้าประตูเมือง ภายในเมืองเต็มไปด้วยความคึกคัก ดูครื้นเครงกว่าเมืองคุนมากมายนัก
หลินชิงเวยและซินหรูรีบไปเดินเที่ยวในตลาด ดังนั้นธุระเรื่องการหาโรงเตี๊ยมและนำรถม้าไปเก็บจึงตกเป็นหน้าที่ของหลีเช่อ หลีเช่อทางหนึ่งจูงรถม้าไปหาโรงเตี๊ยม อีกทางหนึ่งไม่ลืมที่จะบ่นกระปอดประแปด “ที่แท้แล้วความนิยมชมชอบจับจ่ายซื้อของของสตรีนั้นมีพัฒนาการมาตั้งแต่ยุคโบราณกาลแล้วหรือนี่” เขามองร้านของกินเล่น ร้านเครื่องประดับ ยังมีร้านขายของเก่าและของเล่นแปลกใหม่ในตลาด แทบจะเป็นร้านค้าที่เตรียมไว้เพื่อสตรีทั้งสิ้น ต่อให้เป็นลูกค้าที่เป็นบุรุษเข้ามาในร้านก็เป็นการซื้อไปมอบให้สตรีทั้งสิ้น
จะว่าไปแล้วเป็นเรื่องบังเอิญนักที่พวกเขาเดินทางมาถึงเมืองชิ่งซานในเวลาโพล้เพล้ ได้ยินว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกิดครบรอบสี่สิบปีของท่านเจ้าเมืองชิ่งซาน วันนี้จึงได้เชิญจอมยุทธ์ในยุทธภพออกมาทำการแสดงในตลาด
มีการแสดงพ่นไฟ ควงดาบ คนในตลาดต่างชื่นชมเสียงดัง เสียงปรบมือดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หลินชิงเวยและซินหรูเดินไปตามทิศทางที่กำลังมีบรรยากาศคึกคักอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ซินหรูชอบดูความสนุกสนานเช่นนี้ จึงเบียดเสียดผู้คนเข้าไปด้านหน้า หลินชิงเวยจนปัญญาจึงได้แต่ยืนรอนางอยู่ด้านข้าง
เพียงแต่การแสดงของจอมยุทธ์น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว หลินชิงเวยดูไปๆ ก็รู้สึกว่าไม่เลว
ขณะนั้นเอง บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความคึกคักพลันสะดุดลง คนจำนวนไม่น้อยได้ยินทิศทางลมจึงพากันแยกย้าย หลินชิงเวยได้ยินเพียงชาวบ้านพูดด้วยความหวาดกลัวว่า “แย่แล้ว จอมอันธพาลสกุลเฮ่อมาอีกแล้ว!”
หลินชิงเวยและซินหรูกลับไม่กระจ่างแจ้ง นาทีก่อนหน้านี้ยังต้องเบียดเสียดผู้คนมากมาย นาทีถัดมากลับกลายเป็นเพียงความเงียบงัน หลินชิงเวยจูงมือซินหรูมองไปที่ต้นเรื่อง
เห็นทางด้านต้นถนนมีคุณชายหนุ่มแน่นคนหนึ่งกำลังเดินมา ข้างหลังคุณชายยังมีผู้ติดตามท่าทางกร่างกลุ่มหนึ่ง เมื่อคุณชายคนนั้นมาถึง ชาวบ้านล้วนหลบซ่อนตัวด้วยความหวาดกลัว เขาน่าจะเป็นจอมอันธพาลสกุลเฮ่อที่ชาวบ้านพูดถึง เขาอยู่ในอาภรณ์ผ้าแพรสีทองทั้งชุด ทุกอิริยาบถคือบุรุษเจ้าสำราญ ในมือยังโบกพัดเล่มหนึ่งไปมา
เขากล่าวว่า “ทุกคนอย่าเพิ่งไป ข้าเพียงแต่มาดูการแสดงเท่านั้น อย่างไรพรุ่งนี้ก็เป็นวันเกิดของใต้เท้าท่านเจ้าเมือง อย่าทำให้หมดสนุก”
ต่อมาหลินชิงเวยยังได้ยินอีกว่า สกุลเฮ่อเป็นผู้เชิญคณะจอมยุทธ์ที่มาทำการแสดง เพื่อเอาอกเอาใจใต้เท้าท่านเจ้าเมือง
ดูท่าแล้วในยามปกติ เจ้าอันธพาลสกุลเฮ่อคงจะทำเรื่องชั่วไว้ไม่น้อย ชาวบ้านจึงได้แต่กล้าโมโหแต่ไม่กล้าพูดจา ยามนี้เมื่อเจ้าอันธพาลผู้นั้นมาถึงที่นี่ เดิมทีเพื่อชมการแสดง แต่ยามนี้เมื่อกวาดตามองไปเห็นเพียงสตรีร่างบางนางหนึ่งยืนอยู่ด้านหน้าเวทีการแสดง เงาร่างด้านหลังของนางดูบอบบางยิ่งนัก รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ข้างกายยังมีแม่นางน้อยคนหนึ่ง ลำพังเห็นเพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะให้คนคิดนอกลู่นอกทางได้แล้ว