ทรราชตัวน้อย ไม่อยากพบจุดจบแบบ BAD END - บทที่ 542: คําพูดที่สั่นเครือ (2)
ดูเหมือนทุกคนจะปกติดี เป็นวันที่ปกติ แต่เมื่อโรเอลกลับเต้นท์ไป นอนพักดูพระจันทร์สีเงินบนฟากฟ้าแล้วเตรียมเข้าสู่แดนฝันนั้น ความรู้สึกไม่มั่นใจที่เฉพาะเจาะจงพลันปรากฏขึ้น หัวใจของเด็กหนุ่ม กระตุกอย่างแรง ทําให้เด็กหนุ่มพลันลุกขึ้นนั่งราวฝันร้าย
“!”
เด็กหนุ่มผู้ผุดขึ้นนั่งเบิกตากว้างแล้วหายใจหอบ พลางนึกถึง ความรู้สึกที่ร่างกายเหมือนเต็มไปด้วยปรอท ความรู้สึกที่คุ้นเคยปรากฏ ขึ้นในใจเขา แต่เขาไม่ทันได้ระลึกว่าเขาเคยรู้สึกถึงมันเมื่อไหร่ เสียงของ ราชินีแม่มดก็พลันดังขึ้น
“ข้าแค่อยากจะปลุกเจ้า แต่ถ้าไม่คิดว่าเจ้าจะสังเกตพบด้วย สัณ ชาตญาณดีนะ”
“อาร์เทเซีย? หรือเมื่อกี้คือ…”
โรเอลพลันมีสีหน้าจริงจังเมื่อมองไปที่แม่มดผมขาวที่จู่ๆ ก็ปรากฏ ขึ้นในเต้นท์ อาร์เทเซียเองก็เก็บรอยยิ้มของเธอไปแล้วพยักหน้ายืนยัน คําถามของโรเอล
“ใช่ มันคือผู้ร่วงหล่น”
—————————–
ร่างกายหนักอึ้งและรวบรวมพลังเวทได้ยาก ความรู้สึกเฉพาะของ วิกฤตนี้คือหนึ่งในความรู้สึกที่เด็กหนุ่มผมดําเคยสัมผัส ถ้าคิดดีๆ แล้ว นี่ มันก็คล้ายกับความรู้สึกหนึ่งก่อนหน้านี้ เช่น… ตอนที่ไฟแห่งชีวิตของโร เอลอยู่ในกํามือคนอื่น
หลังจากอาร์เทเซียเตือนขึ้นมา เด็กหนุ่มผมดําก็จําความรู้สึกที่ คุ้นเคยนั้นได้แล้วพุ่งออกจากเต้นท์
“จูเลียน่า มีศัตรูแถวนี้!”
“เอ๋? ศัตรูเหรอ?”
เมื่อโรเอลรีบร้อนออกมาจากเต้นท์ เด็กสาวผมดําผู้มีตาสีแดงกําลัง นั่งอยู่บนท่อนซุงที่เกิดจากต้นไม้โค่นแล้วจิบชา เธออึ้งไปหลังจากฟัง คําพูดของโรเอล โชคดีที่อํานาจสั่งการของโรเอลแม้จะน่าตกใจแต่ก็จะ ถูกนําไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จูเลียน่าจึงผุดลุกขึ้นและดวงตาสีแดง ของเธอก็วาวโรจน์ขึ้น
“ที่ไหนคะ? เขตป้องกันไม่มีปฏิกิริยาเลย คุณหามันเจอได้ยังไง?”
เด็กสาวเผ่าเลือดที่นําดาบยาวเล่มหนาออกมาจากกระโปรงของ เธอได้อย่างน่าอัศจรรย์ เธอหรี่ตาลงพลางตรวจสอบไปรอบๆ อย่าง
ระแวง และด้วยเสียงด้านนอกนี้เอง เซลิน่าและสจ๊วร์ตที่หลับอยู่ก็วิ่ง ออกมาจากเต้นท์ด้วย ทุกสายตาจับจ้องไปที่เด็กหนุ่ม และโรเอลก็ วิเคราะห์สถานการณ์อย่างเร่งด่วน
แม้ว่าเพื่อที่จะปลุกทุกคนทันที เขาจึงพูดไปว่ามีศัตรู แต่หลังจาก ออกมารวมตัวกันได้แล้ว โรเอลก็ไม่พบอะไรในละแวก ดังนั้นจึงมีความ เป็นไปได้เดียว
“เร็วเข้า! ติดต่อทีมแรกด่วน น่าจะเป็นพวกเขาที่ถูกโจมตี!”
“รับทราบ!”
แม้จะไม่รู้ว่าโรเอลมีหลักฐานอะไร แต่สจ๊วร์ตรู้ดีว่าเรื่องแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแน่ และจึงรีบใช้คาถาเวทร่วมกับเซลิน่าเพื่อเชื่อมต่อ การสื่อสาร ในขณะเดียวกันทางโรเอลเองก็กําลังสมองแล่นเร็วจี๋
ตอนนี้เมื่อความรู้สึกของเขาได้รับการยืนยันจากอาร์เทเซีย แปลว่า ศัตรูต้องเริ่มลงมือแล้วแน่ๆ ความรู้สึกที่เหมือนทั้งร่างกายหนักอึ้งและ เลือดหยุดหมุนเวียนนั้นคล้ายกับตอนที่ [นักสะสม] แทรกแซงสายเลือด ของตระกูลแอสคาร์ดเมื่อครั้งนั้น เว้นแต่ว่าครั้งนี้ผู้ที่ใช้คาถาเวทโจมตี นั้นไม่ใช่โรเอล แต่เป็นลิเลียน
โรเอลผู้ตระหนักว่าเด็กสาวถูกโจมตีก็รู้สึกโกรธจัด และใน ขณะเดียวกันก็ยืนยันความคิดของเขา เหตุการที่เมืองเบรย์ที่ว่านี้คงเป็น
กับดักที่ผู้ร่วงหล่นจัดขึ้นเพื่อดึงความสนใจของสายเลือดแห่งแอสคาร์ด เพราะถึงอย่างไร สําหรับผู้ปลุกสายเลือดตระกูลแอสคาร์ดแล้ว [ม่าน หมอกมรณะ] นี้ไม่ใช่แค่สัตว์ประหลาด แต่ก็เป็นศิลาแห่งมงกุฎก้อนใหม่ ด้วย
ความสามารถที่ได้รับจากศิลาแห่งมงกุฎนั้นเป็นหนึ่งในไพ่ตาย ตลอดกาลของโรเอล และความแข็งแกร่งของมันก็ชัดเจน ในสายตา ของพวกผู้ร่วงหล่นที่อับจนหนทางแล้วคงมองว่าถ้าเอาพลังที่ยิ่งใหญ่นี้ มาล่อ ผู้ปลุกสายเลือดของตระกูลแอสคาร์ดคงจะไม่อยู่นิ่งแน่ๆ
โรเอลผู้พบเหตุและผลของการกระทําแล้วก็ร้อนรนอย่างมาก แต่ เพราะว่าเป็นสถานการณ์คับขัน ความคิดของเด็กหนุ่มก็ชัดเจนขึ้นด้วย เขามองไปที่พวกสจ๊วร์ตที่พยายามติดต่อทีมแรกอย่างเร่งด่วนแต่ไม่มี การตอบกลับแล้ว โรเอลก็หยิบแผนที่มาดูอย่างรอบคอบ ตรวจสถานที่ ที่มีการติดต่อล่าสุดของทั้งสองทีมเมื่อเย็นนี้
“เมื่อเย็นนี้ทีมแรกอยู่ใกล้เมืองร้างที่ชื่อว่าเมืองมาริน พวกเขาคง จะพักที่เมืองนั้นในคืนนี้ สจ๊วร์ต ดูสถานการณ์ให้หน่อยสิ!”
ภายใต้คําสั่งของโรเอล เด็กหนุ่มที่สวมผ้าปิดตาก็เปิดตาที่เปลี่ยนสี ไปมาของเขาอีกครั้ง แล้วมองไปในทิศตะวันตกเฉียงเหนือตามทิศทาง ในแผนที่ แล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
“หมอกครับ หมอกหนามาก แต่ไม่มีสัมผัสของสิ่งมีชีวิตเลย ไม่ใช่ หกภัยพิบัติ เดี๋ยวนะครับ… พลังเวทเคลื่อนไหวรุนแรงมาก นี่เป็นฝีมือ มนุษย์ครับ!”
สจ๊วร์ตผู้เปลี่ยนดวงตาของเขาเพื่อตรวจจับศัตรูพูดอย่างมั่นใจ ในขณะที่เซลิน่าที่พยายามติดต่ออีกฝั่ งหนึ่งก็ดูจะได้ข้อมูลบางอย่าง กลับมา
“โรเอล ต่อติดแล้ว!”
“หือ?”
“ได้ยินไหม? ฝั่ งนั้นว่าไงบ้าง?”
โรเอลและพวกรีบตรงไปเมื่อเสียงของเซลิน่าดังขึ้นอย่างแปลกใจ แล้วมองไปที่ภาพฉาย ทว่าสิ่งที่ทําให้ทุกคนงุนงงคือภาพที่คาถาเวท ฉายขึ้นมา นอกจากหมอกที่ลอยอยู่ทั่วและเสียงที่เหมือนก้อนหินถูก ครูดก็ไม่มีอะไรอีก ภาพนั้นคงอยู่ได้ราวๆ สิบวินาทีก่อนที่การติดต่อจะ ถูกรบกวนอีกครั้ง
“…”
พวกโรเอลจมในความเงียบขณะมองภาพที่กลายเป็นมืดดํา แม้จะ มองในแง่ดีอย่างไรก็ตาม เซลิน่าก็รู้ว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้นกับทีมแรก แน่นอน และถ้าเดาไม่ผิด น่าจะเป็นการโจมตีไม่ทราบลักษณะ
หลังจากยืนยันแล้วว่าทีมแรกขาดการติดต่อไป โรเอลและพวกก็ ทําลายอุปกรณ์สื่อสารฉุกเฉินตามกฎเพื่อแจ้งเตือนแก่สถาบันและขอ กําลังเสริมทันที แล้วส่งสัญญาณขอความช่วยเหลืออีกหลายครั้ง หลังจากทิ้งบันทึกการเดินทางและสิ่งของไม่จําเป็นอื่นๆ แล้ว ทั้งสี่ก็ รวบรวมสิ่งของที่เหลือแล้วตรงไปยังเมืองร้างทันที
จากความรู้สึกของโรเอล ทีมแรกน่าจะถูกโจมตีเมื่อครู่นี้เท่านั้น ดังนั้นขอเพียงพวกเขาตอบสนองไวพอ พวกโรเอลก็น่าจะสามารถเข้า ไปช่วยเหลือในยามคับขันได้
คนจํานวนน้อยที่ตั้งมั่นว่าจะช่วยเหลือพรรคพวกนี้ออกเดินทาง อย่างรวดเร็ว ยิ่งพวกเขาเดินหน้าไปใกล้ขึ้น หมอกรอบๆ ตัวพวกโรเอล ก็ยิ่งทวีความหนาขึ้น และการสั่นกระเพื่อมของพลังเวทบริเวณ ใกล้เคียงก็ยิ่งเพิ่มสูง ไม่มีใครคุยกันระหว่างทาง มีเพียงเสียงลมในค�าคืน ที่เงียบสงัดเท่านั้น แล้วจู่ๆ เมื่อทุกคนใกล้จะถึงเมืองร้าง สจ๊วร์ตที่มอง ตรงไปข้างหน้าก็ร้องอุทานออกมา
“นั่นมัน!”
“สจ๊วร์ต เกิดอะไรขึ้น?”
“มีผู้ชายคนนึงนอนอยู่ข้างถนนข้างหน้าครับ”
“คนเหรอ?”
โรเอลและพวกที่ได้ยินคําพูดของสจ๊วร์ตก็เปลี่ยนสีหน้าแล้วรีบเร่ง ฝีเท้าตรงไปข้างหน้า ไม่นานจากนั้นพวกเขาก็พบคนนอนอยู่ใต้ต้นไม้ ตรงหน้าของพวกเขา แต่ต่างจากจินตนาการของพวกโรเอล นั่นไม่ใช่ ผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการจากทีมแรก
คนที่นอนคว�าหน้าอยู่บนพื้นนั้นเสื้อผ้าหลุดลุ่ยและมีผมสีขาว เสื้อผ้าไม่ใช่แบบที่พวกนักวิชาการที่อาณาจักรแห่งการศึกษาโบรเนล จะใส่กัน แต่ถึงอย่างนั้นพวกโรเอลก็ยังไม่นิ่งนอนใจ
“หรือเขาจะเป็นผู้อาศัยที่ยังไม่อพยพหลังเมืองถูกทิ้งร้างหรือเปล่า นะ?”
“อาจจะใช่ แต่อายุอย่างเขาไม่น่าจะหนีไหวอยู่แล้ว…”
“หัวหน้า เราจะพาเขากลับไปไหมครับ?”
เมื่อมองไปที่ชายชราที่ไม่ได้สติ เซลิน่าและคนอื่นๆ ก็แสดงสีหน้า สงสาร โรเอลก็ลังเลอยู่ชั่วขณะ เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็มาเพื่อช่วย คน อย่าว่าแต่อันตรายซึ่งก็มาจากทิศที่ชายชราวิ่งออกมาอย่างสุดชีวิต
เลย กลับกัน มันดูจะไม่สมควรถ้าจะนําคนกลับไปโดยขัดกับความ ต้องการของเขา
และแม้ว่าทุกคนจะยังรอด เซลิน่าและพวกก็ถูกรั้งไว้เพราะบุคคล ที่ไม่เกี่ยวข้องนี้ ถ้าเกิดมีอุบัติเหตุขึ้นมา…
เมื่อนึกถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นแล้ว ใบหน้าของโรเอลก็จริงจัง และหลังจากคิดสักครู่หนึ่งก็ตัดสินใจ
“รักษาเขา กางม่านพลังขนาดเล็กไว้ ทิ้งสเบียงไว้ให้เขาแล้วเราไป ต่อ มันจะยิ่งอันตรายถ้าให้ตามเรามา”
หลังจากฟังคําสั่งของเด็กหนุ่มผมดําแล้ว เซลิน่าและคนอื่นๆ ก็ พยักหน้าเข้าใจ แต่เมื่อจูเลียน่าเข้าไปจะปฐมพยาบาล ชายชราก็พลัน ตื่นขึ้นแล้วดิ้นรนอย่างสุดชีวิต
“อ๊ะ! พ พวกคุณ!”
“ใจเย็นลงก่อนครับ! พวกเรามาช่วยคุณ คุณบอกเราได้ไหมครับว่า เกิดอะไรขึ้น?”
เมื่อเผชิญหน้ากับชายชราที่ตระหนกและอาจจะเสียสติด้วยแล้ว โรเอลก็ก้าวออกมาถามสถานการณ์ในเมืองอย่างใจเย็น พยายามลอง เสี่ยงโชคเพื่อหาข้อมูลแล้วเบี่ยงเบนความสนใจของเขา แต่ที่ไม่คาดคิด
ก็คือเมื่อเขาเห็นโรเอล จู่ๆ ชายชราผมขาวก็เงียบไป ดวงตาของเขาจับ จ้องนิ่งที่เด็กหนุ่มผมดํา ม่านตาของเขาค่อยๆ หดตัวลงแล้วเริ่มมี ประกาย
นี่คือ ได้สติแล้วเหรอ?
เด็กหนุ่มโล่งอกมากและทําสัญญาณให้จูเลียน่าเตรียมพร้อมรักษา ทว่าเมื่อโรเอลกําลังจะถามสถานการณ์ในเมืองนั้นเอง คําที่คุ้นเคยก็ กระแทกหูของเด็กหนุ่มราวกับฟ้าผ่า
“…ลูกพี่โรเอล”
“หา?”
ที่ข้างถนน เด็กหนุ่มผมดําผู้ได้ยินคําเรียกจากชายชราตัวแข็งทื่อ แล้วม่านตาสีทองในตาที่เบิกกว้างของเขาก็หดตัวฉับพลัน