ทรราชตัวน้อย ไม่อยากพบจุดจบแบบ BAD END - บทที่ 552: หัวใจในต้นไม้ (1)
บทที่ 552: หัวใจในต้นไม้ (1)
สําหรับโรเอลในตอนนี้ อะไรที่เขารับไม่ได้ที่สุด?
ถ้ามีใครดึงดันจะหาคําตอบให้ได้ล่ะก็ มันอาจจะเป็นอะไรก็ตามที่ ส่งผลเสียกับลิเลียน โดยเฉพาะการโจมตีของศัตรู
โจมตีข้าได้ แต่ตีเมียข้านี่ห้าม
ประโยคนี้ยังค่อนข้างเร็วเกินไปสําหรับโรเอลและลิเลียน แต่ว่า ความหมายรวมๆ นั้นตรงเผง เหลือแค่เพียงปรับคําพูดให้เข้ากับตัวตน ของเด็กหนุ่มสักหน่อย
โจมตีข้าห้าม แต่ตีเมียข้าเอ็งหัวระเบิดแน่
ความรักของโรเอลต่อลิเลียนมีแต่จะเพิ่มตามความรู้สึกที่เธอมีต่อ เขาอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน เด็กสาวผมดําผู้มีตาสีม่วงเองก็ เช่นกัน หลังจากมีความสัมพันธ์แบบเนื้อแนบเนื้อ ความต้องการ ปกป้องเด็กหนุ่มของลิเลียนก็ล�าลึกขึ้น แต่ถ้ามองแค่ที่ระดับแก่นแท้ อย่างเดียว มันก็ล�าลึกขึ้นจริงๆ นั่นแหละ
“ฉันดีใจมากเลยนะที่เธออยากแก้แค้นให้ฉัน แต่พูดตรงๆ มันควร เป็นฉันที่ปกป้องเธอนะ? นี่คือกฎของสถาบัน”
“ผมไม่ใช่สมาชิกของทีมคุณ เป็นแค่นักเรียนที่บังเอิญผ่านมา ดังนั้นผมไม่ได้อยู่ในขอบเขตรับผิดชอบของคุณนะรุ่นพี่ และเรื่องที่ผม ถูกผู้ร่วงหล่นไล่ล่านี่ก็เป็นแค่จุดเริ่มต้นของการต่อสู้กับพวกทาง ตะวันออกของผม แต่ผมรับมือมันไม่ดีเอง…”
เด็กหนุ่มผมดําย้อนนึกไปถึงการต่อสู้ครั้งก่อนกับ [นักสะสม] คาร์ ดอร์ อาร์เด้ แล้วเขาก็อดโทษตัวเองไม่ได้ เมื่อเห็นสภาพของโรเอลแบบ นี้ลิเลียนก็คิดชั่วครู่ก่อนจะกุมมือเขาไว้แล้วพูดเบาๆ
“การต่อสู้ระหว่างตระกูลแอสคาร์ดและพวกผู้ร่วงหล่นดําเนินมา เป็นพันๆ ปีแล้ว และกระทั่งตระกูลอาร์เด้ในยุคที่สองเองก็ไม่ต่างกัน แม้ว่าเธอจะไม่ได้ทําให้พวกเขาสนใจได้ในครั้งก่อน เธอก็จะทําได้ในสัก วันแหละ เพราะยังไงเสียนี่ก็คือความแค้นที่อยู่ในสายเลือด”
“…จริงด้วย”
หลังจากได้ยินคําแนะนําของลิเลียน โรเอลก็อดพยักหน้าน้อยๆ ไม่ได้ อารมณ์ของเขาดีขึ้นนิดหน่อย แต่เขาก็ยังคิดถึงบางเรื่อง
“จะว่าไป คาถาเวทที่ทําให้คนหายตัวไปได้นั่น ผมไม่รู้เลยว่าทําไม ผู้ร่วงหล่นถึงไม่ใช้มันกับผม”
“ง่ายนิดเดียว เพราะมันไม่ได้ผลไงล่ะ”
“เอ๋? ไม่ได้ผลเหรอ?”
“ใช่ ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเพราะสายเลือดของเรานะ”
ลิเลียนว่าเช่นนั้นจากประสบการณ์การต่อสู้ของเธอ โรเอลกุมคาง พลางขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไตร่ตรอง แล้วก็งุนงงเพราะเรื่องนี้
คุณสมบัติทางสายเลือดของตระกูลแอสคาร์ดนั้น ในส่วนของ สายเลือดแล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่จะให้กําเนิดผู้มีคุณสมบัติแก่นแท้ [มงกุฎ] และเป็นหนึ่งในคุณสมบัติแก่นแท้ระดับสูงของทวีปเซีย แต่ เหมือนกับสายเลือดระดับสูงอื่นๆ การใช้งานของมันก็เทไปที่พลังโจมตี อันดุเดือด แล้วความเสี่ยงของมันก็สูงมาก
เอาล่ะ เราจะกรุยทางให้นะ แต่จากนี้พวกนายต้องดิ้นรนกันเอา เอง พึ่งเราไม่ได้แล้วนะ
ข้อสรุปแบบนี้แหละคือตัวตนจริงๆ ของสายเลือดตระกูลแอส คาร์ด แต่มันก็ผูกอยู่กับความเสี่ยงใหญ่ เมื่อถูกปลุกขึ้นมาแล้ว ความสามารถของผู้สืบสายเลือดจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด นี่ก็คือ เหตุผลที่ว่าทําไมตระกูลแอสคาร์ดถึงมียอดฝีมือหลายคนเช่นกัน
แต่เมื่อพูดถึงความสามารถในการป้องกันและการต้านทานคาถา เวทบางบทแล้ว สายเลือดนี้ก็ไม่ได้ป้องกันอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นการ ป้องกันคุณสมบัติต่างๆ หรือทางกายภาพก็ตาม สิ่งเดียวที่โรเอลได้
ประโยชน์จากมันก็คือเสียงกระซิบหลอนประสาทที่ทําอะไรเขาได้ไม่ มาก แต่นั่นก็มาจากคุณสมบัติแก่นแท้ต้นกําเนิด [มงกุฎ] ของเขา ซึ่งไม่ ค่อยเกี่ยวอะไรกับสายเลือดอยู่ดี
สิ่งเดียวที่โรเอลและลิเลียนมีร่วมกันคือสายเลือด และพื้นฐานของ คุณสมบัติแก่นแท้ต้นกําเนิด [มงกุฎ] นั้นก็แตกต่างกับคุณสมบัติแก่นแท้ ต้นกําเนิด [อาณาจักร] โดยสิ้นเชิง หรือก็คือในครั้งนี้เป็นการกระทําที่ ยอดเยี่ยมของสายเลือดโดยตรง สําหรับโรเอลแล้วนี่เป็นเหมือนต้นไม้ เหล็กที่กําลังผลิดอก ไม่แปลกถ้าเขาจะประหลาดใจ
หลังจากคิดถึงมันอยู่พักใหญ่ ทั้งสองก็ยังคิดไม่ออกว่าทําไม สายเลือดของพวกเขาถึงต้านทานคาถาเวทของศัตรูได้ เห็นเช่นนี้แล้ว แม้โรเอลจะไม่เต็มใจ แต่ลิเลียนก็พยักหน้าแล้วพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน
“คาถาเวทนั่นดูจะไม่มีผลกระทบกับเราสองคนเลย ดังนั้นจึงไม่ ต้องกังวลเรื่องนี้ไปสักพัก แต่ว่าโคมนั่น…”
นึกถึงโคมไฟในมือของชายชราผู้ร่วงหล่นแล้ว ลิเลียนก็อดขมวด คิ้วไม่ได้ สีหน้าของเธอจริงจังขึ้นมา
[เนตรแห่งพอร์ทัส] นี่คืออสุรกายที่แม้แต่เทพบรรพกาลอย่างอาร์ เทเซียยังแอบอิจฉา มันเป็นอุปกรณ์เวทศักดิ์สิทธิ์ที่เหมือนเป็น
สัญลักษณ์ ความสามารถของมันทําให้คนคลุ้มคลั่งได้ ไม่แปลกเลยที่ แม้แต่ลิเลียนก็ไม่กล้าปะทะกับมันตรงๆ
แม้ว่า [ป้อมปราการสิบทิศ] จะบดบังแสงไว้ได้ในศึกครั้งก่อน มันก็ สามารถใช้ได้ในเชิงป้องกันเท่านั้น ยังมีปัจจัยอื่นที่ต้องคํานึงถึงถ้า ต้องการจะโค่นศัตรู แต่โรเอลดูจะมีความคิดเรื่องนี้อยู่
“เรื่องโคมไฟนั่นให้ผมจัดการเถอะ”
เด็กหนุ่มออกปากรับหน้าที่ และหลังจากการระดมสมองทั้งสองก็ สร้างแผนการรบขึ้นมา แล้วเริ่มการเตรียมการทางกายภาพเป็นครั้ง สุดท้าย
ต้องบอกว่าในครั้งนี้ศัตรูทั้งสองนั้นไม่ง่าย แม้พวกเขาจะดูเหมือน จะตายแหล่มิตายแหล่ แถมยังหลุดออกนอกกรอบความเป็นมนุษย์แล้ว แต่อดีตมหาสาวกของลัทธิผู้ศรัทธาผู้กอบกู้และโคมไฟโบราณที่ไม่ หลับใหลนั้นดูจะอยู่ในระดับแก่นแท้ 1
หลังจากอยู่มานับปีไม่ถ้วนแล้วถูกผู้กอบกู้พิชิตลง วิญญาณของ เขาได้เหือดแห้งและร่างกายก็โรยรา แต่ตะขาบนั้นตายแต่ไม่หยุดดิ้น ยังไม่รวมถึงว่ามันยังอุตส่าห์ไปได้อุปกรณ์เวทอย่าง [เนตรแห่งพอร์ทัส] มาครอบครอง
ความเสี่ยงในการต่อสู้กับอดีตมหาสาวกของลัทธิผู้ศรัทธาผู้กอบกู้ นี้สูงมาก แต่มันก็เป็นศึกที่เลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเพื่อเพื่อนที่สูญหาย ความ ปลอดภัยในอนาคต หรือความชิงชังจากสายเลือดก็ดี โรเอลจะต้อง จัดการมัน
หลังจากการเตรียมตัว ทั้งสองก็พร้อมที่จะกลับไปรวมตัว หลังจาก โรเอลพยักหน้าตกลง เด็กสาวผู้มีผมสีดําและตาสีม่วงเปล่งประกายแสง ออกมาจางๆ แล้วเขตแดนของ [ป้อมปราการสิบทิศ] ก็ถูกคลายออก ห้องหรูหราที่เหมือนอยู่ในความฝันก็หายไป เผยให้เห็นห้องเก่าๆ ของ เมืองร้างแทน
“ถ้าอย่างนั้น จัดการมันให้เร็วที่สุดกันเถอะ”
เด็กหนุ่มพูดขณะมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วเดินออกจากห้อง ไปก่อน ลิเลียนตามไปติดๆ แล้วทั้งสองร่างก็หายไปในม่านหมอกสีขาว
———————————————–
เมืองมาริน เมืองร้างที่ชายแดนของจักรวรรดิออสทีนในวันนี้ยังคง ดูเหมือนเคย บ้านเรือนที่ผุพังเรียงรายต่อกัน บางหลังถล่มลงมาแล้ว เผยให้เห็นวัชพืชและมอสที่ขึ้นไปทั่ว และอากาศก็ชื้นตามอากาศร้อน ชื้นเกินทนของหน้าร้อน
ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทว่าหลังจากรุ่งสางผ่านไป ม่าน หมอกสีขาวโพลนในเมืองก็ไม่มีทีท่าจะสลายไป หมอกหนายังคงลอย อยู่ทั่ว ทําให้จับทิศทางได้ยาก แต่มันก็ต่างจากเมืองเงียบๆ ก่อนหน้านี้ นอกหน้าต่างเขลอะฝุ่นนั้นมีเงาร่างแปลกๆ ผ่านถนนในเมืองไปเป็น ครั้งคราว
เงาร่างเหล่านี้ยากจะตีความในหมอกหนา แต่จากการสังเกตใกล้ๆ จะเห็นว่าพวกมันไม่ใช่สมาชิกทีมสืบสวน และไม่ใช่ผู้อาศัยที่ยังอยู่ใน เมืองด้วย แต่เป็นสิ่งคล้ายมนุษย์ที่กําลังเผาไหม้เหมือนดอกไม้ไฟ
โรเอลไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่จากที่อาร์เทเซียเคยอธิบายไว้ เจ้าพวก นี้เหมือนจะเป็นวิญญาณเพลิงโบราณ
“พวกนั้นคือหมู่ผู้ที่ถูกผู้กอบกู้ลงทัณฑ์ พูดให้ถูกคือ พวกมันควร ถูกเรียกว่าวิญญาณคนบาปที่ถูกเทพแห่งดวงอาทิตย์แผดเผาก่อนที่ ดวงตาของพอร์ทัสจะกลายเป็นอุปกรณ์เวท พวกเขาจะกลายเป็นแสง ของโคมไฟ ผู้ซึ่งจะคอยปกป้องและต่อสู้เพื่อมัน”
คําอธิบายของราชินีแม่มดสะท้อนอยู่ในหูของเด็กหนุ่ม ทําให้โร เอลรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของอุปกรณ์เวทนั้นใหม่ ทว่าหลังจากการเรียนรู้ เรื่องใหม่แล้ว คําถามหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจเขา คือจะจัดการกับวิญญาณ เพลิงพวกนี้ยังไง
เมื่อมองไปที่พวกคนบาปที่วนเวียนไปทั่วพร้อมกับแสงจางๆ ใน ม่านหมอก เด็กหนุ่มผมดําก็ขมวดคิ้ว พลังของเจ้าพวกนี้ไม่เหมือนกับ ระดับของคาถาเวท มันน่าจะอ้างอิงจากพลังความสามารถดั้งเดิมของ พวกคนบาป แต่การที่ร่างของพวกมันเหมือนๆ กันหมดแบบนี้ เขาเลย ไม่สามารถแยกแยะพวกมันได้
การฆ่าพวกมันสักตัวนั้นง่าย แต่ถ้ารับมือเป็นฝูงก็ไม่น่าไหว โดยเฉพาะถ้าต้องสู้ตะลุมบอน ชัยภูมิที่แออัดนี้น่ารําคาญยิ่งกว่า โรเอล และลิเลียนจึงต้องเปลี่ยนแผนอย่างไม่มีทางเลือก แล้วแยกกันลงมือ
ภายในม่านหมอกที่ลอยอยู่ เด็กสาวผมดําผู้มีตาสีม่วงเริ่มเปล่งแสง จากพลังแก่นแท้ต้นกําเนิด [อาณาจักร] ของเธอ ในแสงที่เจิดจ้านั้น ปรากฏริ้วธงลอยเรียงกันขึ้นมา
หลังจากลิเลียนเลื่อนขึ้นเป็นระดับแก่นแท้ 2 อาณาจักรออสทีน โบราณที่เธอสามารถอัญเชิญได้นั้นได้ส่งผลให้ภาคีอัศวินสีครามได้ เลื่อนขั้นขึ้นเป็นระดับแก่นแท้ 4 และแม่ทัพทั้งหลายนั้นเลื่อนขั้นขึ้นไป ถึงระดับแก่นแท้ 3
แสนยานุภาพของภาคีอัศวินสีครามซึ่งทิ้งเรื่องราวมากมายใน ประวัติศาสตร์เริ่มค่อยๆ คืนสู่จุดที่พวกเขาควรจะเป็น และใน ขณะเดียวกันพวกเขาก็ก้าวข้ามอัศวินหลวงของจักรวรรดิออสทีนใน
ปัจจุบันไปไกลลิบ และด้วยเหล่านักรบกล้าจากยุคก่อนเหล่านี้ วิญญาณ เพลิงบนถนนจึงถูกกวาดล้างอย่างรวดเร็ว
ทว่ามันก็เป็นดั่งที่ทั้งคู่คาดไว้ แม้ว่าประสบการณ์ของภาคีอัศวินสี ครามจะโชกโชน แต่เหล่าคนบาปจากบรรพกาลผู้ถูกลงโทษโดยเพลิง จากผู้กอบกู้นั้นก็ไม่ได้อ่อนแอ และด้วยเครือข่ายที่สร้างโดย [เนตรแห่ง พอร์ทัส] ตําแหน่งของลิเลียนพลันถูกระบุ แล้วพวกวิญญาณเพลิงจาก ทั่วทุกสารทิศก็กรูกันเข้าใส่เธอด้วยวิธีการต่างๆ
เหมือนเช่นที่พวกมันเป็นคนที่ต่างกันออกไปยามมีชีวิต เหล่าสัตว์ ประหลาดที่รวมตัวกันในหมอกนี่ก็มีรูปร่างต่างกัน มีทั้งคนแคระและ เอลฟ์ในเรื่องเล่าและตํานานปรัมปรา ยักษ์ตัวใหญ่ สัตว์ประหลาดที่น่า เกลียด คนบาปจากเผ่าต่างๆ แม้กระทั่งเงาร่างคล้ายมังกรที่โฉบผ่าน บนฟ้า
ร่างที่ลุกไหม้ด้วยเพลิงอย่างหนาแน่นนั้นทะลักเข้าไปทางลิเลียน อย่างรวดเร็ว มองจากไกลๆ จะเห็นว่าในหมอกสีขาวนั้นมีปื้ นสีแดงสด โผล่มา เหมือนกับเมฆหมอกเพลิงที่โรยตัวลงมาบนพื้น
หากถูกล้อมด้วยศัตรูกลุ่มนี้ แม้จะเป็นเหล่านักรบกล้าผู้กรําศึกก็คง อดกังวลไม่ได้ ทว่าเด็กสาวผมดําผู้มีดวงตาสีม่วงจ้องมองคลื่นศัตรูที่ไม่ สิ้นสุดนี้อย่างไม่สะท้านสะเทือน ลิเลียนมองไปทางทิศที่โรเอลแยก ออกไปเงียบๆ ตรงหน้าของเด็กสาวที่เป็นห่วงคนรักของเธอ เสียง
คํารามของมังกรเป็นแค่เสียงที่ดังกว่าเสียงนกร้องเพียงนิดเดียวเท่านั้น