ทะลุมิติตะลุยวังหลวง จบแล้ว PDF - ตอนที่ 11
หอตำราหลวงตั้งอยู่ติดกับสระน้ำ
ประกายแดดที่ส่องระยิบระยับอยู่บนผิวน้ำสร้างบรรยากาศสดชื่นปลอดโปร่ง
อวี๋หว่านอินยื่นความประสงค์ขอเข้าใช้หอตำรา แล้วเข้ามานั่งทำงานด้านในอย่างเปิดเผย เธอหารายละเอียดเกี่ยวกับพืชทนแล้งมาสักพักแล้วแต่ก็ยังหาไม่เจอ สมาธิเริ่มแตกซ่าน ความขี้เกียจเริ่มมีมากกว่าเหตุผล ทำให้นั่งขีดเขียนบนกระดาษไปเรื่อย
ตอนนั้นเอง ขันทีที่เฝ้าหน้าประตูก็ส่งเสียงขึ้นว่า “คารวะ ตวนอ๋อง…”
เพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตาอวี๋หว่านอินจึงย้ายขึ้นมานั่งบนชั้นสอง โดยเลือกที่นั่งข้างหน้าต่าง ส่วนมากคนที่ไม่ได้รับอนุญาตจากฮ่องเต้จะขึ้นมาชั้นนี้ไม่ได้
แต่คนในวังย่อมรู้จักมองทิศทางลม รู้ว่าต้องอำนวยความสะดวกให้ใคร อวี๋หว่านอินได้ยินเสียงดังจากด้านล่างฟังเหมือนคนคุยกัน ไม่รู้ว่าตวนอ๋องพูดอะไร จากนั้นมีเสียงคนก้าวขึ้นบันไดมา
เสียงฝีเท้าดังเป็นจังหวะ ไม่รีบร้อน อวี๋หว่านอินมองผ่าน ช่องว่างระหว่างชั้นวางตำราไปยังหัวบันได พลันเห็นตวนอ๋องก้าวขึ้นมาพอดี
วันนี้เขาสวมชุดของยุคราชวงศ์เว่ยจิ้นซึ่งเป็นเสื้อแบบแขนกว้างสวมทับด้วยเสื้อคลุมตัวใหญ่ เขารวบผมครึ่งกระหม่อม เดิน ตัวตรงอย่างงามสง่า บุรุษผู้ถูกสวรรค์เลือกมีใบหน้าหล่อเหลา แม้ อวี๋หว่านอินจะรู้ว่าคนผู้นี้มีจิตใจอำมหิตแต่ก็ยังอดชื่นชมในความ หล่อเหลาของอีกฝ่ายไม่ได้ จากนั้นไม่นานเธอก็เห็นคนผู้หนึ่งก้าวตามตวนอ๋องมา คนผู้นี้สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบคล้ายบัณฑิตทั่วไป สีหน้าเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ พอมองอย่างละเอียดจะพบว่าเขาปลอมแปลงโฉม… น่าจะเป็นซวีเหยา!
พวกเขามาที่นี่ทำไม?
อวี๋หว่านอินนั่งอยู่ที่เดิมเงียบๆ พยายามคิดว่าถ้าตนเป็น อวี๋หว่านอินคนเดิม ตนจะแสดงออกอย่างไร?
อ้อ เจ้าของร่างเดิมแอบรักตวนอ๋องนี่นา
ทั้งคู่พลิกหาตำรากันอย่างตั้งใจ มองซ้ายมองขวา ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนตัวมาใกล้อวี๋หว่านอิน
“…” อวี๋หว่านอิน
เล่นละครไม่แนบเนียนเอาเสียเลย!
ในที่สุดตวนอ๋องก็หันหน้ามามองอวี๋หว่านอิน เขาทำราวกับเพิ่งเห็น เอ่ยทักด้วยความประหลาดใจ “อวี๋เฟย?”
อวี๋หว่านอินลุกขึ้นยืน ทักทายเขาอย่างเอียงอาย “ตวนอ๋อง”
ตามเนื้อหาเดิมตวนอ๋องกับอวี๋หว่านอินเคยพบหน้ากันมาก่อนตอนที่ฝ่ายหญิงยังไม่เข้าวัง เจ้าของร่างเดิมเคยแอบไปเที่ยวเทศกาลโคมไฟในปีหนึ่ง แล้วพบกับตวนอ๋องที่แต่งตัวเป็นสามัญชนโดย ไม่คาดฝัน อวี๋หว่านอินบังเกิดรักแรกพบกับชายหนุ่มรูปงามผู้นี้ พอกลับถึงบ้านก็พะวงหาแต่เขา ไม่ยอมเข้าวังถวายตัวเป็นนางใน แม้ว่าครั้งนั้นตวนอ๋องจะพูดคุยกับนางอย่างสนิทสนม แต่หลังจาก คืนนั้น เขาก็ลืมเรื่องนี้เสียสนิท
ต่อมาอวี๋หว่านอินถูกที่บ้านบังคับให้เข้าวัง นางยอมทำตาม อย่างไม่เต็มใจ สุดท้ายก็ถูกส่งไปอยู่ตำหนักเย็น บทที่ต้องพบกับ ตวนอ๋องอีกครั้ง ก็ถูกเซี่ยหย่งเอ๋อร์แย่งไปแล้ว ดังนั้นในเรื่อง ‘ทะลุมิติมาเป็นพระสนมตัวร้าย’ อวี๋หว่านอินจึงเป็นฝ่ายหลงรักตวนอ๋องข้างเดียว ส่วนตวนอ๋องก็รักเดียวใจเดียว มีใจให้เซี่ยหย่งเอ๋อร์เท่านั้น
อวี๋หว่านอินไม่แน่ใจว่าคนที่อยู่ตรงหน้ายังคงเป็นตัวละครเดิมหรือไม่ จึงเดาไม่ออกว่าเหตุใดเขาจึงมาหา แต่เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง เธอต้องทำตัวเหมือนกับต้นฉบับเดิม
อวี๋หว่านอินเหลือบตามองอย่างเอียงอาย พยายามแสดงท่าทางให้ดูคล้ายกับมีความรู้สึกบางอย่างแอบแฝงในแววตา “ท่านอ๋องมาที่นี่ด้วยเหตุใด?”
“ข้าจะหาตำราเล่มหนึ่ง แต่หาไม่เจอ อาจจำผิดก็ได้” ตวนอ๋องกล่าว
อวี๋หว่านอินอาสา “ท่านอ๋องลองบอกชื่อมา หม่อมฉันจะได้ช่วยหา”
ตวนอ๋องไม่ได้ต่อบทสนทนาเรื่องนี้ แต่มองเธอแล้วยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเอ่ย “ได้ยินมาว่าพระสนมแต่งตำราอยู่ที่นี่”
อวี๋หว่านอินก้มหน้าต่ำ “เพียงแค่รวบรวมบทกลอนเป็น หมวดหมู่เท่านั้น ฝ่าบาทคงเห็นว่าหม่อมฉันอยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ”
“พระสนมมีความสามารถ ช่างน่านับถือ”
พอได้อยู่ใกล้แบบนี้ เธอเชื่อแล้วว่าตวนอ๋องและเซี่ยโหวตั้นเป็นพี่น้องกันจริงๆ พวกเขาเป็นคนผิวขาวละเอียด หน้าตาคล้ายคลึงกันถึงเจ็ดแปดส่วน ต่างแค่เซี่ยโหวตั้นขาวแบบคนป่วย แววตาเหมือนคนที่คิดอะไรอยู่ตลอดเวลา บุคลิกแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเป็นตัวร้าย ส่วนตวนอ๋องนั้นหล่อเหลาประดุจหยกสลัก มีความอบอุ่นอ่อนโยนแฝงอยู่ในท่าทางการพูดจา เป็นบุคลิกที่ยากจะเชื่อว่าเป็นคนเลวที่จิตใจเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
อวี๋หว่านอินอยากจะเห็นสีหน้าท่าทางของเขาให้ชัดกว่านี้เพื่อวิเคราะห์ว่าเขาเป็นตัวละครตัวเดิมหรือไม่ เลยจ้องหน้าเขานานกว่าปกติ
ตวนอ๋องหัวเราะ ถามขึ้นว่า “หลายวันก่อนในงานเลี้ยง พระสนมก็มองข้าเช่นนี้ สงสัยอะไรหรือ?”
อวี๋หว่านอินถึงกับใจหายวูบ รีบถอนใจทำหน้าเสียดาย “เพียงรู้สึกคาดไม่ถึงว่าคุณชายที่พบในคืนนั้นจะกลายเป็นตวนอ๋อง ผู้โด่งดัง”
ฟังดูมีเหตุมีผล น่าเชื่อถือ ไม่มีพิรุธให้สะกิดใจ
ตวนอ๋องถอนหายใจเช่นกัน “ตอนนั้นข้าแต่งกายเป็นชาวบ้านไปเที่ยวเล่น มิได้คิดจะแสดงฐานะที่แท้จริง ขอพระสนมโปรดอภัย”
ตอนนี้คะแนน 0 : 0
อวี๋หว่านอินยังทดสอบต่อ “หม่อมฉันอยู่ในวัง ไม่รู้ข่าวคราวด้านนอก ไม่รู้ว่าตอนนี้ที่บ้านเป็นอย่างไรบ้าง”
ในนิยายเขียนว่าพ่อของอวี๋หว่านอินเป็นขุนนางตำแหน่งเล็กๆ ไม่มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานมานานหลายปี ตวนอ๋องเองก็รู้จัก ถ้าหากยังเป็นตัวละครตัวเดิม เขาน่าจะตอบเรื่องนี้ได้
ตวนอ๋องหยุดคิดเล็กน้อยก่อนเอ่ยว่า “ครั้งก่อนที่ข้าได้พบ ใต้เท้าอวี๋ก็สบายดี ดูเหมือนช่วงนี้จะชอบดื่มชา”
คะแนนยังคงเสมอกัน 0 : 0
อวี๋หว่านอินคิดถึงเรื่องที่จะถามต่อ แต่ครั้งนี้ตวนอ๋องกลับชิงพูดก่อน น้ำเสียงของเขาแฝงความอาลัย “พวกเราจากกันในคืนเทศกาลโคมไฟแล้วได้กลับมาพบกันอีกหน ข้าเกือบจำพระสนมไม่ได้”
“…” อวี๋หว่านอิน
บทบาทเดิมกำหนดให้เธอเป็น ‘แม่ดอกบัวขาว’ จึงมักถูก เซี่ยหย่งเอ๋อร์ที่แต่งหน้าฉูดฉาดมีสีสันข่มความงามของตน ด้วยความที่เธอมีใจให้กับตวนอ๋อง ทั้งหวาดกลัวทั้งแค้นเคืองฮ่องเต้ทรราช ประกอบกับอยากล้างแค้นเซี่ยหย่งเอ๋อร์ จึงได้เดินเข้าสู่วังวนแห่งการช่วงชิงอำนาจในที่สุด
ทว่าตอนนี้เธอชิงแต่งหน้าฉูดฉาด ทำตัวเป็นนางยั่วเมือง ระริกระรี้กับฮ่องเต้ทรราชต่อหน้าตวนอ๋องไปเสียแล้ว
หัวใจของอวี๋หว่านอินเต้นโครมๆ
ในนิยาย ตวนอ๋องไม่ได้สนใจอวี๋หว่านอินสักเท่าไร แล้วจะสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร?
เขาเห็นฉันแค่สองครั้งแต่กลับจำได้แบบนี้ แสดงว่าต้องมีปัญหา!
แม้จะมีหลักฐานไม่เพียงพอ แต่คะแนนยกนี้ก็ยังเป็น 0 : 0
อวี๋หว่านอินพยายามแก้สถานการณ์ ด้วยการสวมบทบาท แม่ดอกบัวขาวตามเดิม เธอยิ้มอย่างขมขื่น “ใครก็ตามหากได้เข้ามาอยู่ตำหนักใน ย่อมต้องเปลี่ยนแปลง คนที่ไม่ยอมเปลี่ยนก็กลายเป็นดินทรายทับถมอยู่ข้างกำแพงสูงไปหมดแล้ว หม่อมฉัน…” เธอกล่าวอย่างสับสน “ยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อเพคะ”
ตวนอ๋องชะงักไปเล็กน้อยก่อนเตือนเบาๆ “พระสนม คำพูดนี้ข้าจะถือว่าไม่ได้ยิน ขอพระสนมอย่าได้เอ่ยกับคนอื่น”
อวี๋หว่านอินยกมือปิดปากอย่างตกใจ ใช้แววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นมองไปยังซวีเหยาที่ยืนอยู่ด้านหลังของตวนอ๋อง “หม่อมฉันพูดแรงเกินไป”
ตวนอ๋องยิ้ม “คนผู้นี้เป็นสหายข้า ไม่พูดจาส่งเดชแน่”
อวี๋หว่านอินพยักหน้า
สวยงาม! 0.5 : 0 ฉันเป็นฝ่ายนำ
ตวนอ๋องรับการคารวะ ทำท่าจะจากลา แต่สายตายังคงจับจ้องตรงโต๊ะข้างหน้าต่าง “พระสนมวาดรูปอยู่หรือ?”
“…” อวี๋หว่านอิน