ทะลุมิติตะลุยวังหลวง จบแล้ว PDF - ตอนที่ 12
ป้ายนับคะแนนในหัวของอวี๋หว่านอินระเบิดตูม
เมื่อครู่เธอกำลังเบื่อๆ เลยวาดรูปเต่าที่ดูเหมือนฝีมือของเด็กอนุบาลบนกระดาษเปล่า
ในเมื่อถูกเห็นแล้วจะหาข้ออ้างก็คงสายเกินไป อวี๋หว่านอินแสร้งทำท่าหวาดหวั่นมองบุรุษในดวงใจ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอับอาย “เมื่อครู่หม่อมฉันเห็นบางอย่างอยู่ในสระน้ำ ก็เลยขยับพู่กันวาดไปอย่างนั้น”
ตวนอ๋องจ้องรูปเต่าบนกระดาษ หางคิ้วขยับเล็กน้อย “รูปนี้ อืม…”
อวี๋หว่านอินหน้าแดงก่ำอย่างอับอาย กำกระดาษแผ่นนั้น ทำท่าจะฉีกทิ้ง “ท่านอ๋องอย่าดูเลย”
ตวนอ๋องห้าม “เป็นภาพที่ให้ความรู้สึกไร้เดียงสา ถ้าพระสนมฉีกทิ้งก็น่าเสียดาย”
“…” อวี๋หว่านอินที่พยายามเล่นละครอย่างเต็มที่ลองหยั่งเชิง “ท่านอ๋องชอบหรือเพคะ?”
ตวนอ๋อง “ข้าชอบมาก ในเมื่อพระสนมไม่อยากเก็บไว้ก็มอบมันให้ข้าเถิด”
ถึงอวี๋หว่านอินไม่อยากให้แต่ก็ต้องยอมให้แต่โดยดี “ถ้าหากท่านอ๋องไม่รังเกียจ ก็นำไปเถอะเพคะ”
ตวนอ๋องตอบกลับยิ้มๆ “ขอบใจ วันหน้าข้าจะส่งของกำนัลไปตอบแทน”
“…” อวี๋หว่านอิน
เธอปรายตามองถุงหอมที่เพิ่งปักเสร็จใหม่ๆ ข้างเอวเขา นี่เป็นของแทนใจที่เซี่ยหย่งเอ๋อร์มอบให้ตวนอ๋องตามเนื้อเรื่องเดิม
แหม… น้ำในชามต้องใส่ให้เท่ากันสินะ!
สมกับเป็นพระเอกของเรื่องจริงๆ ทางโน้นก็แหย่ ทางนี้ก็หยอก ไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไรต่อ!
ตวนอ๋องรับภาพวาดแล้วก็เดินจากไป
เมื่อออกจากหอตำราหลวง เขาก็หันไปถามซวีเหยาเสียง ราบเรียบ “เห็นอะไรบ้าง?”
ซวีเหยานิ่งคิดอยู่นานก่อนตอบ “การเจอหน้าครั้งนี้ยังสรุปไม่ได้ว่านางเป็นคนอย่างไร แต่แววตาของนางดูเป็นประกาย มีความ เจ้าเล่ห์ เกรงว่าจะเป็นคนเจ้าแผนการ มิน่าถึงทำให้ฮ่องเต้หลงได้”
ตวนอ๋องถาม “เจ้าว่า… กิริยาอาการของนาง มีอะไรที่แปลกไปหรือไม่?”
ซวีเหยาตะลึง “แปลก? ท่านอ๋องหมายถึง…”
ตวนอ๋องหัวเราะแต่มิได้พูดสิ่งใดต่อ เขากางกระดาษที่วาดรูปเต่าออกมาพิจารณา คล้ายกับมีความสนใจอย่างยิ่ง จากนั้นจึงออก คำสั่ง “ไปสืบดูว่าก่อนที่นางจะเข้าวัง มีภาพวาดหรือตัวอักษรเขียนทิ้งไว้บ้างหรือไม่”
ส่วนอวี๋หว่านอินก็ตรงกลับตำหนักและถามสาวใช้ว่า “เจ้ายังจำภาพที่ข้าวาดก่อนหน้านี้ได้หรือไม่?”
เสี่ยวเหมยอึ้งงัน “ภาพที่พระสนมวาดก่อนหน้านี้หรือเพคะ?”
อวี๋หว่านอินแอบดีใจ “ไม่เคยวาดก็ดีแล้ว ดีจริงๆ”
วันนี้เป็นวันขึ้นหนึ่งค่ำ บรรดาพระสนมจะต้องไปเข้าเฝ้าไทเฮาที่ตำหนัก
แต่เดิมควรไปเข้าเฝ้าทุกวันเช้าเย็น แต่เพราะไทเฮาไม่ชอบความวุ่นวายจึงได้เปลี่ยนระเบียบใหม่ ให้เข้าเฝ้าทุกวันขึ้นหนึ่งค่ำและสิบห้าค่ำก็พอ ดังนั้นสองวันนี้ย่อมต้องหนีไม่พ้นการชิงดีชิงเด่นของสตรีฝ่ายใน
ตอนที่อวี๋หว่านอินมาถึงก็พบว่าพระสนมคนอื่นๆ มากันครบแล้ว
‘เว่ยกุ้ยเฟย’ นั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่อย่างงามสง่า นางหลุบตา มองใบชาในถ้วยก่อนเหลือบมองอวี๋หว่านอิน “ตอนนี้อวี๋ผินเป็นคนโปรด จึงไม่สนใจว่าจะมาสายหรือไม่ ต้องให้พี่น้องทั้งหลายมานั่งรอแล้ว”
“…” อวี๋หว่านอิน
เอาล่ะ… เริ่มแล้ว
นางกำนัลที่ยืนอยู่ด้านหลังเว่ยกุ้ยเฟยเสริมขึ้น “กุ้ยเฟยลืมแล้วหรือเพคะ ว่าตอนนี้อวี๋ผินได้รับแต่งตั้งเป็นอวี๋เฟยแล้ว”
เว่ยกุ้ยเฟยหัวเราะเบาๆ “อ้อ มิน่า”
“…” อวี๋หว่านอิน
เธอคิดอยู่นานกว่าจะนึกออกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร
ตามเนื้อเรื่องที่อ่านคือฮองเฮาป่วยตายไปแล้วแต่ก็ยังไม่มีใครขึ้นมาแทนที่ เว่ยกุ้ยเฟยคนนี้จึงเป็นสตรีที่มีตำแหน่งสูงสุดในบรรดาพระสนมทั้งหลาย นางเป็นน้องสาวของเว่ยไท่ฟู่ ได้รับความโปรดปรานจากไทเฮาเป็นพิเศษ อีกทั้งยังถือดีว่ามีตระกูลเดิมให้การสนับสนุนจึงวางท่าใหญ่โตในวังหลัง แต่อีกสักพักนางจะถูกเซี่ยหย่งเอ๋อร์เล่นงานจนหายไปจากหน้าหนังสือ… ประมาณสักบทที่ห้า
อวี๋หว่านอินมองอีกฝ่ายเหมือนมองคนตาย ตอบกลับด้วยสีหน้าและน้ำเสียงราบเรียบ “ระหว่างทาง ข้ามีเหตุให้ต้องเสียเวลา ขอให้พี่สาวทั้งหลายโปรดอย่าตำหนิ”
เว่ยกุ้ยเฟยขว้างถ้วยชาในมือทิ้งอย่างฉุนเฉียว “มองข้า อย่างนี้หมายความว่าอย่างไร?”
อวี๋หว่านอินก้มหน้าหลุบตา พยายามทำเสียงคล้ายร้องไห้ “ข้าผิดไปแล้ว”
‘จวงเฟย’ ที่นั่งอยู่ด้านหลังเว่ยกุ้ยเฟยหัวเราะเยาะ “นางบอกว่ามีธุระ อืม… จะเป็นธุระสำคัญใดกัน คงมิใช่ไปนัดพบองครักษ์คนไหนในสวนโบตั๋นหรอกนะ”
‘เฮ่อผิน’ ที่อยู่อีกด้านทำหน้าที่ลูกคู่ขึ้นมาทันที “พี่สาว คำนี้อย่าพูดซี้ซั้วไป หากนางไปร้องห่มร้องไห้ฟ้องฝ่าบาท พวกเราอาจจะ…”
เสียงของเซี่ยโหวตั้นถามแทรกขึ้นมา “อาจจะอะไร?”
“…” พระสนมทั้งหลาย
พอเห็นว่าฮ่องเต้เสด็จมาเสียงเนื้อผ้าเสียดสีกันก็ดังพึ่บพั่บ เซี่ยโหวตั้นหย่อนร่างนั่งลงบนเก้าอี้ที่เว่ยกุ้ยเฟยนั่งเมื่อครู่ แล้วกวักมือเรียกอวี๋หว่านอินมาถาม “เมื่อครู่พวกเจ้าคุยอะไรกันอยู่”
อวี๋หว่านอินตอบอย่างลังเล “ทูลฝ่าบาท…” เธอใช้สายตาถามเขาว่า ‘คุณมาทำอะไรที่นี่?’
เซี่ยโหวตั้นพยักพเยิดเป็นคำตอบ ‘ไม่ต้องสนใจผม แสดงต่อ’
อวี๋หว่านอินแปลงร่างเป็นแม่ดอกบัวขาวทันที “ทูลฝ่าบาท ก็แค่พูดคุยแก้เบื่อกับพี่สาวน้องสาวทั้งหลายเท่านั้น ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอกเพคะ”
“งั้นหรือ?” เขาชี้ไปที่เฮ่อผิน “เจ้า… พูดมา”
เฮ่อผินยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม ใบหน้านางซีดขาวด้วยความตกใจ ได้แต่กล่าวว่า “หม่อมฉันผิดไปแล้ว”
เซี่ยโหวตั้นพยักหน้า “ก็ดี จะได้ประหยัดเวลา”
เขายกมือขึ้น องครักษ์วิ่งเข้ามาอย่างรู้งาน เสียงอ้อนวอนร้องขอชีวิตของเฮ่อผินค่อยๆ ห่างออกไป
เซี่ยโหวตั้นชี้ไปที่จวงเฟย “เจ้าบ้าง… พูดมา”
จวงเฟยรู้สึกว่าเบื้องหน้าดำมืด ขาอ่อนตัวอ่อนจนเกือบทรุดลงกับพื้น “หม่อมฉัน… หม่อมฉันเพียงเตือนนางให้ตั้งใจรับใช้ฝ่าบาทให้ดี…”
เซี่ยโหวตั้นสะบัดมืออีกครั้ง
อวี๋หว่านอินกระแอมขึ้นมาครั้งหนึ่ง เธอไม่เข้าใจว่าเซี่ยโหวตั้น มาแสดงละครฉากนี้ด้วยเจตนาอะไร
หรือเขาต้องการหาโอกาสสร้างอิทธิพลของตัวเอง?
แต่ก่อนอวี๋หว่านอินอ่านนิยายแนววังหลวงเพื่อฆ่าเวลาเท่านั้น แต่พอเข้ามาอยู่ในสถานการณ์นี้ด้วยตัวเอง กลับเข้าใจความคิดของหญิงสาวเหล่านี้มากขึ้น จะว่าไปแล้วทุกคนก็คือเหยื่อ! ไม่ว่าจวงเฟยหรือเฮ่อผินที่กอดขาเว่ยกุ้ยเฟยอยู่ตอนนี้ก็เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดให้นานที่สุดก็เท่านั้น
ถ้าพวกนางวางแผนเล่นงานอวี๋หว่านอินด้วยตัวเองก็ยังพอทำเนา แต่พวกนางก็แค่ผสมโรงพูดไปไม่กี่คำแต่กลับต้องเอาชีวิตมาทิ้ง อวี๋หว่านอินรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง แต่เธอก็ไม่รู้แน่ชัดว่าที่ เซี่ยโหวตั้นเล่นละครฉากนี้มีจุดประสงค์ใดแอบแฝง ถ้าหากเอ่ยปากห้ามเขา ก็กลัวจะทำให้เสียเรื่อง จึงไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไร
อวี๋หว่านอินยังไม่ทันได้พูดอะไร เซี่ยโหวตั้นก็หันมามองเธอแวบหนึ่ง มือที่ยกขึ้นทิ้งลงตามเดิม
เซี่ยโหวตั้นออกคำสั่ง “ส่งไปตำหนักเย็นก็แล้วกัน” เขายังหันไปถามองครักษ์ “ที่เพิ่งลากไปเมื่อครู่ยังไม่ได้ฝังใช่หรือไม่”
“…” องครักษ์
มีเสียงดังขึ้นทันที “กระหม่อมจะรีบไปห้ามเดี๋ยวนี้”
ในหมู่สนมนางในที่คุกเข่ากันอยู่นั้น เซี่ยหย่งเอ๋อร์แอบเงยหน้าขึ้นมองอวี๋หว่านอินแวบหนึ่ง
เมื่อตัวประกอบหญิงทั้งสองออกไปจากห้องแล้ว ทุกคนในที่นั้นก็ถือว่าพ้นขีดอันตราย กำลังปลอบใจตัวเองว่าโชคดีก็เห็น เซี่ยโหวตั้นชี้ไปยังคนที่สาม
ท่าทีของเซี่ยโหวตั้นดูสุภาพอ่อนโยน “เว่ยกุ้ยเฟย ไหนเจ้าว่ามาสิ”
เว่ยกุ้ยเฟยทำหน้าเหมือนถูกสายฟ้าฟาดใส่
ไม่… ฝ่าบาททำอย่างนี้ไม่ได้นะ นางเป็นคนของไทเฮา! เว่ยกุ้ยเฟยตอบเสียงสั่น “ทูลฝ่าบาท…”
เซี่ยโหวตั้น “หืม?”
มีเสียงดังมาจากหลังม่านไข่มุก เป็นเสียงสตรี “ฮึ ฮ่องเต้ช่างน่าเกรงขามเหลือเกิน!”
ไทเฮาให้การปกป้องเว่ยกุ้ยเฟยแล้ว
ตามท้องเรื่องไทเฮาเป็นสตรีวัยกลางคน อายุประมาณ ปลายสามสิบ แต่งกายหรูหรางดงาม วันนี้นางยังจูงเด็กชายอายุเจ็ดขวบมาด้วยอีกคน
รัชทายาทน้อยมีหน้าตาคล้ายเซี่ยโหวตั้น ใบหน้าเล็กๆ ดูเคร่งขรึม สองตามองตรงไม่ว่อกแว่ก เขาถูกไทเฮาเลี้ยงจนเป็นหุ่นเชิดที่ว่านอนสอนง่ายไปแล้ว