ทะลุมิติตะลุยวังหลวง จบแล้ว PDF - ตอนที่ 14
ตวนอ๋องหันมาถามเขาเรื่องนี้พอดี “เตรียมพร้อมแล้วหรือยัง?”
ยามที่ตระกูลซวีตกต่ำ ซวีเหยาได้รับความช่วยเหลือจาก ตวนอ๋อง เขาจึงลอบจับตาดูเว่ยไท่ฟู่อยู่ในที่ลับเพื่อหาทางล้างแค้น แต่ เว่ยไท่ฟู่เป็นคนระมัดระวังตัวสูง เป็นคนฉลาดที่หาได้ยากในฝ่ายของไทเฮา และยังไม่เผยจุดอ่อนใดๆ ออกมาให้เห็น
ไม่นานมานี้ ซวีเหยาเพิ่งหาเรื่องเล่นงานเขาได้ แล้วยังต้องเสี่ยงอันตรายกว่าจะหาตัวพยานมาได้คนหนึ่ง
ซวีเหยาตอบ “พยานได้รับการคุ้มครองอย่างดีพ่ะย่ะค่ะ”
ตวนอ๋องกล่าวอย่างเนิบช้า “เว่ยไท่ฟู่เป็นคนคารมดี เจรจา ปั่นหัวฮ่องเต้จนอีกฝ่ายหลงเชื่อ อาศัยแค่พยานคนเดียวอาจเล่นงานเขาไม่ได้ ข้าจะพยายามหาหลักฐานอีกสักอย่างมาให้เร็วที่สุด หากเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับได้ล้างแค้นแทนบิดาของเจ้า”
ซวีเหยาได้ยินเขาเป็นฝ่ายเอ่ยถึงบิดาก็หน้าตาซีดขาว “ขอบพระทัยท่านอ๋อง”
ตวนอ๋องตบไหล่เขาอย่างเป็นกันเอง “รอให้เว่ยไท่ฟู่ถูกกำจัด ข้าจะหาทางช่วยใต้เท้าซวีกลับมา”
ซวีเหยาก้มหน้าต่ำ เพื่อไม่ให้ตวนอ๋องเห็นสีหน้าของตนใน ยามนี้ เขายังได้ยินคำพูดของฮ่องเต้ทรราชดังอยู่ในหัว
‘อาจมีเพียงข้าที่กล้าช่วยใต้เท้าซวีกลับมา ตวนอ๋องคงไม่กล้าเพราะเขาเป็นพวกวัวสันหลังหวะ กลัวความจริงจะเปิดเผย รอให้เจ้าหมดประโยชน์เมื่อไร บิดาของเจ้าก็จะตายอยู่ที่ชายแดนอย่าง ‘บังเอิญ’ เจ้าเชื่อไหมเล่า’
เขาเชื่อหรือไม่?
บิดาเขาได้รับพระเมตตาจากอดีตฮ่องเต้จนกลายเป็นผู้ภักดีต่อราชบัลลังก์อย่างไม่สั่นคลอน ในหัวมีแต่คำว่าปกป้องฮ่องเต้ ภักดีต่อแผ่นดิน บิดาเขาให้การสนับสนุนฮ่องเต้ทรราชมาตลอดแต่สุดท้ายกลับมีจุดจบเช่นนี้ ทำให้เขาแค้นใจฮ่องเต้ที่ไร้ความสามารถ ยิ่ง เคียดแค้นเว่ยไท่ฟู่ที่ให้ร้ายบิดา
แต่เขากลับเหมือนมีใบไม้บังตา ไม่เคยคิดเลยว่าคนที่ระมัดระวังตัวมาตลอดอย่างเว่ยไท่ฟู่ เหตุใดจึงกล้าใส่ร้ายป้ายสีบิดาเขากลางท้องพระโรง?
หลายวันหลังจากนั้นเป็นวันเกิดของรัชทายาทน้อย ไทเฮาจึงจัดงานเลี้ยงฉลองให้อย่างยิ่งใหญ่
ตวนอ๋องก็มาร่วมงานด้วย
ในงานเลี้ยงวันนี้ไม่มีคนของไทเฮาเข้ามาพูดคุยกับตวนอ๋องแม้แต่คนเดียว แต่เขายังคงมีท่าทีสุภาพสำรวม อ่านคำอวยพรให้รัชทายาทน้อยอย่างนอบน้อม นั่งอยู่ในงานครู่หนึ่งก็ขอตัวกลับก่อน
เขาเดินไปเรื่อยๆ ท่ามกลางม่านราตรี จนกระทั่งมาถึงตำหนักหลังเล็กที่ถูกปล่อยทิ้งร้างใกล้กับตำหนักเย็น ที่แห่งนี้เป็นสถานที่นัดพบเพื่อส่งข่าวระหว่างเขากับเซี่ยหย่งเอ๋อร์ องครักษ์เงาของเขา ตรวจสอบสถานที่โดยรอบจนแน่ใจว่าไม่มีคนอื่นจึงค่อยพยักหน้าให้สัญญาณ
ตวนอ๋องก้าวเข้าไปในตำหนักหลังเล็กที่ถูกปล่อยร้างมานาน
ไม่มีการจุดตะเกียง ภายในห้องมีแต่ความมืด
เซี่ยหย่งเอ๋อร์ยืนอยู่ข้างหน้าต่าง หันหน้ากลับมาส่งยิ้มให้เขา “ท่านอ๋อง”
ตวนอ๋องกล่าวอย่างเป็นห่วง “หย่งเอ๋อร์ ไม่เจอเจ้าพักใหญ่ ทำไมถึงได้ซูบลง”
ในพงหญ้าที่ขึ้นสูงนอกหน้าต่าง อวี๋หว่านอินคิดอย่างหมั่นไส้ว่า… สมกับเป็นตวนอ๋อง!
อวี๋หว่านอินนอนอยู่ในพงหญ้านานถึงหนึ่งชั่วยาม ก่อนที่องครักษ์เงาจะมาถึงเธอก็อยู่ตรงนี้แล้ว คืนนี้ลมแรง อากาศดี ทำให้เสียงลมหายใจถูกกลืนหายไปในสายลม จึงไม่มีใครรู้ว่าเธอซ่อนตัวอยู่ตรงนี้
สถานที่นัดพบย่อมต้องลึกลับ แต่อย่างไรเสียอวี๋หว่านอินก็เคยอ่านนิยายมาก่อน เธอจำสถานที่นัดพบที่เขียนไว้ในเรื่อง ‘ทะลุมิติมาเป็นพระสนมตัวร้าย’ ได้ ถ้าหากทุกอย่างเป็นไปตามเนื้อเรื่องเดิม ตวนอ๋องจะต้องเอ่ยถึงเว่ยไท่ฟู่กับเซี่ยหย่งเอ๋อร์
และก็เป็นไปตามนั้น มีเสียงคนดังแว่วมาจากด้านใน “ก่อนหน้านี้บุตรชายของเว่ยไท่ฟู่ควบม้าชนชาวบ้านตายไปหนึ่งคน มีคนมา ร้องทุกข์ในเมืองหลวง แต่กลับไปร้องทุกข์กับผู้ตรวจการค้าเกลือที่เป็นคนบ้านเดียวกันกับเว่ยไท่ฟู่ คนผู้นั้นยังรับสินบน ขูดเลือดขูดเนื้อ ชาวบ้าน”
เซี่ยหย่งเอ๋อร์ถาม “การแอบเก็บฎีการ้องทุกข์เอาไว้ไม่ส่งต่อนั้นมีความผิดร้ายแรงหรือไม่เพคะ?”
ตวนอ๋องตอบ “ถูกต้อง ผู้ตรวจการค้าเกลือคนนั้นเมื่อรับเรื่องไว้แล้วก็ติดต่อเว่ยไท่ฟู่ เว่ยไท่ฟู่ต้องการปกป้องบุตรชาย จึงได้เก็บฎีการ้องทุกข์นั้นไว้ พวกเราต้องหาทางเปิดเผยเรื่องนี้ การจะเล่นงาน เว่ยไท่ฟู่ได้ต้องมีหลักฐานชิ้นหนึ่ง”
“สิ่งใด?”
“เป็นพระบรมสารีริกธาตุเม็ดหนึ่ง ของชิ้นนี้อยู่ในรายการสิ่งของที่ผู้ตรวจการคนนั้นมอบเป็นสินบนให้เว่ยไท่ฟู่ แต่คนของข้า ค้นในจวนตระกูลเว่ยแทบจะทุกซอกมุมก็ยังหาไม่เจอ ไม่แน่ว่า เว่ยไท่ฟู่จะส่งของชิ้นนี้เข้าวังให้เว่ยกุ้ยเฟย ผู้เป็นน้องสาว…”
เซี่ยหย่งเอ๋อร์ได้ยินเช่นนี้ก็นึกขึ้นได้ว่านิยายเรื่อง ‘บูรพาผันราตรีให้คลี่แย้ม’ ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ไว้ ในตำหนักเว่ยกุ้ยเฟยมีกล่องงาช้างทรงกลมห้าชั้นที่แกะสลักอย่างสวยงามวางประดับอยู่ กล่องใบนั้นถูกเก็บไว้ในห้องพระด้านใน เป็นของที่เว่ยกุ้ยเฟยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง นั่นก็เพราะมีพระบรมสารีริกธาตุเก็บอยู่ด้านในนั่นเอง
เซี่ยหย่งเอ๋อร์ตอบ “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น หม่อมฉันจะช่วย ท่านอ๋องขโมยมันมา”
“…” อวี๋หว่านอินที่แอบฟังอยู่
ทุ่มสุดตัว…
แหม! เป็นถึงหญิงสาวที่ถูกสวรรค์เลือกแล้วยังทุ่มสุดตัว ขนาดนี้ เรียกว่าทั้งขยันทั้งแข็งแกร่ง!
อีกอย่าง… จากน้ำเสียงที่เซี่ยหย่งเอ๋อร์พูดกับตวนอ๋อง ดูเหมือนฝ่ายนั้นจะหลงเสน่ห์เขาไปแล้ว
อวี๋หว่านอินกลุ้มใจ
ตวนอ๋องอดหัวเราะไม่ได้ “ขโมยมา? เหตุใดหย่งเอ๋อร์จึงมั่นใจว่าของสิ่งนั้นต้องอยู่กับเว่ยกุ้ยเฟย”
เซี่ยหย่งเอ๋อร์ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี ได้แต่อึกอักตอบไปว่า “ก็… ก็ท่านอ๋องคงคาดการณ์ไม่ผิดแน่”
ตวนอ๋องพูดยิ้มๆ “หย่งเอ๋อร์ชมเกินไปแล้ว”
อวี๋หว่านอินที่นอนอยู่ในพงหญ้าต้องหยิกต้นขาตัวเอง ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อกลั้นหัวเราะ แต่ต้องการรักษาความเยือกเย็นเอาไว้เพราะตอนนี้เธอสรุปเรื่องบางอย่างได้แล้ว ตวนอ๋องไม่มีทางข้ามมิติมาแน่!
ถ้าหากเขาเป็นคนที่ข้ามมิติมาเหมือนกัน เป็นคนที่อ่านนิยายเรื่อง ‘ทะลุมิติมาเป็นพระสนมตัวร้าย’ จบแล้วค่อยทะลุมิติเข้ามาที่นี่ เขาต้องรู้ว่าเซี่ยหย่งเอ๋อร์เป็นคนที่ข้ามมิติมาเช่นกัน พอมาถึงก็ควรแสดงตัวกับอีกฝ่ายทันทีเพราะพวกเขาถือว่าเป็นพันธมิตรกัน ไม่มีเหตุผลที่จะไม่แสดงตัว
หรือถ้าเขาข้ามมิติมาหลังจากได้อ่านแค่นิยายเรื่อง ‘บูรพาผันราตรีให้คลี่แย้ม’ ตอนที่เซี่ยหย่งเอ๋อร์ดีดกีตาร์ในงานเลี้ยงเขาก็น่าจะเข้าใจได้ทันที เพราะในหนังสือเรื่องนั้นเขากับเซี่ยหย่งเอ๋อร์ไม่มี ความแค้นต่อกัน ในเมื่อข้ามมิติมาเหมือนกันก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่แสดงตัว
แต่จนถึงตอนนี้ พวกเขาก็ยังพูดคุยกันอย่างสุภาพ อีกทั้ง เซี่ยหย่งเอ๋อร์ยังทำตัวเหมือนว่าตัวเองเป็นเจ้าของร่างเดิม ดังนั้นแสดงว่าตวนอ๋องต้องเป็นเพียงตัวละครตัวหนึ่งเท่านั้น!
บทสนทนาเมื่อครู่เหมือนในเนื้อเรื่อง ‘ทะลุมิติมาเป็นพระสนมตัวร้าย’ แทบจะทุกคำ พิสูจน์ให้เห็นว่าความคิดของทั้งคู่ไม่ได้ฉีกไปจากเส้นเรื่องเดิม
สรุปว่าความหวังที่อวี๋หว่านอินอยากให้ผู้ข้ามมิติทั้งสี่ละทิ้งความแค้น แล้วมาตั้งวงเล่นไพ่นกกระจอกจึงกลายเป็นแค่ฟองอากาศเท่านั้น ข้อสงสัยเดียวที่เหลืออยู่ตอนนี้คือ ในเมื่อตวนอ๋องเป็นตัวละครเดิมแล้วทำไมถึงได้จงใจมาหาอวี๋หว่านอิน?
เพียงเพราะอวี๋หว่านอินเป็นสนมคนโปรดของฮ่องเต้ทรราชเท่านั้นหรือ หรือว่าเซี่ยหย่งเอ๋อร์นำเรื่องของเธอไปนินทาให้เขาฟังเพื่อขัดขวางไม่ให้เขาสานสัมพันธ์ด้วย เลยกลายเป็นเหตุทำให้ตวนอ๋อง หันมาสนใจตัวเธอเสียอย่างนั้น