ทะลุมิติตะลุยวังหลวง จบแล้ว PDF - ตอนที่ 15
อวี๋หว่านอินใช้ความคิดจนลืมควบคุมเสียงลมหายใจ มีเสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้พงหญ้าที่เธอนอนอยู่ทำให้เธอต้องกลั้นหายใจจนเหงื่อออกเต็มแผ่นหลัง
เสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้เรื่อยๆ มีคนถือคบไฟวับๆ แวมๆ เดินเข้ามาในระยะสายตาของอวี๋หว่านอิน เธอมองผ่านใบหญ้าขึ้นไปเหนือศีรษะ เห็นใบหน้าที่ดูคุ้นตา
เป็นซวีเหยา!
ซวีเหยายังคงแปลงโฉม แต่ครั้งนี้เขาแต่งกายเป็นองครักษ์ของตวนอ๋อง ขณะที่อวี๋หว่านอินกำลังภาวนาให้เขาเดินผ่านเธอไป เขากลับชะงักฝีเท้า ก้มมองลงมาและประสานสายตากับเธอเข้าอย่างจัง
อวี๋หว่านอินกลั้นหายใจ หัวใจเต้นเร็วจนแทบทะลุอก
เสียงราบเรียบของตวนอ๋องดังจากหลังหน้าต่าง “มีอะไร?”
ซวีเหยาดับคบไฟในมือ ตอบว่า “ท่านอ๋อง เหมือนจะมีกลุ่มขันทีเดินมาทางนี้”
ตวนอ๋องถอนใจ ร่ำลาเซี่ยหย่งเอ๋อร์อย่างอาลัยอาวรณ์
เมื่อคนทั้งหมดออกจากตำหนักร้าง รวมถึงเซี่ยหย่งเอ๋อร์ที่เดินกลับไปเป็นคนสุดท้าย อวี๋หว่านอินจึงค่อยหายใจเข้าแรงๆ มือ กำสาบเสื้อเอาไว้แน่นด้วยความตกใจ
ซวีเหยาเห็นเธอแต่กลับไม่บอกตวนอ๋อง! แผนยุแยงสำเร็จ!
อวี๋หว่านอินพยายามนึกถึงเนื้อหานิยายที่อ่าน
เพราะอยากรู้ว่าเซี่ยหย่งเอ๋อร์ขโมยพระบรมสารีริกธาตุจาก เว่ยกุ้ยเฟยออกมาได้อย่างไร
ปรากฏว่าอีกวันก็ได้ยินเสี่ยวเหมยพูดด้วยความโมโห “ได้ยินว่าเซี่ยผินและพระสนมคนอื่นๆ ไปเป็นแขกที่ตำหนักของเว่ยกุ้ยเฟย ทั้งยังนินทาพระสนมกันสนุกปาก!”
“…” อวี๋หว่านอิน
ใช้วิธีนินทาฉันเพื่อขโมยของงั้นหรือ?
ปากก็นินทาฉัน มือก็จิ๊กของ… เซี่ยหย่งเอ๋อร์เธอมันร้ายตัวแม่!
ตอนบ่ายสถานการณ์เริ่มเลวร้ายมากขึ้น เว่ยกุ้ยเฟยพา องครักษ์ไปตรวจค้นที่พักของเหล่าสนมนางในที่ไปเป็นแขกเมื่อช่วงเช้า สร้างความวุ่นวายโกลาหลในวังหลัง แม้แต่ไทเฮาก็ยังรู้เรื่อง
ไทเฮาเรียกเว่ยกุ้ยเฟยมาสอบถาม เว่ยกุ้ยเฟยบอกแค่ว่า เครื่องประดับหาย สงสัยว่ามีคนขโมย หลังจากนั้นนางก็คุยกับไทเฮาเป็นการส่วนตัวอยู่ครู่ใหญ่ เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องพระบรมสารีริกธาตุที่หายไป ไทเฮาพอจะเดาได้ว่าคงเป็นเรื่องสำคัญจึงได้แสร้งหลับตา ข้างหนึ่ง ปล่อยให้นางค้นต่อ
มีขันทีจำนวนไม่น้อยที่ถูกโบย และยังมีนางกำนัลถูกลงโทษตบหน้าอีกจำนวนมาก
อวี๋หว่านอินไม่ได้ไปดูความวุ่นวายครั้งนี้ด้วย แต่หลบมาแทะเมล็ดแตงอยู่ในตำหนักเล็ก คาดไม่ถึงว่าจู่ๆ นางกำนัลจะวิ่งเข้ามารายงาน บอกว่าจับขโมยได้คนหนึ่งที่เรือนด้านหลัง พออวี๋หว่านอินมาถึงก็เห็นขันทีหน้าไม่คุ้นคนหนึ่งถูกคุมตัวอยู่ที่มุมกำแพง เขายืนตัวสั่น แต่ไม่ยอมพูดว่าเหตุใดจึงลอบเข้ามาที่นี่
เวลาเกิดเรื่องอะไรขึ้น อวี๋หว่านอินมักคิดถึงเซี่ยหย่งเอ๋อร์เป็นคนแรก แล้วเดาว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร
เธอปรายตามองปลายเท้าของขันที พื้นดินบริเวณนั้นเหมือนถูกขุด
อวี๋หว่านอินหัวเราะ บอกให้คนปล่อยขันทีด้วยสีหน้ายิ้มแย้มจากนั้นไล่คนอื่นออกไปให้หมด เมื่อคนอื่นไปแล้ว เธอค่อยขุดดินบริเวณนั้นขึ้นมา ไม่นานก็พบลูกปัดที่เป็นงานหยาบเม็ดหนึ่งฝังอยู่ใต้ดิน
คิดจะยัดของกลางให้ฉันงั้นหรือ?
ถ้าถูกใครเจอเข้าฉันก็จะกลายเป็นแพะรับบาปไปทันที นังเซี่ยหย่งเอ๋อร์นี่ร้ายจริงๆ!
บ่ายแก่ๆ เว่ยกุ้ยเฟยยังวุ่นวายไม่จบสิ้น สุดท้ายก็มาค้นถึงหน้าประตูตำหนักของอวี๋หว่านอิน
เว่ยกุ้ยเฟยทำตัวใหญ่โตข่มอวี๋หว่านอินด้วยการสั่งให้คนกลุ่มหนึ่งไปขุดพื้นดินในสวนให้ลึกสามฉื่อ อีกกลุ่มให้เข้าไปค้นห้องด้านใน ส่วนคนที่เหลือทำท่าจะค้นตัวอวี๋หว่านอิน
เว่ยกุ้ยเฟยหัวเราะเยาะ “ตอนนี้ฝ่าบาทเสด็จไปเข้าเฝ้าไทเฮา ไม่มีใครคุ้มกะลาหัวเจ้าได้แล้วนังแพศยา!”
ทว่ากลับมีเสียงเซี่ยโหวตั้นกล่าวแทรก “คิดไม่ถึงสินะว่าข้าจะกลับมาตั้งนานแล้ว”
“…” เว่ยกุ้ยเฟย
เว่ยกุ้ยเฟยถูกลากตัวออกไป
กลางดึกคืนนั้น
อวี๋หว่านอินส่งตะกร้าใส่อาหารให้นางกำนัลแล้วสั่งว่า “นำไปมอบให้เซี่ยผิน บอกว่าข้านำของว่างมื้อดึกมาให้นางลองชิม”
ตอนที่เซี่ยหย่งเอ๋อร์เปิดฝาตะกร้าออก ก็เห็นหมั่นโถวขาวๆ เพียงก้อนเดียว เธอบีบหมั่นโถวจนแหลกคามือ แล้วคลำเจอพระบรมสารีริกธาตุเม็ดหนึ่ง!
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ขุนนางฝ่ายตวนอ๋องถวายฎีกากล่าวโทษ เว่ยไท่ฟู่ด้วยข้อหารับสินบน ขัดขวางการถวายฎีการ้องทุกข์ของ ชาวบ้าน มีทั้งพยานหลักฐานและพยานบุคคลชัดเจน
เว่ยไท่ฟู่ถูกส่งตัวไปศาลต้าหลี่ เว่ยกุ้ยเฟยถูกส่งไปตำหนักเย็น
ส่วนอวี๋หว่านอิน… วันนี้เธอกลับไปทำงานที่หอตำราหลวงตามเดิม ระหว่างทางก็เจอกับกลุ่มพระสนมรวมถึงเซี่ยหย่งเอ๋อร์ด้วย หลายปีมานี้ไม่ใช่ว่าเซี่ยโหวตั้นจะไม่ใส่ใจพระสนมคนอื่นๆ แต่เขาแค่เรียกหาตามหน้าที่เท่านั้น ทำให้ทุกคนก้มหน้ายอมรับชะตากรรมกันไป ทว่าจู่ๆ กลับมีอวี๋หว่านอินโผล่เข้ามาและได้รับความสนใจจากเซี่ยโหวตั้นยิ่งทำให้พวกนางดูน่าเวทนาเข้าไปอีก
เมื่อเจอหน้ากัน ‘ซูเฟย’ ที่มีตำแหน่งสูงสุดในกลุ่มเอ่ยขึ้นคนแรก “เฮอะ เว่ยกุ้ยเฟยล้มคราวนี้คงมีบางคนหน้าบาน ไม่รู้ว่าวันเวลาดีๆ อย่างนี้จะอยู่ได้นานสักแค่ไหน...”
อวี๋หว่านอินหมุนตัวกลับไปมองเพื่อให้แน่ใจว่า เซี่ยโหวตั้นจะไม่โผล่มาลากตัวคนไปฝังอย่างกะทันหันอีก
เขาไม่อยู่…
ซูเฟยยิ่งพูดยิ่งแรง “น้องอวี๋เฟยมองหาใครอยู่หรือ หรือคิดว่า…”
“พี่สาว ระวังคำพูดด้วย” คนที่เตือนเป็นเซี่ยหย่งเอ๋อร์
ซูเฟยถูกปรามก็ไม่พูดอะไรต่อ ได้แต่ถลึงตาใส่อวี๋หว่านอินอย่างไม่พอใจแล้วพาคนอื่นๆ เดินจากไป
เซี่ยหย่งเอ๋อร์เดินตามอยู่หลังสุด ทั้งยังหันหลังกลับมาสบตากับอวี๋หว่านอิน
อวี๋หว่านอินยิ้มให้อย่างเป็นกันเอง
เซี่ยหย่งเอ๋อร์หลบตาอย่างรวดเร็ว ก่อนทำปากขมุบขมิบอย่างไม่มีเสียงว่า ‘ขอบใจ’
วันนี้มีการประชุมสามัญประจำปีอีกครั้ง
อวี๋หว่านอินและเซี่ยโหวตั้นนั่งวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ที่ อวี๋หว่านอินไปแอบฟังที่ตำหนักร้าง สุดท้ายก็มีความเห็นไปในทางเดียวกันว่าตวนอ๋องยังคงเป็นตัวละครเดิม
“ถ้าอย่างนั้นก็ง่าย” เซี่ยโหวตั้นตอบ “หมอนั่นไม่เคยอ่านนิยาย พวกเราสามารถใช้ความได้เปรียบของเราได้เต็มที่”
อวี๋หว่านอินกล่าวขึ้น “ยังมีอีกเรื่อง ซวีเหยาปล่อยฉันไป แสดงว่าคงเกิดความแคลงใจในตัวตวนอ๋องแล้ว ก่อนหน้านี้เขาเป็นกุนซือที่ตวนอ๋องให้ความสำคัญมากที่สุดคนหนึ่ง ถ้าเราได้เขามาใช้งาน จะเหมือนได้คนทำงานเพิ่มอีกสิบคน”
เซี่ยโหวตั้นเอ่ย “ถ้างั้นต้องทำให้พวกเขาแตกคอกันให้ได้”
อวี๋หว่านอินกล่าวเสริม “ตอนนี้ถือเป็นจังหวะที่ดี เว่ยไท่ฟู่ถูกจับเข้าคุก ซวีเหยาจะต้องหาทางสืบเรื่องพ่อของเขาแน่ ไม่แน่ว่าเขาอาจหาทางเข้าไปเค้นถามเรื่องนี้กับเว่ยไท่ฟู่ด้วยตัวเอง พวกเราอยากโยนความผิดให้ตวนอ๋องก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม จะได้ไม่เกิดพิรุธ เอาอย่างนี้ดีไหมคะ คุณไปศาลต้าหลี่หว่านล้อมเว่ยไท่ฟู่ให้สารภาพในทำนองนี้ก่อน”
เซี่ยโหวตั้นเห็นด้วย “ได้สิ ความจริงคนที่ผมส่งไปหาตัว ใต้เท้าซวีเจอแล้ว แต่เพราะเขาอายุมาก ร่างกายอ่อนแอ อยู่ชายแดนทุรกันดารมาหลายปี ถูกกลั่นแกล้งก็บ่อย ตอนนี้กลายเป็นคนสติไม่ดี จำใครไม่ได้แล้ว”
“แย่จัง”
“ใช่ แย่มาก
อวี๋หว่านอินส่ายหน้าพลางถอนใจ “บ้าแล้วก็อย่าปล่อยให้บ้าเปล่า พวกเราก็โยนความผิดให้ตวนอ๋องไปเสียเลย บอกว่าระหว่าง เดินทางกลับเมืองหลวงตวนอ๋องส่งคนไปวางยาพิษใต้เท้าซวีจนเสียสติ”
เซี่ยโหวตั้นชม “ความคิดล้ำลึก!”
คนเลวสองคนแปะมือกัน