ทะลุมิติตะลุยวังหลวง จบแล้ว PDF - ตอนที่ 17
ตวนอ๋องไม่ได้ส่งคนมาตามสังหารซวีเหยา
แต่ส่งคนมาวางเพลิงเพื่อให้ซวีเหยารวมทั้งสิ่งของที่เป็น ความลับที่เขานำติดตัวมาด้วยกลายเป็นเถ้าถ่านไปในคราวเดียว
อวี๋หว่านอินวิ่งไปข้างหน้าต่างแล้วมองลงไปด้านล่าง แหม… ร้ายมากเสียด้วย! ขนาดวางเพลิงก็ยังวางดักไปทุกด้าน ในหอตำราหลวงที่เธอยืนอยู่ ไม่มีทางไหนที่พอจะหลบหนีออกไปได้เลย
ไม่ไกลนักมีศพองครักษ์นอนอยู่บนพื้น เห็นได้ชัดว่าคนวางเพลิงเป็นยอดฝีมือที่สามารถจัดการองครักษ์ได้ในเวลาอันสั้น จากนั้นก็ราดน้ำมันเพื่อเป็นเชื้อเพลิงเผาหอตำราแห่งนี้อย่างทั่วถึง พอไฟลุก ลมพัด เปลวไฟก็ลามไปทั่ว ตอนนี้ลามขึ้นมาถึงชั้นสองแล้ว!
ไกลออกไป เหล่านางกำนัลและขันทีกำลังถือถังรุดหน้ามาทางนี้ แต่การป้องกันเพลิงไหม้ในยุคโบราณยังไม่ดีพอ ถ้าคาดหวังให้ พวกเขาดับไฟ ยังไม่สู้หาทางรอดด้วยตัวเอง
เปลวไฟที่ร้อนระอุเริ่มทำให้อวี๋หว่านอินหายใจไม่ออก เธอวิ่งกลับไปหาซวีเหยา “ข้างล่างมีแต่ไฟ กระโดดหนีออกไปทางหน้าต่างไม่ได้ ต้องลงไปทางบันได แล้ววิ่งออกไปข้างนอก!”
เธอพยายามรื้อความจำเกี่ยวกับการเอาตัวรอดเวลาเกิดเพลิงไหม้สมัยเป็นนักเรียน พอนึกได้ก็ถอดเสื้อตัวนอกโยนไว้บนพื้น หยิบกาน้ำชาเทราดจนชุ่ม แล้วค่อยหันไปถอดเสื้อซวีเหยา “เร็วเข้า ถอดเสื้อ!”
เดิมซวีเหยาก็ยืนแทบไม่อยู่ เมื่อถูกอวี๋หว่านอินจับถอดเสื้อก็ล้มคว่ำลงกับพื้น
“…” อวี๋หว่านอิน
ในหอตำราหลวงมีแต่วัตถุไวไฟซึ่งล้วนแต่ติดไฟง่าย ชั้นล่างกลายเป็นทะเลเพลิงไปเรียบร้อยแล้ว เสียงกรีดร้องโหยหวนของคนในวังดังไม่ขาดสาย
ซวีเหยากระอักเลือดออกมาคำแล้วคำเล่า แต่สีหน้ายังสงบนิ่ง “พระสนมเตรียมตัวแล้วฟังกระหม่อมให้ดี”
อวี๋หว่านอินน้ำตาคลอหน่วย มือของเธอยังควานหาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาชุบน้ำให้ชุ่ม
ซวีเหยาพูด “ความจริงตวนอ๋องไม่รู้ว่ากระหม่อมซ่อนสมุดเล่มนั้นไว้ที่จวนตระกูลเว่ย ตั้งแต่ตอนที่ไปสืบเรื่องท่านพ่อ”
น้ำชาที่อุ่นร้อนเย็นลงแล้ว อวี๋หว่านอินคว้าเสื้อตัวนอกคลุมศีรษะ ใช้ผ้าเช็ดหน้าชุ่มน้ำปิดจมูก
ซวีเหยายังคงพูดต่อ “นอกหน้าต่างด้านหลังของห้องครัวห่างไปสามฉื่อ ขุดลงไปก็จะเจอ ตวนอ๋องจะต้องจับตาดูพวกท่าน ดังนั้นอย่าเพิ่งรีบร้อน อย่างน้อยก็รอให้ผ่านไปเจ็ดวันก่อน แล้วค่อยไป…”
อวี๋หว่านอินก้มตัววิ่งไปที่บันได
เสียงของซวีเหยายังดังอย่างขาดๆ หายๆ “พอหนีออกไปแล้ว ถ้าเจอใครก็อย่าหยุดวิ่ง ตรงไปหาฝ่าบาท… แล้วจงมีชีวิตอยู่ต่อ…”
เหตุผลที่หอตำราหลวงสร้างติดริมสระน้ำก็เพื่อป้องกันเหตุเพลิงไหม้
คนในวังตักน้ำจากสระน้ำมาดับไฟที่หน้าประตูทางเข้าเป็นอันดับแรก ทำให้ควบคุมเพลิงบริเวณนี้ลงได้บ้าง ระหว่างที่ตะโกน สั่งการอยู่นั้นก็มีคนผู้หนึ่งวิ่งฝ่ากองเพลิงออกมาจากด้านใน มีเปลวไฟติดอยู่ตามเสื้อผ้าของคนผู้นั้น
อวี๋หว่านอินวิ่งผ่านคนอื่นๆ ไปแล้วกระโดดลงสระน้ำ
“ตู้ม!!”
“อวี๋เฟย!” มีคนกระโจนลงไปดึงตัวเธอเข้าฝั่ง
เส้นผมของอวี๋หว่านอินถูกไฟไหม้จนหงิกงอ มีอาการปวดแสบปวดร้อนตามผิวหนัง เธอยืนนิ่ง ดวงตาสองข้างเบิกโพลงอย่างตกใจ สติสัมปชัญญะเส้นสุดท้ายแทบมอดไหม้ไปกับเปลวเพลิง ร่างเธอ สั่นเทิ้ม มีแต่คำพูดสุดท้ายของซวีเหยาดังวนในหู ‘เจอใครก็อย่าหยุด’
มีนางกำนัลเข้ามาสอบถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก คิดจะประคองร่างเธอไว้
แต่อวี๋หว่านอินรู้สึกว่าคนที่อยู่รอบข้างหน้าตาบิดเบี้ยวดู น่ากลัว เธอผลักร่างนางกำนัลออกห่าง วิ่งโซซัดโซเซหนี ไม่รู้ว่าต้องวิ่งไปที่ไหน รู้แต่ว่าจะหยุดวิ่งไม่ได้ มีสัตว์ร้ายกำลังไล่ตามมา!
อวี๋หว่านอินวิ่งไปจนหมดแรง วิ่งจนสะดุดขาตัวเองล้มลงกับพื้น ความเจ็บช่วยดึงสติกลับมาได้สองส่วน
เธอเงยหน้าขึ้น เห็นคนที่ไม่อยากเห็นปรากฏอยู่ตรงหน้า
เซี่ยหย่งเอ๋อร์ยืนมองสภาพของอวี๋หว่านอินอย่างตกตะลึง ก่อนหน้านี้เธอไม่รู้ว่าจะซ่อนของที่ขโมยมาให้รอดพ้นจากการตรวจค้นของเว่ยกุ้ยเฟยได้อย่างไร จึงสั่งให้คนนำของกลางไปซ่อนไว้ที่ตำหนัก ของอวี๋หว่านอิน ถ้าหากไม่มีใครเห็นก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้ามีคนเจอเข้าก็โยนความผิดให้อวี๋หว่านอินได้
เธอวางแผนไว้อย่างดี แต่ปรากฏว่าขันทีที่ใช้ไปทำงานกลับไร้ความสามารถ ถูกจับตัวได้เสียก่อน
เซี่ยหย่งเอ๋อร์ฟังขันทีกลับมารายงานด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้นก็รู้ว่าตัวเองพ่ายแพ้แล้ว อวี๋หว่านอินจะต้องเดาได้ว่าเป็นฝีมือตน เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีประวัติมาก่อน อีกทั้งอวี๋หว่านอินยังได้รับความโปรดปราน ต้องการให้ใครตายก็ทำได้แค่พูดประโยคเดียว
นอกจากอวี๋หว่านอินจะไม่ได้กล่าวโทษเธอแล้ว อีกฝ่ายยังส่งพระบรมสารีริกธาตุคืนมาให้ด้วย
ทำไมล่ะ?
อวี๋หว่านอินไม่อยากชิงดีชิงเด่น หรือเป็นเพราะการมาของเธอเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่อง ไม่เปิดโอกาสให้อวี๋หว่านอินได้ครองรักกับ ตวนอ๋อง ผลที่ตามมาคืออวี๋หว่านอินไม่กลายเป็นคนเลว พอไม่ได้ เลวร้ายอะไรแล้ว คนเลวที่สุดในเรื่องเลยกลายเป็นตัวเซี่ยหย่งเอ๋อร์ งั้นหรือ?
เซี่ยหย่งเอ๋อร์เริ่มสับสน ขณะที่กำลังขบคิดก็ได้ยินนางกำนัลวิ่งเข้ามารายงานว่าเกิดไฟไหม้ที่หอตำราหลวง เซี่ยหย่งเอ๋อร์ฟังแล้วก็ตกใจ ช่วงนี้อวี๋หว่านอินไปแต่งตำราอยู่ที่นั่นไม่ใช่หรือ
อวี๋หว่านอินจะมาตายตอนนี้ได้อย่างไร?
เซี่ยหย่งเอ๋อร์วิ่งไปดูเหตุการณ์ที่หอตำราหลวงอย่าง ตื่นตระหนก แต่ระหว่างทางกลับพบอวี๋หว่านอินที่อยู่ในสภาพย่ำแย่ สายตาสองคู่ประสานกัน อวี๋หว่านอินคล้ายจะชั่งใจเล็กน้อยก่อน ยื่นมือที่สั่นเทาออกมา “ช่วยข้าด้วย”
เซี่ยหย่งเอ๋อร์ตะลึง ก้าวเข้ามาใกล้เพื่อจะประคองร่างเธอไว้
อวี๋หว่านอินร้องว่า “พาข้าไปพบฝ่าบาท…”
เซี่ยหย่งเอ๋อร์แย้ง “เจ้าบาดเจ็บนี่ ไม่ได้! ข้าจะไปเรียกคนมาช่วยอีกแรง”
อวี๋หว่านอินจับมืออีกฝ่ายไว้แน่น คล้ายไม่ต้องการปล่อย ขอนไม้ที่ลอยมาช่วยชีวิต “อย่าไป อยู่กับข้าที่นี่”
“…” เซี่ยหย่งเอ๋อร์
เราสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่ยะ?
มีเสียงนุ่มทุ้มดังจากด้านหลัง “พระสนมทั้งสอง”
อวี๋หว่านอินรู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นจัดราดจากศีรษะไปจนถึงปลายเท้า สะท้านเยือกไปทั้งตัว ขาทั้งสองข้างอ่อนยวบ ยังดีที่ เซี่ยหย่งเอ๋อร์ประคองร่างเธอไว้ ไม่อย่างนั้นคงล้มลงกับพื้นไปแล้ว
ตวนอ๋องก้าวเข้ามาใกล้ด้วยท่าทางเป็นกังวล จากนั้นช่วย เซี่ยหย่งเอ๋อร์ประคองอวี๋หว่านอิน “ได้ยินว่ามีไฟไหม้ที่หอตำราหลวง ข้าสั่งให้องครักษ์เข้าไปช่วยดับไฟแล้ว ยังดีที่พระสนมไม่เป็นอะไรมาก ได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้าง?”
ริมฝีปากของอวี๋หว่านอินสั่นระริก พูดอะไรไม่ออก
ตวนอ๋องช้อนร่างอุ้มอวี๋หว่านอินขึ้นมาอย่างกะทันหัน เขาเหวี่ยงตัวเธอขึ้นมาอุ้มค่อนข้างแรง คล้ายอยากตรวจสอบว่าเธอซ่อนอะไรไว้ในตัวหรือไม่ “ข้าจะส่งพระสนมกลับตำหนัก”
อวี๋หว่านอินมองดวงตาที่สงบนิ่งราวกับสายน้ำของเขาอยู่ ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมา “รบกวนท่านอ๋องแล้ว”
ตวนอ๋องอุ้มเธอเดิน อวี๋หว่านอินพยายามหันกลับไปมอง เซี่ยหย่งเอ๋อร์
‘นี่… ผู้ชายของเธอกำลังอุ้มฉันอยู่นะยะ ไม่หึงหรือไง? รีบเข้ามาห้ามเขาสิ ขอร้องล่ะ!’
เซี่ยหย่งเอ๋อร์ก้มหน้าซ่อนสายตาริษยา พูดเสียงอ่อนอย่างอ้อมค้อมว่า “ในเมื่อท่านอ๋องมีเมตตา หม่อมฉันก็จะไปช่วยดูแลด้วยอีกแรงเพคะ”
อวี๋หว่านอินตะโกนในใจ ‘ขอบใจ ขอบใจ ขอบใจ! อย่าไปไหนเชียวนะ’
แต่ตวนอ๋องกลับตอบว่า “ไม่เป็นไร ข้าไปเองได้ รบกวน เซี่ยผินช่วยไปตามหมอหลวงมาหน่อยเถิด”
เซี่ยหย่งเอ๋อร์มองเขาด้วยสายตาเจ็บช้ำน้ำใจ คงไม่อยากให้เขาเห็นว่าตนหึงหวงออกนอกหน้า จึงรับคำอย่างอ้อมแอ้ม “เพคะ” แล้วหมุนตัวเดินจากไป
หัวใจของอวี๋หว่านอินแทบจะหยุดเต้น