ทะลุมิติตะลุยวังหลวง จบแล้ว PDF - ตอนที่ 18
ตวนอ๋องก้าวเดินอย่างไม่รีบร้อน “ดูเหมือนพระสนมจะตัวสั่น”
อวี๋หว่านอินใช้สติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดคิดคำพูดโต้ตอบกับเขา “หม่อมฉันเจ็บแผลที่ถูกไฟลวก”
“เพราะข้ามาช้า ทำให้พระสนมต้องได้รับบาดเจ็บ”
ทำไมถึงไม่ช้ากว่านี้อีกหน่อยล่ะ?
อวี๋หว่านอินรู้สึกเหมือนใกล้จะคุมสติไม่อยู่ เธอต้องระวังไม่ให้เขาบีบคอเธอพร้อมกับต้องวางท่าเป็นตัวละครเดิม กล่าวกับเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “แค่ได้เห็นท่านอ๋อง หม่อมฉันก็ดีขึ้นแล้ว”
ตวนอ๋องยิ้มน้อยๆ “เดิมข้าคิดว่าหลังจากเข้าวังพระสนมคงเปลี่ยนไป ไม่คาดว่ายังเหมือนเดิม”
อวี๋หว่านอินทำเสียงไม่พอใจ “ท่านอ๋องอยากให้หม่อมฉันเปลี่ยนหรือเพคะ?”
ตวนอ๋องก้มมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนพูดเนิบช้า “ข้าหวังว่า พระสนมยังจะเป็นเหมือนตอนที่เราพบกันหนแรก ไม่กลัวข้า”
“…” อวี๋หว่านอิน
แล้วเมื่อกี้ใครที่คิดจะเผาฉันทั้งเป็น!
“อยู่กับฮ่องเต้เหมือนอยู่กับเสือ” ตวนอ๋องยังคงพูดเรื่องที่ น่ากลัวสำหรับอวี๋หว่านอิน “ถ้าพระสนมคิดจะกลัวข้า ก็ควรกลัว ฝ่าบาทมากกว่า เห็นพระสนมเป็นเช่นนี้ข้าก็ปวดใจยิ่งนัก ใต้หล้า ทุกข์ยากมานานเกินไป ถ้าหากพระสนมมีใจให้ข้าจริง ข้าย่อมให้การปกป้องพระสนมอย่างเต็มความสามารถ”
อวี๋หว่านอินเอียงคอถาม “ท่านอ๋องพูดอะไร หม่อมฉันฟัง ไม่เข้าใจ”
เข้าใจสิ เธอเข้าใจดีเลยแหละ! พ่อตัวร้ายนี่แทบจะตะโกนออกมาตรงๆ ว่า ‘ถ้าจะเลือกข้างก็เลือกให้ดีๆ คนที่ตามข้าอยู่ ขวางทางข้าตาย’ แต่อวี๋หว่านอินแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ
ตวนอ๋องยิ้มน้อย ๆ “พระสนมเป็นคนฉลาด จริงสิ ครั้งก่อนได้รับภาพวาดของพระสนม ข้ายังไม่ได้มอบของตอบแทนเลย…”
เสียงฝีเท้าที่ตรงมาอย่างร้อนรนขัดจังหวะคำพูดของตวนอ๋อง อวี๋หว่านอินหันหน้าไปมอง องครักษ์จำนวนมากเข้ามาล้อมตวนอ๋องเอาไว้
คนที่ยืนอยู่หน้าสุดก็คือฮ่องเต้ทรราชที่มีสีหน้าเคร่งเครียด “ปล่อยนาง”
รอบด้านพลันเงียบงัน ไร้สรรพเสียงใดๆ
นี่เป็นคำพูดที่ได้ยินทั่วไปในนิยาย อวี๋หว่านอินคิดถึงคำโต้ตอบที่แสนจะธรรมดาขึ้นมาสองประโยค ประโยคแรกก็คือ ‘ถ้าไม่อยากให้นางตาย ก็เตรียมรถม้าพร้อมเงินหนึ่งล้านตำลึงเอาไว้ ห้ามมิให้ใครตามมา’ ประโยคที่สองน่าจะเป็น ‘เฮอะ! หากเก่งจริงก็เข้ามาแย่งนางสิ ถ้ากล่าวถึงหน้าตา เจ้าสู้ข้าไม่ได้อยู่แล้ว’
แต่ตวนอ๋องไม่ได้ตอบเช่นนี้
เขาวางร่างอวี๋หว่านอินลงอย่างเบามือ ค้อมตัวพลางเอ่ย “กระหม่อมเห็นพระสนมได้รับบาดเจ็บ จึงเกิดความร้อนใจ ทำให้ เสียมารยาท ขอฝ่าบาทประทานอภัยด้วย…”
เซี่ยโหวตั้นไม่สนใจฟัง ก้าวยาวๆ พร้อมกับถอดเสื้อตัวนอกมาคลุมร่างที่เปียกชุ่มของอวี๋หว่านอิน
อวี๋หว่านอินเป็นเพียงมนุษย์เงินเดือนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่เคยพบเจอเหตุการณ์ที่อาจถึงแก่ชีวิตอย่างนี้มาก่อน เธอฝืนรั้งสติของ ตัวเองไว้ได้จนถึงตอนนี้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว เมื่อเห็นพันธมิตรเพียง คนเดียวปรากฏตัวก็รู้สึกโล่งใจ เรี่ยวแรงที่เคยมีพลันเหือดหาย เบื้องหน้าดำมืด เหมือนตะเกียงที่ดับวูบ
สิ่งสุดท้ายที่จำได้ก่อนหมดสติก็คือตัวเธอเอนไปทาง เซี่ยโหวตั้น!
อวี๋หว่านอินเป็นไข้จากบาดแผลไฟไหม้
หญิงสาวนอนสะลึมสะลืออยู่บนเตียงตั้งหลายวัน รู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่านอนอยู่ในตำหนักของตน ลำคอแห้งผากราวกับมีไฟสุม
ยามนี้มีฝนตกหนักนอกหน้าต่าง แสงด้านนอกมืดสลัว เปลวไฟในตะเกียงสัมฤทธิ์ไหววูบอยู่ข้างหัวเตียง เซี่ยโหวตั้นที่นั่งอยู่ข้างเตียงหันหลังให้เธอ ใช้ช้อนคนยาในชามไปมา
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้เห็นแผ่นหลังของเขา
อวี๋หว่านอินจ้องเขานิ่งๆ อยู่นาน ก่อนจะเบนสายตามอง ไส้ตะเกียงที่กำลังเผาไหม้ แล้วจ้องมันบ้าง
เซี่ยโหวตั้นหมุนตัวกลับมา ถามอย่างแปลกใจ “ฟื้นแล้วเหรอ? ฟื้นแล้วก็ดี คุณถูกไฟลวก อาการไม่หนักเท่าไหร่แต่เพราะกระโดดลงไปแช่น้ำที่ไม่สะอาด ผมกลัวว่ายาที่หมอหลวงจัดมาจะแก้อักเสบไม่ได้ ยังดีที่แผลไม่ใหญ่มาก เลยไม่เป็นอะไร”
อวี๋หว่านอินยังคงนิ่งเงียบ
เซี่ยโหวตั้นประคองให้เธอลุกขึ้นนั่ง “กินยาก่อน คิดเสียว่ากินให้ไข้ลดก็แล้วกัน… อ้าว ร้องไห้ทำไม?”
อวี๋หว่านอินตอบเสียงสะอื้น “โชคดีที่คุณก็ข้ามมิติมาเหมือนกัน”
การเผชิญหน้ากับความตายในระยะเผาขนครั้งแรกทำให้ อวี๋หว่านอินเกิด ‘อาการเครียดหลังจากเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญหรือเรียกว่าภาวะ PTSD’ ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในสถานที่บ้าบอนี่ เธอรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่ในโลกจริง เหมือนตัวเองกำลังฝัน จนกระทั่งมาถึงตอนนี้… เธอสะดุ้งตื่นจากฝัน รู้แล้วว่าตัวเองยืนอยู่บนขอบผาที่ด้านล่างมีหุบเหวลึกจนมองไม่เห็นก้น
ถ้าไม่มีคนประเภทเดียวกันอยู่ด้วย เธอไม่รู้ว่าความหวาดกลัว หรือความโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้น อะไรจะเล่นงานเธอจนเสียสติไปก่อนกัน คำพูดปลอบใจของเขามีกลิ่นอายของบ้านเกิดที่อยู่ไกลโพ้น มี ศัพท์แสง–วิธีพูดที่เธอเคยชิน เป็นเหมือนสิ่งที่มองเห็นเลือนรางอยู่อีก ด้านหนึ่งของฝั่งแม่น้ำ ต่อให้ไม่อาจข้ามไปถึง แต่อย่างน้อยก็ยังเห็นว่ามีอยู่จริง ทำให้เธอเชื่อว่าตัวเองไม่ได้เสียสติ
เซี่ยโหวตั้นปลอบใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่อวี๋หว่านอินก็ไม่ดีขึ้น เขาจึงได้แต่นั่งมองเธอร้องไห้เงียบๆ
ฝนตกหนัก แสงไฟวับแวมสะท้อนให้เห็นว่าเซี่ยโหวตั้นมีความวิตกกังวลและเคร่งเครียดไม่ต่างกัน
หลังจากอวี๋หว่านอินตั้งสติได้แล้ว เซี่ยโหวตั้นก็ตักยาจ่อถึงปาก พูดกับเธออย่างอ่อนโยนว่า “คนในหอตำราหลวงหนีออกมาได้ หลายคนอยู่ พวกเขาถูกส่งไปรักษาตัวแล้ว ส่วนซวีเหยา… เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพบอกว่าท่าทางของศพดูสงบนิ่ง น่าจะตายเพราะยาพิษก่อนที่ไฟจะลามถึงซึ่งก็ดี เขาจะได้ไม่ต้องทรมานถึงสองครั้ง”
เมื่ออวี๋หว่านอินได้ยินชื่อซวีเหยาก็รู้สึกเจ็บปวดหัวใจทันที
เซี่ยโหวตั้นเล่าต่อ “จับตัวคนวางเพลิงได้แล้ว แต่หมอนั่นก็เป็นแค่ตัวตายตัวแทน สาวไปไม่ถึงตวนอ๋อง ส่วนใต้เท้าซวี… คนของผมรับตัวกลับมาแล้ว ตอนนี้อยู่ในบ้านแถวชานเมือง ชีวิตเขาตอนนี้คง ไม่อาจขัดแข้งขัดขาใครได้อีก น่าจะได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสงบ... มีอีกเรื่องที่จะบอกให้คุณรู้ คนที่ให้ร้ายเขาก็คือตวนอ๋องจริงๆ”
เซี่ยโหวตั้นเล่าเรื่องที่ตนคุยกับเว่ยไท่ฟู่ในคุกของศาลต้าหลี่ให้ อวี๋หว่านอินฟัง
อวี๋หว่านอินแปลกใจ “แสดงว่าที่พวกเราคิดจะโยนความผิดให้ตวนอ๋อง กลายเป็นว่าความจริงแล้วก็เป็นฝีมือเขานั่นแหละ”
เซี่ยโหวตั้นตอบ “ถูกต้อง”
ตอนนี้เองที่อวี๋หว่านอินเกิดความสับสนขึ้นมาว่าทำไม เซี่ยโหวตั้นถึงได้เดาถูก เขาไม่เคยอ่านนิยายมาก่อน แค่อาศัยสิ่งที่ รับรู้มาเล็กน้อยก็คาดเดาความลับที่ไม่ได้เขียนไว้ในนิยายได้อย่างแม่นยำ เขาฉลาดเกินไปแล้ว
หรือว่านี่ก็คือความเก่งกาจของคนระดับ CEO?
ความคิดนี้แวบผ่านเข้ามาในหัวก็มีความคิดใหม่แทรกเข้ามาแทน ความจริงก็ไม่น่าแปลกใจที่เซี่ยโหวตั้นจะเดาว่าคนเลวที่สุดในเรื่องเป็นตวนอ๋อง
ตอนแรกอวี๋หว่านอินยังคิดอย่างมั่นใจว่าตัวละคร ‘อวี๋หว่านอิน’ ที่ตนสวมบทบาทอยู่จะเป็นคนเลวที่สุดในเรื่อง แต่หลังจากประมือกับตวนอ๋องมาสองรอบ เธอก็ค้นพบว่าตนยังห่างชั้นอยู่มาก