ทะลุมิติตะลุยวังหลวง จบแล้ว PDF - ตอนที่ 19
อวี๋หว่านอินเล่าบ้าง “ซวีเหยาบอกว่าเขาทิ้งสมุดบันทึกไว้ให้ฉันเล่มหนึ่ง ข้อความด้านในใช้รับมือตวนอ๋องได้”
เธอเล่าสิ่งที่ซวีเหยาสั่งไว้ก่อนตาย เซี่ยโหวตั้นฟังเงียบๆ ด้วยใบหน้าซีดขาว เขามองเปลวไฟที่ไหวระริก “ในพลอตนิยายเดิม ซวีเหยามีจุดจบยังไงเหรอ?”
“ดูเหมือนจะรับใช้ตวนอ๋องจนกระทั่งได้เป็นขุนนางสำคัญ คนหนึ่ง”
เซี่ยโหวตั้นหัวเราะเยาะ “ถ้าแบบนั้น ก็กลายเป็นว่าพวกเราทำให้เขาตาย”
อวี๋หว่านอินเพิ่งเช็ดน้ำมูกเสร็จก็รู้สึกเหมือนคัดจมูกขึ้นมาอีกหน “อย่าคิดอย่างนี้สิคะ คิดว่า… ถ้าหากพลอตเรื่องเป็นเหมือนเดิม จนกระทั่งแก่ตายซวีเหยาก็คงไม่รู้ว่าตัวเองถูกหลอกใช้ เขาต้องทำตัวเป็นวัวเป็นม้า คอยรับใช้ตวนอ๋องอย่างเต็มใจ”
เซี่ยโหวตั้นยังคงมีสีหน้าหดหู่ ยกมือกดขมับ “เพราะผมเฝ้าระวังไม่ดี ทำให้คุณต้องบาดเจ็บโดยไม่จำเป็น…”
อวี๋หว่านอินไม่เข้าใจว่าเหตุใดเซี่ยโหวตั้นยังดูหดหู่เสียยิ่งกว่าเธอ เธอพยายามปลอบใจเขา “อย่าโทษตัวเองเลย อย่างน้อยเราก็ได้เบาะแสจากซวีเหยา รอให้ผ่านไปอีกสักระยะเราค่อยหาสมุดบันทึกเล่มนั้น เพี้ยง! ขอให้เขาลงรายละเอียดที่สำคัญครบถ้วนเถอะนะ เพราะฉันจำเนื้อหาในนิยายไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่”
“ผมกำลังคิดว่า” เซี่ยโหวตั้นนวดขมับอย่างอ่อนใจ “สิ่งที่ พวกเราทำอยู่ตอนนี้มีความหมายหรือเปล่า ถ้าเป็นไปตามเนื้อหาเดิมของนิยาย จุดจบของตัวร้ายน่าจะถูกนักเขียนกำหนดเอาไว้แล้ว! ยิ่งพวกเราดิ้นรนก็ยิ่งดิ่งเหว ไม่สู้มากินดื่ม เที่ยวเล่น นั่งรอจนกระทั่งเวลานั้นมาถึง…”
“…” อวี๋หว่านอิน
ไม่ๆๆ จะถอดใจตั้งแต่ตอนนี้ไม่ได้ ฉันยังไม่อยากตาย!
อวี๋หว่านอินตกใจ พยายามหาคำพูดมาปลอบใจเขา “มี ความหมายสิคะ ต้องมีความหมายอยู่แล้ว เราจะยกแผ่นดินให้คนเลวไม่ได้ ชะตาชีวิตของเราอยู่ที่ตัวเราเองไม่ใช่ฟ้ากำหนด! ยังมีโอกาสที่จะพลิกสถานการณ์กลับมา! อย่างเรื่องภัยแล้งในนิยายไง พวกเราต้องหาพืชทนแล้งมาปลูกให้ได้…”
เธอหยุดพูดเพราะเพิ่งนึกได้ว่าหอตำราหลวงถูกเผาจนวอด แล้วตัวเองจะไปหาข้อมูลจากไหน อวี๋หว่านอินเริ่มถอดใจเหมือนกัน “แต่พอคิดอีกที ใช้ชีวิตให้สุดเหวี่ยงแล้วรอวันตายก็ไม่ใช่จะไม่ดี”
“…” เซี่ยโหวตั้น
ครู่ต่อมาเซี่ยโหวตั้นก็เอ่ยขึ้น “คุณนี่น้า… จะอดทนอีกหน่อยก็ ไม่ได้เลยเหรอ”
ไทเฮาลดตัวมาเยี่ยมอวี๋หว่านอินถึงตำหนัก
นางเอ่ยว่า “ได้ยินมาว่าครั้งนี้เจ้าเจ็บตัวไม่น้อย รู้ตัวคน วางเพลิงหรือไม่? จะว่าไปเจ้าก็ทำตัวเด่นเกินหน้าเกินตา ทำให้มีคนริษยา เหตุการณ์ครั้งนี้เจ้าต้องรู้ว่าฮ่องเต้ไม่มีทางปกป้องเจ้า…” ต่อจากนั้นก็มีบทพูดที่เป็นมาตรฐานในแบบฉบับนิยายวังหลังอีกห้าร้อยตัวอักษร
อวี๋หว่านอินได้แต่ตอบกลับว่า “เพคะ”
ไทเฮาถอนใจยาว “ตำหนักในของเรา สตรีที่ได้รับพระเมตตาจากฮ่องเต้มีแค่หยิบมือ เจ้าคงนึกไปว่าตัวเองบรรลุเป้าหมายได้อยู่เหนือคนอื่นแล้ว แต่กลับไม่รู้ว่าฮ่องเต้ทรงเปลี่ยนพระทัยได้ง่ายดายนัก…” แล้วต่อด้วยคำพูดอีกห้าร้อยตัวอักษรที่เป็นคำพูดมาตรฐานในนิยาย
อวี๋หว่านอินไม่ได้โต้แย้ง เธอปล่อยตัวเองให้นั่งฟังแบบเข้า หูซ้ายทะลุหูขวา พยักหน้ารับอย่างใจลอย
ไทเฮายังพูดต่อ “เจ้าคงไม่คิดว่าเว่ยกุ้ยเฟยล้มแล้วตนจะได้ไปนั่งอยู่ในตำแหน่งนั้นแทน ที่เว่ยกุ้ยเฟยทำตัวเหนือสตรีอื่นได้ก็เพราะอาศัยตระกูลเดิมให้การสนับสนุน แล้วยังมีข้าคอยให้การปกป้อง แม้จะเกิดเรื่องแต่ก็ถูกส่งไปอยู่ตำหนักเย็นเท่านั้น ส่วนบิดาเจ้ามีตำแหน่งอะไรเจ้าก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ…” จากนั้นก็เป็นคำพูดอีกห้าร้อยตัวอักษรเดิมๆ
อวี๋หว่านอินตอบ “จริงเพคะ ใช่แล้วเพคะ”
ไทเฮายื่นนิ้วที่เคลือบสีแดงสดจิ้มแก้มอวี๋หว่านอิน “สตรีอย่างเราต้องใช้ชีวิตให้เป็น หาไม้ใหญ่ไว้ทำรัง หากเจ้าเชื่อฟังข้า ข้าย่อมเมตตาเจ้า”
อวี๋หว่านอินตอบ “ได้เพคะ ถูกต้องเพคะ”
ช่วงเช้าไทเฮาไปเยี่ยมอวี๋หว่านอินที่ตำหนัก พอตกบ่ายก็ ได้ยินคนของตนเข้ามารายงานว่า
“ฝ่าบาททรงแต่งตั้งอวี๋เฟยขึ้นเป็นกุ้ยเฟยแล้วเพคะ”
“…” ไทเฮา
ฮ่องเต้ส่งอวี๋กุ้ยเฟยเข้าพักในตำหนักกุ้ยเฟยด้วยตนเอง
ตำหนักหลังนี้เดิมทีเป็นของเว่ยกุ้ยเฟย เป็นสถานที่ที่เหล่าสตรีตำหนักในล้วนใฝ่ฝัน
วันนี้ตำหนักแห่งนี้ได้เจ้าของคนใหม่ อีกทั้งยังมีการซ่อมแซมเปลี่ยนแปลงเครื่องเรือนขนานใหญ่จนดูโอ่อ่าหรูหรา
การที่อวี๋หว่านอินเดินมาถึงจุดนี้ได้ ทำให้คนในวังที่เคยคิดว่าเธออาจตกอับได้ทุกเวลาต้องหันมามองเธอใหม่อีกครั้ง คนเหล่านั้นเริ่มให้ความสำคัญกับทุกการเคลื่อนไหวของอวี๋หว่านอิน เพื่อนำไป วิเคราะห์ว่าเธอวางตัวอย่างไรถึงได้คว้าหัวใจของฮ่องเต้เอาไว้ได้อย่าง แน่นหนา
ปรากฏว่าคนที่พูดไม่หยุดตลอดทางที่มา… ก็คือฮ่องเต้
เซี่ยโหวตั้นกล่าว “กุ้ยเฟย ตำหนักแห่งนี้มีการป้องกันแน่นหนา ข้ายังจัดองครักษ์เงามาให้เจ้าอีกจำนวนหนึ่ง ไม่เปิดโอกาสให้ใครคิดร้ายเจ้าได้”
อวี๋หว่านอินรู้ว่าเขาต้องการพูดให้คนในวังที่อยู่รอบๆ ฟังจึงรีบตอบ “ฝ่าบาททรงดีกับหม่อมฉันเหลือเกิน”
รายชื่อขององครักษ์เงาได้รับการคัดเลือกระหว่างการประชุมของพวกเธอเมื่อคืนที่ผ่านมา เซี่ยโหวตั้นเป็นคนเสนอว่า “เราควรเพิ่มระดับความปลอดภัยนะ ในนิยายไม่มีองครักษ์ที่จงรักภักดีกับผมบ้างเหรอ?”
อวี๋หว่านอินพยายามทวนความจำ “องครักษ์ที่ช่วยคุณลากคนไปฝัง จนถึงหน้ากระดาษสุดท้ายก็ไม่มีใครทรยศคุณนะคะ ทุกคนยอมตายเพื่อปกป้องคุณ”
ดังนั้นจึงมีการจัดการรายชื่อเพื่อรับหน้าที่สำคัญนี้ใหม่
เซี่ยโหวตั้นกล่าวต่อ “เจ้าว่าตำหนักนี้กว้างขวางพอหรือไม่ อยากขยายพื้นที่เพิ่มอีกไหม ถ้าหากเจ้ากินหม้อไฟเบื่อ อยากจะลองเลี้ยงปลาในสระ หรือสร้างเตาเอาไว้กินปิ้งย่างก็ได้ทั้งนั้น”
“…” อวี๋หว่านอิน
ที่พูดมานี่ไม่ใช่เพราะสนมอย่างฉันอยากกิน แต่เป็นฮ่องเต้อย่างคุณอยากกินสินะ?
อวี๋หว่านอินให้ความร่วมมือด้วยการตบมือชอบใจ “ฝ่าบาททรงรู้ได้อย่างไรเพคะ ว่าหม่อมฉันชอบ”
นางกำนัลและขันทีที่อยู่รอบๆ คิดอย่างดูแคลนว่าสตรีผู้นี้แกล้งทำตัวน่ารัก วางตัวบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เป็นวิธีเอาใจบุรุษที่ไร้ฝีมือที่สุด อย่าว่าแต่จะเป็นนางยั่วเมืองเลย แม้แต่คนที่เพิ่งเข้าวังมาไม่นานก็ ไม่เลือกใช้วิธีนี้กันแล้ว
ทว่าฮ่องเต้กลับขานรับอย่างยิ้มแย้ม “เจ้าช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน”
เสียงกลั้นหายใจของเหล่านางกำนัลและขันทีดังแทบจะพร้อมกัน
ฮ่องเต้ทรราชก็ไม่คู่ควรกับการเอาใจที่ ‘ดีเกินไป’ เช่นกัน!
อวี๋หว่านอินกินๆ นอนๆ ได้ไม่กี่วันก็รู้สึกครั่นเนื้อ ครั่นตัว
ทาสบริษัทอย่างเธอไม่เคยอยู่ว่างๆ นานขนาดนี้ ยุคโบราณไม่มีกิจกรรมบันเทิงใดๆ ได้แต่นอนอาบแดดจนปวดเนื้อปวดตัวไปหมด บางครั้งก็นึกโมโหตัวเองที่ไม่ได้เสวยสุขแบบคนมีบุญวาสนา ยิ่งเห็นเซี่ยโหวตั้นสนุกสนานกับการใช้ชีวิตก็ยิ่งปวดใจ วันนี้ตอนกินปิ้งย่าง หลังจากซดเหล้าอิ่มหนำสำราญดีแล้ว อวี๋หว่านอินก็เอ่ยขึ้นว่า
“นี่… ประธานตั้น พวกเราออกนอกวังกันสักครั้งเถอะ”
เซี่ยโหวตั้นถาม “ออกไปเที่ยว?”
อวี๋หว่านอิน “เปล่าๆ ฉันแค่หาวิธีไปเอาสมุดที่ซวีเหยาทิ้งไว้โดยที่ไม่ให้ตวนอ๋องรู้ตัวได้แล้ว”
เซี่ยโหวตั้นนิ่วหน้ามองอย่างข้องใจ “ไหนว่าจะเสพสุขรอ วันตายไง”
“รอวันตายก็น่าเบื่อ มาลองดิ้นรนดูอีกสักจึ๊กดีกว่า”
“…” เซี่ยโหวตั้น
อวี๋หว่านอินยังพูดต่อ “คุณลองคิดดู ถ้าเราปลอมตัวออกนอกวังตอนนี้ ต้องถูกคนของตวนอ๋องจับตามองแน่ ดังนั้นพวกเราควรหาวิธีเบี่ยงความสนใจ ไม่ตรงดิ่งไปจวนตระกูลเว่ยทันทีแต่ไปหาคน คนหนึ่งก่อน”
“ใคร?”
“ครั้งก่อนคุณถามฉันว่ามีคนที่จงรักภักดีกับคุณบ้างไหม ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ ในนิยายประเภทนี้นักเขียนมักจะส่งจอมยุทธ์ที่เก่งกาจมาไว้ในเนื้อเรื่องสักคน แล้วโชคดีที่ในเรื่องนี้ คุณกับท่านจอมยุทธ์ก็มีวาสนาต่อกันอีกด้วย”