ทะลุมิติตะลุยวังหลวง จบแล้ว PDF - ตอนที่ 20
หนึ่งชั่วยามหลังจากนั้น
บัณฑิตตกยากสองคนเดินไปตามตรอกเล็กซอกน้อย โดยมีองครักษ์ฝีมือเยี่ยมอีกหลายคนติดตามอยู่ข้างหลัง พวกเขาแต่งกายเป็นบัณฑิตยากจนเช่นกัน
หลังจากแปลงโฉมแล้วใบหน้าเซี่ยโหวตั้นก็ดูซูบซีดอิดโรยเหมือนคนขี้โรค เขาถือพัดปิดหน้า กระซิบถามว่า “ถึงจะพูดกันตามเนื้อผ้าว่าตอนนี้ทั้งไทเฮาและตวนอ๋องยังไม่รู้ใครแพ้ใครชนะ เลยไม่กล้าเล่นงานผมให้ถึงตายก็จริง แต่การที่เราออกมาข้างนอกแบบนี้ก็เหมือนทำตัวล่อเป้า มันจะดีเหรอ?”
อวี๋หว่านอินตอบ “ไม่ดีหรอก แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนี่ ถ้าอยากจะหาคนคนนั้นให้เจอคุณต้องเป็นคนออกหน้า” สภาพของอวี๋หว่านอินหลังจากปลอมตัว ไม่เพียงจะดูเป็นบัณฑิตยากจนแต่ยังเหมือนคนขาดสารอาหาร จนร่างกายแคระแกร็น
“คนคนนี้มีชื่อว่าเป่ยโจว เขากับแม่แท้ๆ ของคุณซึ่งก็คือ ‘ฉือเจินฮองเฮา’ ที่ตายไปนั้นโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก เขาเลยเป็นองครักษ์ให้นางมาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ซึ่งก็น่าจะแอบรักกันนั่นแหละ เนื้อหาพารากราฟนั้นพร่ำเพ้อเกินไปฉันเลยอ่านข้ามๆ สรุปว่า หลังจากแม่คุณเข้าวังไม่นานก็ป่วยตาย เป่ยโจวคิดว่าคนในวังทำให้แม่ของคุณตาย เลยเกิดความแค้นในใจ เดินทางออกจากเมืองหลวงไปท่องยุทธภพ สุดท้ายก็กลายเป็นจอมยุทธ์ฝีมือดี”
อวี๋หว่านอินพักหายใจ ก่อนจะเล่าต่อ “ในเรื่อง ‘ทะลุมิติมาเป็นพระสนมตัวร้าย’ เขากลับเมืองหลวงเพราะอยากพบหน้าลูกชายอดีตคนรัก ซึ่งก็คือคุณ แต่ดันมาเจอเหตุการณ์วุ่นวายเลยหาที่กบดาน เสียก่อน ระหว่างนั้นก็หาโอกาสช่วยเหลือคุณอย่างลับๆ ไปด้วย แต่เขาออกโรงช้า! ถึงจะสร้างความยุ่งยากให้ตวนอ๋องได้บ้าง แต่ก็ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องอะไรได้ สุดท้ายก็ยังจบเหมือนเดิม”
เซี่ยโหวตั้นถาม “ดังนั้นคุณเลยจะหาทางให้เขาออกมามีบทบาทเร็วกว่าเดิม?”
อวี๋หว่านอิน “ใช่ค่ะ เพราะเซี่ยหย่งเอ๋อร์อ่านนิยายเรื่องบูรพาผันราตรีให้คลี่แย้มแต่ไม่รู้ว่ามีเรื่องทะลุมิติมาเป็นพระสนมตัวร้ายซ้อนกันอยู่อีกเรื่องหนึ่ง เธอเลยไม่รู้ว่ามีตัวละครที่ชื่อเป่ยโจวคนนี้ คุณใช้เขาเป็นอาวุธลับได้ อาจใช้ให้เขาไปขโมยสมุดบันทึกที่จวนตระกูลเว่ย ฉันว่า… ด้วยฝีมือของเขา เขาทำได้แน่”
ความจริงคนคนนี้ยังมีประโยชน์ด้านอื่นอีก แต่อวี๋หว่านอิน ไม่ต้องการบอกเซี่ยโหวตั้นไปเสียทุกเรื่อง
อวี๋หว่านอินหยุดเดิน “ถึงแล้ว”
เซี่ยโหวตั้นเงยหน้ามอง ‘หออี๋หง’
อวี๋หว่านอินเร่ง “เข้าไปเร็วๆ” เธอหันมากวักมือเรียก องครักษ์ “ไม่ต้องเกรงใจ เข้าไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ”
“…” บรรดาองครักษ์
เซี่ยโหวตั้นกระซิบถาม “ที่คุณบอกว่าเขากบดานอยู่ใน เมืองหลวง ก็คืออยู่ใน…”
อวี๋หว่านอินตอบ “นิยายเขียนว่าเขาอยู่ในหอคณิกา”
“ไม่ค่อย… ดีมั้ง”
“โธ่เอ๊ย ไม่เป็นไรหรอก อย่างนี้สิดี จะได้หลอกตวนอ๋องไปด้วยไง ให้เขานึกว่าคุณบ้าผู้หญิงจนไม่เป็นอันทำอะไร ไปเถอะ… ฉันยัง ไม่กลัวแล้วคุณจะกลัวทำไม!”
เซี่ยโหวตั้นถูกอวี๋หว่านอินลากเดินข้ามธรณีหน้าประตูใหญ่เข้าไปด้านใน กลิ่นเครื่องหอมฉุนจัดโชยเข้าจมูก มามาที่มีไฝเม็ดโตเหนือริมฝีปากและถือผ้าแพรสีสดในมือกำลังยืนมองอย่างประเมินอยู่ ด้านหลังประตู ก่อนจะพูดอย่างเย็นชาว่า “คุณชายทั้งสอง พวกท่านมาผิดที่แล้วกระมัง”
อวี๋หว่านอินมองซ้ายมองขวาก่อนจะยัดเงินใส่มือมามาอย่างขัดเขิน “พวกเรามาสอบรับราชการ ก็เลยอยากเปิดหูเปิดตาหน่อย”
คราวนี้มามายิ้มกว้าง “ได้เลยเจ้าค่ะ เชิญคุณชายทั้งสองขึ้นไปชั้นบน”
อวี๋หว่านอินโบกมือ เรียกองครักษ์ที่ปลอมตัวเป็นบัณฑิตให้ขึ้นไปชั้นสองและเข้าไปในห้องเดี่ยวด้วยกัน
เซี่ยโหวตั้นถาม “ทำไมคุณถึงดูไม่ขัดเขินสักนิด?”
อวี๋หว่านอินตอบ “คงเพราะอ่านนิยายมาเยอะมั้ง”
จากนั้นไม่นาน บรรดาหญิงสาวหน้าตางดงามก็เข้ามาห้อมล้อมเต็มห้อง
อวี๋หว่านอินโอบหญิงงามนางหนึ่งเอาไว้ ปล่อยให้นางป้อนองุ่นเข้าปากอย่างสบายใจ ทั้งยังแกล้งส่งเสียงหัวเราะที่ฟังแล้วน่าขนลุกเป็นระยะๆ
มุมปากของเซี่ยโหวตั้นกระตุกขึ้นเล็กน้อย กระซิบถามข้างหู “พวกเราต้องรอถึงเมื่อไหร่ คุณคิดจะไปหาคนชื่อเป่ยโจวตอนไหน?”
อวี๋หว่านอินตอบ “ฉันจำไม่ได้ว่าหนังสือบรรยายหน้าตาของเขายังไง แต่ในหอคณิกามีผู้ชายแค่ไม่กี่คน น่าจะหาไม่ยาก อีกอย่างในนิยายเขียนให้คุณมีหน้าตาคล้ายแม่มาก ถ้าเขาเห็นคุณก็ต้องจำได้”
เซี่ยโหวตั้นชี้ใบหน้าที่ปลอมแปลงของตน “นี่ใช่ปัญหา หรือเปล่า?”
“…” อวี๋หว่านอิน
อวี๋หว่านอินหันไปถามหญิงคณิกาในอ้อมแขน “ที่นี่มีผู้คุมบุรุษอยู่กี่คน”
หญิงคณิกาถามกลับอย่างแปลกใจ “เหตุใดคุณชายถึงถามคำถามนี้ ข้าน้อยไม่ทราบเหมือนกัน น่าจะสักสี่ห้าคนกระมัง”
อวี๋หว่านอินถามต่อ “แล้วมีคนที่เพิ่งมาทำงานได้สักสองปี รูปร่างสูงใหญ่บึกบึนบ้างหรือไม่”
หญิงคณิกากลอกตาอย่างรวดเร็ว ก้มหน้าหัวเราะ “ข้าน้อยเพิ่งมาไม่นานจึงไม่รู้ คุณชายดื่มอีกสักจอกเถอะ”
นางหันไปรินสุราให้อวี๋หว่านอิน
เพียงช่วงเวลาไม่กี่อึดใจต่อจากนั้นก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย หญิงคณิกาคนนั้นหันหลังกลับไปส่งสายตาให้กับหญิงคณิกาอีกคน องครักษ์ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เห็นการเคลื่อนไหวของพวกนางจึงคิดจะลงมือ อวี๋หว่านอินรีบสะกิดเซี่ยโหวตั้น เซี่ยโหวตั้นส่งสายตาให้องครักษ์ บอกให้พวกเขาอยู่เฉยๆ อย่าเพิ่งใจร้อน คนเหล่านั้นจึงนั่งนิ่งแต่ไม่หยุดส่งสายตาสื่อสารกัน
หญิงคณิการินสุราแล้วยกจอกขึ้นชิดริมฝีปากอวี๋หว่านอิน
อวี๋หว่านอินกล่าวเพียงว่า “เยี่ยม!” แล้วรับมาดื่มอึกหนึ่ง
แขกในห้องทุกคนถูกหญิงคณิกาป้อนสุรากันอย่างทั่วถึง องครักษ์สูดดมเบาๆ รับรู้ถึงความผิดปกติที่แฝงอยู่ในจอกสุรา พวกเขาทำเป็นดื่มและฟังดนตรีไปพักหนึ่งก็หงายหลัง ตาลอย หมดสติกันไปทันที
อวี๋หว่านอินและเซี่ยโหวตั้นเห็นท่าทางของพวกเขาก็เดาได้ว่าในสุราต้องมียาสลบ จึงได้เลียนแบบพวกเขาด้วยการฟุบหน้าลงกับโต๊ะ
หญิงคณิกาเห็นแล้วค่อยลุกขึ้นยืน พูดเสียงแข็งว่า “รีบไปเชิญ มามา”
‘มามา’ มาถึงในเวลาอันรวดเร็ว นางออกคำสั่ง “มัดไว้ แล้วใช้น้ำเย็นราดให้ตื่น”
อวี๋หว่านอินคิดอย่างตกใจ พวกเธอแค่ถามถึงบุรุษที่อยู่ใน หอคณิกาเท่านั้น ทำไมถึงมีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้
หรือว่าคนของหอคณิการู้ตัวตนที่แท้จริงของเป่ยโจว?
ไม่น่าจะเป็นไปได้ ตามเนื้อเรื่องในนิยาย เป่ยโจวเก็บความลับได้เป็นอย่างดีนี่นา
อวี๋หว่านอินรู้สึกถึงความผิดปกติ อยากสังเกตการณ์ต่ออีก สักพักจึงยังปิดตา ไม่ส่งเสียงอะไรทั้งนั้น ด้านองครักษ์เมื่อไม่ได้รับ คำสั่งก็แกล้งหมดสติกันต่อ
น้ำเย็นถูกราดลงมา อวี๋หว่านอินแสร้งส่งเสียงไอแล้วค่อยลืมตาขึ้น
มามาถาม “ใครสั่งให้พวกเจ้ามาที่นี่?”
เซี่ยโหวตั้นมองอวี๋หว่านอินก่อนจะตอบอย่างไม่พอใจ “แค่ถามเท่านั้น ทำไมถึงต้องจับพวกเรามัดด้วย!”
มามาหัวเราะเยาะ “ไม่พูดใช่หรือไม่? ไม่เป็นไร ขังเอาไว้ในนี้จนกว่าจะยอมพูด”
นางทิ้งคนทั้งหมดไว้ในห้อง แล้วสั่งให้หาโซ่มาล่ามประตูใส่กุญแจ
หลังจากมามาไปแล้ว เหล่าองครักษ์ก็ดึงกริชที่ซ่อนอยู่ใน แขนเสื้อออกมาช่วยกันตัดเชือกที่มัดมือเอาไว้จนขาด แล้วคุกเข่า ตัดเชือกให้เซี่ยโหวตั้นกับอวี๋หว่านอิน
เซี่ยโหวตั้นคลึงข้อมือ นั่งลงบนเก้าอี้แล้วถามอวี๋หว่านอิน “คิดจะทำยังไงต่อ?”
อวี๋หว่านอินเสนอ “กระโดดหนีออกทางหน้าต่าง ไปตามหาคนกันต่อ”
“ได้”
องครักษ์ค้านขึ้น “ฝ่าบาทและพระสนมนั่งพักอยู่ในนี้เถอะ พ่ะย่ะค่ะ พวกกระหม่อมจะไปหาเอง” มีคนออกไปสองคน ส่วนคนที่เหลือกระจายตัวไปยืนเฝ้าอยู่ข้างประตูและหน้าต่าง
อวี๋หว่านอินมองเซี่ยโหวตั้น กระซิบว่า “คุณออกจากวังหลวงมานาน กลัวว่าจะไม่ดี กลับไปก่อนดีกว่าไหมคะ ฉันจะอยู่ดูสถานการณ์ที่นี่ต่อ”
“ผมไม่รีบ เกิดหาตัวเขาเจอ ก็จำเป็นต้องใช้ใบหน้าผมมารับรองไม่ใช่เหรอ?”
อวี๋หว่านอินนั่งอยู่ข้างเขาพอดีเลยหยิบองุ่นขึ้นมายื่นให้ผลหนึ่ง “กินไหม?”
“…” เซี่ยโหวตั้น
เซี่ยโหวตั้นถาม “ทำไมผมถึงรู้สึกว่าคุณสนุกอยู่คนเดียว”
ก่อนหน้านี้อวี๋หว่านอินยังมีทีท่าหมดอาลัยตายอยาก แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่วันก็กระฉับกระเฉงขึ้นมาแล้ว
อวี๋หว่านอินตอบ “คนเรา… จะสบายใจหรือซึมเศร้าก็ต้องใช้ชีวิตผ่านแต่ละวันไปให้ได้ นี่เป็นหลักปฏิบัติของเบ๊ทั้งหลายในบริษัทฉันค่ะ” เธอตบไหล่เซี่ยโหวตั้น “ประธานตั้น คุณคงชินกับการที่โลกหมุนรอบตัวเองล่ะสิท่า พอเกิดเรื่องทีก็จิตตก ไม่เหมือนกับพวกเราที่ต้องแบกรับงานหนักถึงสามเดือนเพื่อให้ผ่านโปร ฉันว่าเราทั้งคู่มาทำใจให้สบายจะได้เดินต่อไปจนถึงหน้ากระดาษสุดท้ายด้วยกันดีไหมคะ”
“…” เซี่ยโหวตั้น